สัมภาษณ์พิเศษ คุณ Orapa Tachochavalit CEO (Thailand) ที่ Intrepid Group Asia บริษัทสตาร์ทอัพด้านอีคอมเมิร์ซ

ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษแบบส่วนตัวกับคุณ Orapa Tachochavalit – CEO บริษัท Intrepid  Group Asia
 
จุดเริ่มต้นในปี 2562 เมื่อครั้งที่ Intrepid Group Asia ขยายธุรกิจมายังประเทศไทยเป็นครั้งแรก เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่เธอมาพร้อมกับประสบการณ์ที่เคยผ่านการทำงานในธุรกิจ Retail กับบริษัทระดับ Global ซึ่งเป็นสิ่งที่จะสามารถช่วยขยายความร่วมมือกับแบรนด์ระดับชั้นนำทั่วโลก รวมถึงความเชี่ยวชาญและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในตลาดอีคอมเมิร์ซที่สำคัญในประเทศไทยเป็นอย่างดี
 
Intrepid Group Asia ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซและโซลูชันดิจิทัลระดับภูมิภาคทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยให้บริการลูกค้าทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านด้วยเทคโนโลยีชั้นยอด
 
ประวัติด้านการศึกษาของคุณ Orapa Tachochavalit
  • จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • จบการศึกษาระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม
ก่อนเข้ามาร่วมงานกับ Intrepid คุณ Orapa เคยดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายการขายสินค้าและปฏิบัติการที่ Central Group รวมถึงเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการด้านการจัดซื้อที่ Tesco Lotus ซึ่งเป็นสองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน Retail ในประเทศไทย การตัดสินใจก้าวออกมาจากองค์กรระดับใหญ่เพื่อเริ่มต้นบทบาทใหม่กับบริษัทสตาร์ทอัพด้านอีคอมเมิร์ซ เธอมีแนวคิดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในตลาดอีคอมเมิร์ซที่สำคัญและเร่งการเติบโตช่องทางขายออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
 

ทำไมคุณ Orapa Tachochavalit จึงสินใจเลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมผู้ก่อตั้ง และรับดำรงตำแหน่ง CEO (Thailand) ที่ Intrepid Group Asia

“ย้อนหลังไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ได้มองเห็นโอกาสในตลาดออนไลน์มีการเติบโตที่น่าสนใจ และคาดว่าจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอนาคตค่อนข้างสูง จึงตัดสินใจผันตัวเองเข้ามาอยู่ในตลาดนี้แบบเต็มตัวกับบริษัทสตาร์ทอัพที่เริ่มต้นธุรกิจมาได้ 4 ปีที่มีชื่อว่า Intrepid Group Asia นี่เป็นอีกปัจจัยที่มีความสนใจในเทรนด์ของกลุ่มบริษัทสตาร์ทอัพที่ในช่วง 3-4 ปีหลังที่ผ่านมามีการเติบโตขึ้นมาค่อนข้างมากพอสมควร จึงหันมามองด้านประสบการณ์ของตัวเองที่เคยสะสมในกลุ่มบริษัทระดับใหญ่มาน่าจะนำมาช่วยขับเคลื่อนในบริษัทระดับแรกเริ่มได้”
 
สาเหตุหลักที่เลือก Intrepid
  1. มองว่า Intrepid เป็นบริษัทที่มีความท้าทายที่น่าสนใจกับเทรนด์ปัจจุบัน
  2. มองว่า Intrepid เป็นบริษัทที่มีการการดำเนินธุรกิจเทรนด์ใหม่ๆ ที่ตรงกับเทรนด์ปัจจุบัน
  3. วัฒนธรรมขององค์กรระดับสตาร์ทอัพที่มีความแตกต่างกับบริษัทระดับกลางไปถึงใหญ่ คือ เราสามารถตัดสินใจได้ค่อนข้างเร็ว และสามารถมองเห็นการขับเคลื่อนด้านต่างๆ ว่าสามารถลงมือทำอะไรได้บ้างซึ่งเห็นผลลัพธ์จริงได้อย่างรวดเร็ว ส่วนนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กล้าตัดสินใจถึงแม้ว่าจะเป็นการเริ่มต้นจากศูนย์
ช่วงก่อนเกิดการระบาดครั้งใหญ่ของ Covid-19 ถ้าเอ่ยถึงบริษัทสตาร์ทอัพด้าน E-commerce enable คงเกิดคำถามมากมายว่าคืออะไร ทำอะไรเป็นหลัก แต่พอผ่านวิกฤติเลวร้ายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของมนุษยชาติ หลายคนเริ่มเข้าใจธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซมากขึ้น เพราะวิถี New Normal ทำให้เราเดินเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบเต็มรูปแบบ เพื่อการเอาตัวรอดและการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ๆ ได้อย่างคล่องตัว
 

Intrepid คาดการณ์ตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดด้านอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยไว้อย่างไรบ้าง

“ในปี 2566 คาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะเติบโต 15 – 17% จากปีที่ผ่านมา จากรายงานของ SEA eCommerce ประจำปี 2565 ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยจะเติบโต 13% ภายในปี 2568”
 

Intrepid สร้างความแตกต่างอะไรบ้างที่ทำให้มีจุดเด่นในตลาด อีคอมเมิร์ซ ประเทศไทย

จุดเด่นที่สร้างความแตกได้เด่นชัดที่สุด คือ
  • Intrepid เป็นบริษัทที่ไม่ได้มีอยู่ในเฉพาะเมืองไทยเท่านั้น เรามีสำนักงานอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีกลุ่มผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าค่อนข้างคล้ายคลึงกันมาก ทำให้ Intrepid สามารถให้บริการได้อย่างครอบคลุมทั้งภูมิภาคและสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ในวงกว้าง
  • Intrepid ในประเทศไทยมีพนักงานประมาณ 100 คน ที่ทำงานร่วมกับทีม Tech Inhouse ประจำอยู่ที่เวียดนาม สำหรับพัฒนาระบบ E-commerce online ทั้งหมด จุดแข็งของทีม Tech คือ การวิเคราะห์การบริการที่เหมาะสมที่สุดให้แก่ลูกค้า เช่น การซื้อพื้นที่โฆษณาของลูกค้า ทีม Tech สามารถวิเคราะห์ตำแหน่งการลงโฆษณาที่เหมาะสมกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ นั่นหมายถึงการ Matching สินค้าและพื้นที่เป้าหมายที่มีความต้องการของผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้การลงทุนของลูกค้าที่คุ่มค่ามากที่สุด
  • Intrepid เป็นส่วนหนึ่งของ Ascential ซึ่งสามารถช่วยยกระดับด้านการปรับใช้ข้อมูลความต้องการในตลาด E-commerce ได้กว้างมากขึ้น

ในมุมมองของคุณ Orapa Tachochavalit เทรนด์ อีคอมเมิร์ซ ระดับโลกและในประเทศไทยที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2023 มีอะไรบ้าง

เทรนด์แรก คือ “การนำเสนอในรูปแบบวิดีโอสั้น” เนื่องจากหลากหลายแพลตฟอร์มเริ่มเข้ามาเล่นวิดีโอแบบสั้นมากขึ้น เช่น Facebook, Line หรือ TikTok ต่างมุ่งเป้าไปที่รูปแบบวิดีโอแบบสั้นประมาณ 15 – 30 วินาที มุ่งเน้นคอนเทนท์ที่กระชับ ตรงประเด็น และครอบคลุมจุดขายเฉพาะของสินค้าได้ง่ายที่สุด “เราจะทำอย่างไรให้วิดีโอแบบสั้นเกิดยอดขายได้ง่ายที่สุด”  นี่คือโจทย์ที่ผู้ค้าบนอีคอมเมิร์ซต้องปรับกลยุทธ์สู่ผลลัพธ์ของความสำเร็จให้ได้
 
เทรนด์ที่สอง คือ “Social Commerce” ปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ เริ่มให้ความสนใจกับช่องทาง Social Commerce เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสามารถโต้ตอบสื่อสารกับลูกค้าโดยตรงได้ นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างกลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมความชอบที่คล้ายๆ กันได้ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้การนำเสนอได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและขยายวงกว้างได้มากขึ้น สิ่งสำคัญของช่องทาง Social Commerce คือ สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของแบรนด์ได้ เพราะเป็นการซื้อขายโดยตรงโดยที่ไม่ผ่านแพลตฟอร์มอื่นๆ ให้เสียเวลาการรอคอยและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
 
เทรนด์ที่สาม คือ “On-Demand Commerce” ธุรกิจการจัดส่งอาหาร Food Delivery เริ่มเข้ามาโลดเล่นในตลาด On-Demand Commerce เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น GrabFood, Foodpanda, Lineman, Shopee และ Robinhood นอกจากที่กล่าวมายังมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่ก่อตัวขึ้นมาให้พบเห็นในตลาดนี้เช่นกัน เป็นสัญญาณบ่งชี้ให้เห็นถึงความเข้มข้นในการแข่งขันที่เริ่มมีรายย่อยเข้ามาลงสนาม คำถามที่พบเยอะบ่อยที่สุด คือ On-Demand Commerce มีความแตกต่างกับ e-Market Place ยังไง ชัดเจนที่สุด คือ เรื่องระยะเวลาการรอคอยสินค้า ภาคส่วนของ e-Market Place มีความคาดหวังที่จะได้รับสินค้าประมาณ 1-2 วัน แต่ภาคส่วนของ On-Demand Commerce นั้น ลูกค้าคาดหวังไว้ที่ 1-2 ชั่วโมงที่สินค้าจะมาส่งถึงหน้าบ้าน
 
ที่ผ่านมากลุ่มสินค้าของ On-Demand Commerce จะเป็นอาหารที่พร้อมบริโภคได้ทันที แต่ต่อไปจากนี้ จะมีสินค้าประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มเข้ามาอยู่ในช่องทาง On-Demand Commerce พร้อมกับการคาดหวังว่าจะได้รับสินค้าภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากส่งคำสั่งซื้อออกไป
 
เทรนด์ที่สี่ คือ “MarTech” แนวคิดหรือแนวทางของเทคโนโลยีทางการตลาด เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในภาคส่วนการตลาด MarTech จะทำให้แบรนด์สามารถติดตามพฤติกรรมของลูกค้าที่มีความต้องการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลเหล่านี้ถูกจัดเก็บไว้เพื่อนำมาวิเคราะห์รูปแบบการนำเสนอให้แม่นยำกับกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น ในยุคดิจิทัล MarTech หรือ เทคโนโลยีการตลาดจะเป็นสิ่งจำเป็นกับอนาคตของการตลาดสมัยใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เข้ามาช่วยปรับปรุงกระบวนการการสื่อสารระหว่างคู่ค้าและลูกค้า เข้ามาช่วยปรับปรุงเชื่อมโยงธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ “เราจะต้องมีข้อมูลที่ดีที่สุด เพื่อทำการตลาดที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า”
 

คุณ Orapa Tachochavalit มองเห็นตลาด อีคอมเมิร์ซ และ Intrepid ได้รับประโยชน์จาก ChatGPT อย่างไร

“เรามองเห็นศักยภาพที่สูงใน CX domains ซึ่งเรากำลังสำรวจศักยภาพของ ChatGPT ที่สนับสนุนความสามารถในการแชทบางส่วนของเรา เพื่อปรับปรุงความเร็วและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า
 
นอกจากนี้ เรายังมองเห็นโอกาสในการทำให้การเขียนคำโฆษณาเป็นไปโดยอัตโนมัติสำหรับเนื้อหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงรายการสินค้า การเขียนคำอธิบายที่น่าสนใจและการผสมผสานคำหลักอย่างราบรื่นภายใต้การดูแลของทีมงานภายในของเรา”

บทสรุป

สุดท้ายนี้ ทาง Intrepid ต้องการให้กลุ่มลูกค้าที่กำลังขายหรือกำลังจะเริ่มต้นบนช่องทางอีคอมเมิร์ซ นึกถึง Intrepid ในฐานะพันธมิตรที่สามารถให้คำปรึกษาตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ไม่ต้องลงมือสร้างหรือทำด้วยตัวเองทั้งหมด Intrepid มีทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาช่วยปูแผนเส้นทางการขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จทางการขายออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน
 
เป้าหมายของ Intrepid สำหรับในปี 2023 นี้ เราจะสร้างผลลัพธ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าปลายทางที่เข้ามาซื้อสินค้า ได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ จัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว และได้รับบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม สิ่งนี้จะสามารถสร้างประตูของการกลับมาซื้อกับเราได้อีกครั้ง เราให้ความสำคัญอย่างเท่าเทียมทั้งลูกค้ารายใหม่และรายเดิม
 
หากสนใจในบริการของ Intrepid หรือต้องการขอคำปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้จากช่องทางด้านล่างนี้

Intrepid Ecommerce Services (Thailand) Co., Ltd.

About Pawarit Sornin

- จบการศึกษา ปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต - เคยทำงานด้าน Business Development / Project Manager / Product Sales ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Wireless Networking และ Mobility Enterprise ในประเทศ - ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

สร้าง AI Factory ก้าวสู่ยุค Agentic Enterprise ด้วย HPE Private Cloud AI จาก Yip In Tsoi

ในปี 2026 เป็นต้นไปนี้ AI Factory จะกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกขาดไม่ได้อีกต่อไป ในฐานะของระบบสำคัญในการสร้าง AI เพื่อใช้งานภาคธุรกิจองค์กรซึ่งสามารถควบคุมและกำกับดูแลการใช้งานได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะสำหรับ Agentic AI ที่จะกลายเป็นหนึ่งในกรณีการใช้งาน AI หลักหลังจากนี้

ใช้ Agentic AI ในภาคธุรกิจองค์กรอย่างคุ้มค่าและมั่นใจ ทำ Governance ได้ครบวงจร ด้วย HPE Private Cloud AI จาก Yip In Tsoi

หนึ่งในบทสนทนาที่เกิดขึ้นในปี 2026 สำหรับภาคธุรกิจองค์กรนี้ ก็คงหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องของการวาง AI Infrastructure สำหรับ AI Factory ภายในองค์กร เพื่อให้ธุรกิจองค์กรมี AI Sovereignty และสามารถทำ AI …