เจาะลึกวิกฤตความเชื่อมั่น Data Center ที่เม็ดเงินการลงทุนจำนวนมาก ไม่สามารถจูงใจผู้คนในแต่ละท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกาได้

การขยายขีดความสามารถด้านการประมวลผลกลายเป็นสิ่งจำเป็นของบรรดา Frontier AI ระดับโลก เพราะต่างทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อเดินหน้าโครงการก่อสร้าง Data Center แต่แนวคิดนี้กลับกำลังเผชิญแรงต้านอย่างรุนแรงในระดับพื้นที่ โดยผลสำรวจล่าสุดในสหรัฐอเมริกาชี้ว่า ประชาชนกว่า 60% ต้องการจำกัดการขยายตัวของ Data Center โดยเฉพาะโครงการที่เตรียมรุกคืบเข้ามาตั้งในชุมชนของตนเอง

ข้อมูลจาก Data Center Watch รายงานว่า ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 มีโครงการ Data Center คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องหยุดชะงักลงจากการรวมตัวต่อต้านของประชาชนในท้องถิ่น สะท้อนชัดเจนว่าเม็ดเงินและอุปสงค์ของเทคโนโลยี AI กำลังสวนทางกับความยอมรับของสังคมอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้รายงานฉบับล่าสุดจาก Data & Society ซึ่งทำการศึกษานานถึง 18 เดือนผ่านการสัมภาษณ์ชาวเมืองในรัฐเพนซิลเวเนียชี้ให้เห็นว่า ชุมชนในเพนซิลเวเนียที่ผ่านประสบการณ์จากยุคอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเหมืองถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานเหล็ก ไปจนถึงการขุดเจาะ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Data Center

แม้สหภาพแรงงานจะสนับสนุนโครงการสร้าง Data Center เพราะหวังว่าจะช่วยเปิดโอกาสการจ้างงานระยะสั้น แต่ในระยะยาว Data Center ไม่ได้ตอบโจทย์การจ้างงานคนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และไม่อาจชดเชยผลกระทบด้านอื่นได้ โดยกลุ่มผู้ต่อต้าน Data Center ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือกลุ่ม NIMBY (Not In My Backyard) ทั่วไป โดยมีสิ่งที่กังวลดังนี้

  • ภาระค่าสาธารณูปโภค: ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลของ AI Cluster ทำให้ประชาชนวิตกกังวลเรื่องภาระค่าไฟฟ้าในระดับครัวเรือนที่จะพุ่งสูงขึ้นตามโครงข่ายพลังงานที่ตึงตัว
  • วิกฤตทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม: ระบบหล่อเย็นของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ดึงทรัพยากรน้ำไปใช้อย่างมหาศาล ควบคู่ไปกับปัญหาการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าที่ต้องผลิตไฟป้อนตลอด 24 ชั่วโมง
  • ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส: ทุนเทคโนโลยีมักผลักดันโครงการผ่านการกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นลงนามในข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูลและการล็อบบี้ผ่านกลุ่มการค้า เช่น Data Center Coalition ทำให้ชุมชนรู้สึกว่ากระบวนการตัดสินใจถูกกีดกันและไม่โปร่งใส

บทเรียนจากเพนซิลเวเนียแสดงให้เห็นชัดเจน เมื่อผู้ว่าการรัฐ Josh Shapiro ที่เคยประกาศความร่วมมือหนุนงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงถึง 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องเปลี่ยนทิศทางในเวลาเพียงหนึ่งปี โดยออกคำสั่งบังคับใช้เกณฑ์การตรวจสอบ Data Center ที่เข้มงวดขึ้น พร้อมถอดโครงการเหล่านี้ออกจากกระบวนการ Fast-track ทันทีหลังเผชิญแรงกดดันจากชุมชน

โจทย์ใหญ่ของกลุ่มผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ในขณะนี้ จึงไม่ใช่แค่การจัดหาชิปประมวลผลหรือแหล่งจ่ายพลังงาน แต่คือวิกฤตความเชื่อมั่น หากผู้ประกอบการยังคงสื่อสารเพียงด้านประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบเหมารวม แต่เพิกเฉยต่อความโปร่งใสและการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกับชุมชน แรงต้านในระดับฐานรากจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานระดับหมื่นล้านดอลลาร์ต่อไป

ที่มา: https://techcrunch.com/2026/09/22/everyone-can-find-a-reason-to-dislike-data-center-construction/

About Veerapon Tangsiripathanawong

Check Also

หัวเว่ย คลาวด์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ AI สำหรับองค์กรเต็มรูปแบบเดินหน้าสร้าง Agentic Cloud แบบเปิด [PR]

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ดร. ปีเตอร์ โจว (Dr. Peter Zhou) กรรมการบริษัทหัวเว่ย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คลาวด์ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “The …

[Video Webinar] อัปเดตเทรนด์ AI Engineering 2026 – จากการทดลองใช้ AI สู่การพัฒนา Agentic Apps ที่พร้อมใช้งานจริง

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าฟังการบรรยาย eCloudvalley x Datadog Webinar เรื่อง “อัปเดตเทรนด์ AI Engineering 2026 – จากการทดลองใช้ AI สู่การพัฒนา Agentic …