
บรรยากาศภายในห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรม Centara Grand, Central World เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงฮือฮาจากเหล่านักพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริหารระดับสูงที่มารวมตัวกันในงาน Qwen Conference Thailand 2026 ภายใต้ธีม “Accelerating Thailand’s AI-Native Future” งานสัมมนาระดับแฟล็กชิปจาก Alibaba Cloud ประเทศไทยในครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อพูดถึงแค่ทฤษฎีหรือวิสัยทัศน์ แต่มาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า “ยุคที่ AI ทำงานแทนมนุษย์ได้จริง” ได้เดินทางมาถึงแล้ว ทีมงาน TechTalkThai ขอพาทุกท่านร่วมดำดิ่งลงไปในทุกมิติของงานแบบนั่งอยู่ติดขอบเวที
เดินเข้าสู่ยุค AI-Native – เมื่อ AI ก้าวออกจากหน้าจอสู่โลกแห่งความจริง

งานเริ่มต้นขึ้นอย่างทรงพลังด้วยคำกล่าวเปิดงานของ คุณ Andy Lee (VP of International Business and GM for Southeast Asia Region, Alibaba Cloud Intelligence Group) ที่จุดประกายผู้ร่วมงานด้วยธีม “Ship the Next” ชี้ให้เห็นว่าปี 2026 คือหมุดหมายสำคัญที่ AI ก้าวข้ามจากห้องทดลองมาสู่สถานะพร้อมใช้งานจริง (Production-ready) สำหรับโลกธุรกิจ
ความน่าตื่นเต้นถูกขยายความต่อโดย คุณ Jaru Nartboon – Lead Solution Architect จาก Alibaba Cloud Thailand ที่มาตีแผ่ปรากฏการณ์ “Big Change” ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ภาพที่ทำให้ทุกคนในฮอลล์ต้องจับตามองคือการก้าวเข้าสู่ยุค Embodied Intelligence เมื่อ AI ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่ถูกนำไปฝังลงในอุปกรณ์กายภาพอย่างแว่นตาอัจฉริยะที่ใช้นำทางและชำระเงินผ่าน Alipay ไปจนถึงการผสานสมองกลลงในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) ที่สามารถตัดสินใจและเคลื่อนไหวได้เองในโลกจริง
แน่นอนว่าเบื้องหลังความฉลาดล้ำนี้ต้องแลกมาด้วยพลังการประมวลผลมหาศาล Alibaba Cloud จึงได้ทำการรื้อสถาปัตยกรรมคลาวด์ใหม่ทั้งหมดเพื่อสร้าง “AI-Native Cloud” ที่สามารถดึงศักยภาพการทำงานของ GPU ออกมาได้ถึงขีดสุดตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน ผลลัพธ์ที่ได้คือต้นทุนการประมวลผลต่อโทเคน (Cost per Token) ที่ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ เปิดประตูให้องค์กรทุกสเกลเข้าถึง AI ได้อย่างแท้จริง
สัมผัสขุมพลัง Qwen 3.8 Max และจักรวาลโมเดลแห่งอนาคต
บนเวที Alibaba Cloud มีการเปิดตัวขีดความสามารถล่าสุดของ Qwen Ecosystem ที่ถูกอัปเกรดถึง 4 เจเนอเรชันในเวลาเพียงครึ่งปี นำทัพโดย Qwen 3.8 Max สุดยอดสมองกลเรือธงที่มาพร้อมพารามิเตอร์ระดับ 2.4 ล้านล้าน (Trillion) แบบ MoE สามารถรองรับข้อมูลอินพุตได้สารพัดรูปแบบทั้งข้อความ ภาพ และวิดีโอ พร้อม Context Window ที่กว้างถึง 1 ล้านโทเคน ทำให้โดดเด่นขั้นสุดยอดในด้านการเขียนโค้ดและการวิเคราะห์ตรรกะที่ซับซ้อน
ในฟากของงานสายครีเอทีฟ มีการเปิดตัว Qwen 3.0 โมเดลเจนเนอเรทวิดีโอที่ผู้ใช้สามารถป้อนสคริปต์เข้าไปเพื่อให้ระบบประมวลผลออกมาเป็นวิดีโอที่สมจริง โดยทำความเร็วได้ถึง 30 วินาทีต่อการเรนเดอร์เพียงหนึ่งรอบ ตามมาติดๆ ด้วยโมเดลสายบันเทิงอย่าง Happy Series ที่ประกอบไปด้วย HappyHorse สำหรับงานวิดีโอคุณภาพสูง, HappyOyster ที่เป็น World Model เน้นการโต้ตอบแบบเรียลไทม์หรือภาพนิ่งมาสร้างเป็นสภาพแวดล้อมดิจิทัลแบบ 3D และ HappyShrimp สำหรับสร้างสรรค์บทเพลงและดนตรีแบบครบวงจร ทั้งหมดนี้สามารถบริหารจัดการได้อย่างปลอดภัยผ่าน Model Studio แพลตฟอร์มผู้ให้บริการ (Platform-as-a-Service) สำหรับพัฒนา Large Language Model (LLM) และแอปพลิเคชัน Generative AI ของ Alibaba Cloud
SCGJWD Masterclass: พลิกโฉมธุรกิจลอจิสติกส์ด้วย AI แบบจับต้องได้
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สะกดคนดูได้ทั้งฮอลล์คือช่วง Fireside Chat ที่ คุณ Charlene Sawasde – Business Developement Director จาก Alibaba Cloud Thailand เปิดโต๊ะสนทนาแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ คุณ Vinit Vichittanaporn – SVP Digital Innovation Office จาก SCGJWD คุณวินิจได้มาแชร์ปรัชญาการทำงานว่า การ Implement AI ต้องมองจากภาพใหญ่ (Top-down strategy) และพุ่งเป้าไปที่คอขวดของกระบวนการทำงานให้เจอ

ตัวอย่างที่ SCGJWD นำไปใช้จริงนั้นเรียกได้ว่าเจาะลึกและแก้ Pain Point ได้ตรงจุดสุดๆ เริ่มตั้งแต่การปฏิวัติ Call Center ที่ใช้ AI มารับสายตอบคำถามลูกค้า ลดภาระพนักงานจากที่ต้องรับสายวันละกว่า 1,000 สาย เหลือเพียงไม่ถึง 20 สายต่อวัน ในขณะที่บริการรับจ้างขนย้าย ก็ใช้ Visual AI เข้ามาช่วยประเมินราคา เพียงลูกค้าส่งภาพหรือวิดีโอมา ระบบก็คำนวณปริมาตรพื้นที่จัดวางและออกใบเสนอราคาให้ได้ทันที ปิดการขายได้ไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่เรื่องที่เรียกเสียงปรบมือและรอยยิ้มได้มากที่สุด คือการใช้กล้อง AI ตรวจจับพฤติกรรมคนขับรถขนส่งกว่า 120,000 เที่ยวต่อเดือน เพื่อป้องกันการหลับในหรือจอดในที่เสี่ยง หากคนขับไม่ตอบสนองต่อการแจ้งเตือน AI จะยกระดับขั้นเด็ดขาดด้วยการ “โทรหาภรรยาของคนขับ” ซึ่งคุณวินิจยืนยันว่าเป็นหลักจิตวิทยาที่ได้ผลชะงัดนัก ปิดท้ายด้วย Document Automation ที่เข้ามาช่วยสแกนและจัดการใบส่งของ (POD) กว่า 300,000 ใบต่อเดือน ช่วยคืนเวลาให้พนักงานได้อย่างมหาศาล
“เทคโนโลยีไม่ใช่แฟชั่นที่เห็นเพื่อนมีแล้วอยากมีบ้าง ต้องรู้โจทย์ของตัวเอง ทำแล้วลูกค้าพอใจไหม ลดต้นทุนได้จริงไหม และลดทรัพยากรบุคคล (FTE) ได้จริงหรือไม่” คือประโยคทองของคุณวินิจที่ฝากไว้ให้ทุกคนได้คิดตาม
ประกาศเปิดตัว WonderClip แพลตฟอร์มสร้างวิดีโอด้วย AI แบบ End-to-End อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย
ช่วงเวลาที่นักการตลาด ครีเอเตอร์ และเอเจนซีในฮอลล์รอคอยมากที่สุดช่วงหนึ่ง คือการประกาศเปิดตัว WonderClip แพลตฟอร์มสร้างวิดีโอด้วย AI แบบ End-to-End อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย บรรยายโดย คุณ Tifi Liu – ASEAN Regional Marketing Director จาก Alibaba Cloud

คุณ Tifi Liu ได้ฉายภาพให้เห็นถึง Pain Point ใหญ่หลวงของวงการวิดีโอโฆษณาและการทำคอนเทนต์ยุค AI ที่ผ่านมา นั่นคือ “ความไม่คงที่ของตัวละครและอารมณ์ภาพ (Character & Style Consistency)” เมื่อสร้างคลิปสั้น 15-30 วินาทีได้สวยงาม แต่พอจะขยายผลให้กลายเป็นวิดีโอยาว หนังสั้น หรือโฆษณาแบบซีรีส์ ตัวละครมักจะหน้าเปลี่ยน สไตล์ภาพจะหลุดกรอบ หรือพร็อพในฉากจะเพี้ยนไปจากเดิม
WonderClip ถูกออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดนี้โดยเฉพาะ ด้วยสถาปัตยกรรม AI ที่ผสานเทคโนโลยีสคริปต์สู่ภาพและวิดีโอ (Script-to-Video Engine) ร่วมกับฟีเจอร์ In-fill Canvas
- การคุมสไตล์และคาแรคเตอร์ (Consistency Control): ผู้ใช้สามารถล็อกคุณลักษณะของตัวละคร (Character Specs) มู้ดแอนด์โทนของแสง และตำแหน่งสิ่งของหรือสินค้าไว้ได้ตั้งแต่ต้น ทำให้ทุกเฟรมที่เจนเนอเรท (Generate) ออกมามีความต่อเนื่องเนียนตาเสมือนถ่ายทำจากสตูดิโอจริง
- Workflow สำหรับคนไม่เขียนโค้ด (Non-technical Friendly): แปลงบทหรือสคริปต์ตัวหนังสือ (Script) ให้กลายเป็นสตอรี่บอร์ด ภาพนิ่ง และวิดีโอพร้อมเสียงพากย์ได้จบในคลิกเดียว ช่วยลดระยะเวลาทำงานจากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
เพื่อตอกย้ำการเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่นี้ Alibaba Cloud ได้จัดแคมเปญ “WonderClip: Extraordinary Story Contest” งานประกวดสร้างสรรค์วิดีโอด้วย AI ครั้งแรกในประเทศไทยที่เพิ่งผ่านพ้นไป โดยเป็นเวทีที่ให้นักพัฒนา ครีเอเตอร์ นักการตลาด และเอเจนซีทั่วประเทศ ได้แสดงศักยภาพผ่านผลงานวิดีโอ AI เพื่อชิงเงินรางวัล เครดิตคลาวด์ และโอกาสระดับโลกบนเครือข่ายของ Alibaba Cloud ซึ่งกิจกรรมที่ผ่านมาได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการจุดประกายและผลักดันวงการ Creative Economy ของไทยให้ก้าวเข้าสู่ยุค AI-Native อย่างแท้จริง
Qoder: ปฏิวัติวงการโปรแกรมเมอร์ด้วย “Agentic Coding”

สำหรับสาย Tech และ Developer เซสชันของ คุณ Tao (Qoder Product Manager) ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ เครื่องมือ Qoder ได้ก้าวข้ามคำว่า Auto-complete code ธรรมดา สู่ขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า “Agentic Coding” อย่างเต็มรูปแบบ
Qoder ทำหน้าที่เสมือนวิศวกรซอฟต์แวร์เสมือนจริงที่ผู้ใช้สามารถโยน Requirement ให้ แล้วมันจะนำไปวิเคราะห์ วางสถาปัตยกรรมระบบ และลงมือเขียนโค้ดที่เชื่อมโยงกันหลายๆ ไฟล์ให้อัตโนมัติ ยิ่งไปกว่านั้น Qoder ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Security Scan ที่คอยควานหาช่องโหว่และอุดรอยรั่วของระบบแบบอัตโนมัติ พร้อมผสานการทำงานเข้ากับ CI/CD Pipeline ขององค์กรได้อย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Agile ในโลกยุคใหม่ขั้นสุด
Customer Panel: Real AI, Real Impact — บทสนทนาเข้มข้นจาก 4 ผู้นำองค์กรของเมืองไทย
ช่วงเสวนาไฮไลต์ยามเย็น ดำเนินรายการโดย คุณเอกราช กลิ่นบุปผา – Channel Director จาก Alibaba Cloud Thailand เป็นเซสชันที่ดุเดือดและสร้างแรงบันดาลใจสุดๆ เนื่องจากเป็นการรวมตัวของผู้บริหารระดับสูงจาก 4 อุตสาหกรรมหลักที่นำ AI ไปลงมือทำจริงจนเกิดผลลัพธ์เชิงตัวเลขทางธุรกิจ (Business Impact) โดยสรุปใจความสำคัญจากทั้ง 4 องค์กรดังนี้

1) SCG Chemicals (SCGC) — สเกลระดับ 5,000 คน และกลยุทธ์ Open Architecture
- คุณสัญญา จินดาประเสริฐ – Enterprise Digital and AI Director จาก SCGC (เอสซีจี เคมิคอลส์) เปิดเผยว่าปัจจุบัน SCGC มีพนักงานกว่า 5,000 คนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือทำงานประจำวัน (โดยมี Active Users กว่า 1,500 คน/วัน) ปัจจุบัน SCGC กำลังก้าวจาก Personal Productivity ไปสู่ Process Transformation เต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในแผนก Procurement และ HR ที่เปลี่ยนกระบวนการทำงานแบบ End-to-End ให้เป็น AI-Agentic Process
- อินไซต์ด้านสถาปัตยกรรม: SCGC เลือกใช้กลยุทธ์ Open Architecture โดยเชื่อมต่อระบบคลาวด์ถึง 6 ค่าย เพื่อป้องกัน Vendor Lock-in และเลือกใช้สิ่งที่ดีที่สุดในแต่ละงาน
- ทำไมต้อง Qwen?: คุณสัญญาแชร์อย่างตรงไปตรงมาว่า SCGC ใช้คลาวด์ค่ายอื่นและโมเดลฝั่งตะวันตก (เช่น Claude/GPT) มาอย่างหนักหน่วง แต่เมื่อนำ Qwen/QwenWork เข้ามาทดสอบในงาน Data Analytics และวิเคราะห์ Demand/Supply ของซัพพลายเชน กลับพบว่า Qwen มีจุดเด่นพิเศษคือ “Asian-style Logical Details” หรือความละเอียดลออในตรรกะการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีบริบทซับซ้อนทัดเทียมโมเดลราคาแพง แต่ให้ความคุ้มค่าเชิงต้นทุน (Cost-Efficiency) ที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
2) Jaymart Group Holdings — สถาปัตยกรรม GPU ส่วนตัว และระบบ AI Governance “ไคโตะ”
- คุณปัญญา ชุติสิริวงศ์ – Deputy CEO & Head of AI Transformation จาก บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART นำเสนอภาพองค์กรการเงินและการติดตามหนี้ที่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบเข้มงวดของแบงก์ชาติ เจมาร์ทลงทุนสร้าง AI Infrastructure ของตนเอง โดยมีชิปประมวลผลสูง (เช่น Nvidia GPU Cluster) เพื่อประมวลผลข้อมูลความลับภายใน
- Use Case ตรวจสอบคุณภาพสายโทรศัพท์ 100,000+ สาย/เดือน: ในอดีตเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้คนฟังสายโทรศัพท์ติดตามหนี้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันเจมาร์ทใช้ AI ฟังและประเมินคุณภาพเสียง (Audio QC) ของ Call Center กว่า 100,000 สายต่อเดือน ตรวจจับว่าพนักงานพูดจาสุภาพ แนะนำตัวถูกต้อง และปฏิบัติตามเกณฑ์เรกูเลเตอร์หรือไม่
- โครงสร้างการบริหาร (AI Governance): เจมาร์ทตั้งคณะกรรมการโดยมีคุณปัญญาเป็นประธาน และแต่งตั้งตำแหน่ง AITO (AI Transformation Officer) ในบริษัทย่อยทั้ง 20 บริษัท เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง CEO และพนักงาน ในการผลักดันการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาลและปลอดภัย
3) AGICafet — ปรัชญา Small Models และการขับเคลื่อน AI เพื่อชุมชน
- คุณณัฐดนัย ปราณีณัฐวีร์ CEO จาก AGICafet ผู้พัฒนาโซลูชัน Local AI, Computer Vision และโดรนการเกษตร ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า “โมเดลที่ใหญ่ที่สุด ไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอไป” สำหรับ SME
- Small Models Advocacy: AGICafet เป็นผู้ใช้งาน Qwen มาตั้งแต่เวอร์ชันแรกๆ และผลักดันแนวคิดการใช้ Small/Edge Models (โมเดลขนาดเล็กที่ประหยัดพลังงาน) นำไปรันบนอุปกรณ์ IoT หรือเซนเซอร์ในโรงงาน เช่น ระบบตรวจจับการแต่งกายและ safety uniform ของพนักงาน หรือระบบประมวลผลบนโดรนเกษตร ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมหาศาลเมื่อเทียบกับการส่งข้อมูลขึ้นโมเดลใหญ่บนคลาวด์ตลอดเวลา
- Social Impact: คุณณัฐดนัยยังสปอนเซอร์เครดิต Alibaba Cloud ให้กับนักศึกษาและชุมชนในจังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างระบบ AI ช่วยชาวบ้านทำเว็บไซต์ขายสินค้า OTOP นับเป็นการกระจายเทคโนโลยีสู่ฐานรากอย่างแท้จริง
4) T&B Media Global — มุ่งสู่ยุค AI-Native Production ในวงการสื่อระดับโลก
- คุณพันธบัตร สันติมากร – Chief of Project Commercialization จาก T&B Media Global (Thailand) ค่ายสื่อแอนิเมชันยักษ์ใหญ่ (ผู้สร้าง Shelldon) ชี้ว่าข้อจำกัดสูงสุดของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์คือ “การขาดแคลนทรัพยากรครีเอทีฟ (Scarcity of Creative Resources)”
- ปลดล็อก Pre-Production: T&B ใช้ AI ช่วยชอร์ตคัทขั้นตอนพรีโปรดักชัน ตั้งแต่การปูประวัติการ์ตูน (Lore & Backstory), ร่างนิสัยใจคอตัวละคร, สเกตช์ภาพคอนเซ็ปต์ อาร์ต ไปจนถึงการเจนเนอเรทสตอรี่บอร์ด ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและงบประมาณในการทดลองไอเดียใหม่ๆ ลงได้อย่างมหาศาล
- ทรัพย์สินทางปัญญา คือหัวใจ: คุณพันธบัตรเน้นย้ำว่า ทรัพย์สินทางปัญญา ยังเป็นสิ่งที่ AI แทนที่ไม่ได้ แต่กระบวนการสร้างและสเกลโปรดักชันจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ “AI-Native Production” อย่างแน่นอน
โดยสรุปทิศทางอนาคตในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ผู้นำทุกท่านบนเวทีลงความเห็นตรงกันว่า AI กำลังหลอมรวมเข้ากับธุรกิจจนกลายเป็น Infrastructure รูปแบบการค้า E-commerce ยุคถัดไปจะถูกขับเคลื่อนด้วยสามประสานคือ Agentic AI + E-commerce + Autonomous Content Creation ซึ่งองค์กรที่ไม่เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้จะตกขอบการแข่งขันอย่างรวดเร็ว
เมื่อเทคโนโลยี AI เปลี่ยนวิถีการทำงานจาก “เครื่องมือ” สู่ “ผู้ลงมือทำ”
เมื่อบทบาทของการทำงานถูกสลับ มนุษย์จะก้าวขึ้นเป็น “นักยุทธศาสตร์” ส่วน AI จะรับหน้าที่ “ฝ่ายปฏิบัติการ” การพลิกโฉมครั้งนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์และเทคโนโลยีองค์กรอย่างไร? วิสัยทัศน์จาก 3 วิทยากรบนเวทีแห่งวงการโฆษณาและคลาวด์เทคโนโลยีระดับภูมิภาค

คุณ Peeradon Gabriel – Regional Managing Director and Co-Founder จาก Yell Group กล่าวว่า “AI กำลังพลิกโฉมการผลิตสื่อโฆษณาด้วยความสามารถในการสร้างวิดีโอนับร้อยเวอร์ชันในเวลาอันสั้นเพื่อทำ A/B Testing หาคอนเทนต์ที่สร้างยอดขายสูงสุด พร้อมอุดช่องโหว่เรื่องภาพเพี้ยนด้วยเทคโนโลยี In-fill Canvas ที่ช่วยล็อกตำแหน่งสินค้าและคุมงานให้อยู่ใน Brand Guidelines การเปลี่ยนแปลงนี้ผลักดันให้คนทำงานครีเอทีฟขยับบทบาทไปเป็นนักวางกลยุทธ์ที่เน้นเจาะ Insight ผู้บริโภค แล้วปล่อยให้ AI รับหน้าที่เขียนสตอรี่บอร์ดและเรนเดอร์ชิ้นงานแทน”
คุณ He Run – Solution Architect Director จาก Alibaba Cloud Singapore & Thailand กล่าวว่า “การยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์ม Model Studio ที่รวบรวมโมเดลชั้นนำอย่าง Qwen Image และ Stable Diffusion ไว้ด้วยกัน องค์กรสามารถเชื่อมต่อ API สร้างเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติเพื่อแปลงสคริปต์ให้เป็นวิดีโอแบบ End-to-End ช่วยลดภาระทีมดีไซเนอร์ จุดเด่นสำคัญคือการคุมหน้าตาและสไตล์ของตัวละคร (Character Consistency) ให้เหมือนกันทุกเฟรม รวมถึงรองรับการนำข้อมูลสินทรัพย์ของแบรนด์มา Fine-tune โมเดลได้อย่างปลอดภัยบนระบบคลาวด์”
คุณ Ge Jun และ คุณ Li Yan,Product Manager of QwenCloud กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านจากการเรียกใช้ AI Model ทั่วไปสู่การสร้าง AI Agent ที่คิดและตัดสินใจทำงานได้เองผ่านสถาปัตยกรรมคลาวด์ที่ลดความซับซ้อนลง แพลตฟอร์มมาพร้อมเครื่องมือ Low-code/No-code ที่ช่วยให้ผู้ใช้กำหนดพฤติกรรมและทดสอบ Agent ได้ง่ายในหน้าต่างเดียว พร้อมรองรับระบบ RAG สำหรับอัปโหลดเอกสารองค์กรเป็นฐานความรู้ส่วนตัว และสามารถติดตั้งปลั๊กอินเสริม เช่น การค้นหาเว็บหรือเขียนโค้ด เพื่อให้ Agent ลงมือปฏิบัติงานแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
หมดยุคที่ AI เป็นเพียง “เครื่องมือ” รอรับคำสั่ง เพราะวันนี้เทคโนโลยีกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดสู่การเป็น “ผู้ลงมือทำ” ที่สามารถคิด วางแผน และสร้างสรรค์ผลงานแบบ End-to-End
บทสรุป: ก้าวต่อไปขององค์กรไทยในยุค AI-Native
การเดินทางตลอดช่วงบ่ายจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมี คุณ Pimchanok Maytreerattaroj – Sales Operations, Alibaba Cloud Thailand ขึ้นมากล่าวเชิญชวนผู้เข้าร่วมงานให้นำแรงบันดาลใจไปต่อยอดในเวิร์กชอปภาคปฏิบัติ (Hands-on Workshops) เพื่อทดลองใช้ QwenWork, WonderClip และ Qoder ด้วยตัวเอง
พร้อมกันนี้ ยังมีการประกาศเปิดตัว Alibaba Cloud AI Catalyst Program เพื่อสนับสนุนวงการสตาร์ทอัพไทย ด้วยการมอบเครดิตคลาวด์สูงสุดถึง 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาด้านเทคนิคและการทำ Go-to-Market อย่างใกล้ชิด

งาน Qwen Conference Thailand 2026 ในครั้งนี้ เป็นเหมือนเสียงระฆังเตือนให้องค์กรไทยได้รับรู้ว่า ยุคของ Agentic AI ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในอนาคต คือธุรกิจที่รู้จักหยิบเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และที่สำคัญที่สุดคือ การเตรียมความพร้อมให้ “คน” สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างสอดประสานและทรงพลังที่สุด
หากท่านสนใจ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ AI ของ Alibaba Cloud สามารถติดตามอัปเดตข่าวสารได้ที่: https://www.facebook.com/groups/843365574908541
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






