
- ลอนดอน, Sept. 10, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — SASE OpsLab Ltd บริษัทซึ่งให้บริการแพลตฟอร์มระบบอัตโนมัติและการควบคุมประสานงาน SASE ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ ประกาศแต่งตั้ง Franck Burtin เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ (CRO) นาย Burtin ที่มาพร้อมประสบการณ์กว่า 30 ปีในด้านไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์ จะเข้าร่วมงานกับบริษัทร่วมทุนในลอนดอน เพื่อขยายรากฐานทางธุรกิจไปทั่วโลก เร่งการนำแค็ตตาล็อก “OpsKit” ของบริษัทมาใช้ และเป็นผู้นำกลยุทธ์การขายในตลาดต่างประเทศที่สำคัญ การว่าจ้างครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงผลักดันที่แข็งแกร่งของ SASE OpsLab Ltd เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ ที่กำลังมุ่งหน้าย้ายจากโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรไปสู่โมเดล Secure Access Service Edge (SASE) ในระบบคลาวด์นั้น เผชิญกับความซับซ้อนในการดำเนินงานที่เพิ่มมากขึ้น SASE OpsLab แก้ปัญหานี้โดยใช้ชุดระบบอัตโนมัติระดับใช้งานจริงแทนการกำหนดค่าด้วยตนเองที่มีความเสี่ยง สำหรับงานล่าสุดที่ผ่านมา นาย Burtin ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ (ประธานกรรมการบริหาร) ที่ SNS Security โดยได้วางโครงสร้างการให้บริการสำหรับองค์กร สร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศ และขยายการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ ก่อนหน้านี้เขามีบทบาทเป็นผู้นำใน Exclusive Networks ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายระดับโลก “การวางระบบและจัดการสถาปัตยกรรม SASE ถือเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงในการดำเนินงานสำหรับองค์กรต่าง ๆ เนื่องจากมีลักษณะเป็นระบบที่มาจากหลากหลายผู้ให้บริการ อีกทั้งมีการกำหนดค่าในระบบเก่าที่เป็นไปแบบแยกส่วนกัน” Franck Burtin กล่าว “SASE OpsLab เปลี่ยนอุปสรรคเหล่านี้ให้เป็นโซลูชันอัตโนมัติแบบสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน ผมรอคอยที่จะขยายระบบนิเวศทางการค้าของเราเพื่อช่วยให้พันธมิตรและองค์กรต่าง ๆ สามารถนำ SASE ไปใช้งานได้อย่างราบรื่น” SASE OpsLab ที่อยู่ภายใต้การนำของนาย Burtin จะยังคงเดินหน้าขยายกรอบการทำงานแบบอัตโนมัติที่ไม่ขึ้นกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง พร้อมผสานรวมกับโซลูชันด้านความปลอดภัยและเครือข่ายชั้นนำต่าง ๆ รวมถึง Netskope, Zscaler, Fortinet, Cato Networks และ Cisco สิ่งที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในขณะนี้คือการขยายฐานลูกค้าระดับองค์กรและขับเคลื่อนการสรรหาทีมงานฝ่ายขายประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา “ความเข้าใจเชิงเทคนิคของ Franck เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ และประวัติผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการขยายธุรกิจบริษัทด้านความปลอดภัยให้เติบโตสูงได้นั้น […]
- เบอร์ลิน, Sept. 09, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — PetSuper แบรนด์เทคโนโลยีอัจฉริยะสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์อัจฉริยะเพื่อยกระดับการดูแลสัตว์เลี้ยงในชีวิตประจำวัน ได้เปิดตัวครั้งแรกที่งาน IFA 2026 โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกัน และวิสัยทัศน์ที่กำลังพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศสัตว์เลี้ยงอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI แบรนด์ได้สาธิตให้เห็นว่าฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ การเชื่อมต่อ IoT ข้อมูลการดูแลในชีวิตประจำวัน และ PetSuperAi สามารถทำงานร่วมกันเพื่อสนับสนุนการดูแลสัตว์เลี้ยงที่เชื่อมต่อและได้รับข้อมูลมากขึ้นได้อย่างไร ตลอดระยะเวลาห้าวันของการจัดแสดง PetSuper ได้มีส่วนร่วมกับผู้ค้าปลีก ผู้จัดจำหน่าย และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากตลาดในยุโรป การสาธิต PetSuper Ai, LitterGo, ViGo, DryGo, FeedView และ HydriGo ดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายเกี่ยวกับการพัฒนาตลาด โอกาสทางธุรกิจ ข้อมูลเชิงลึกของอุตสาหกรรม นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการวางตำแหน่งแบรนด์ ในขณะที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ต้องสร้างสมดุลระหว่างวิถีชีวิตที่เร่งรีบกับการดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงอย่างเต็มที่ การจัดการกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่การให้อาหารและน้ำ การดูแลขน ไปจนถึงการจัดการของเสีย จึงเป็นความท้าทายอย่างต่อเนื่อง PetSuper ตอบสนองความต้องการเหล่านี้ไม่ใช่ด้วยอุปกรณ์แยกส่วนแต่ละชิ้น แต่ด้วยระบบนิเวศเทคโนโลยีแบบบูรณาการ ด้วยการผสานฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ ประสบการณ์แบบเชื่อมต่อ และแพลตฟอร์ม PetSuperAi แบรนด์จึงนำการดูแลตามกิจวัตรมารวมไว้ในกรอบดิจิทัลที่เป็นหนึ่งเดียว “IFA 2026 เป็นเวทีอันยอดเยี่ยมในการแบ่งปันวิสัยทัศน์ของเรากับคนทั่วโลก” Brian Hu ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง PetSuper กล่าว “PetSuper กำลังก้าวข้ามจากอุปกรณ์แบบแยกส่วนไปสู่แนวทางการดูแลสัตว์เลี้ยงในชีวิตประจำวันที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากการให้อาหาร การให้น้ำ การดูแลกระบะทราย การดูแลขน และพฤติกรรม เรามุ่งหวังที่จะช่วยให้เจ้าของเข้าใจกิจวัตรของสัตว์เลี้ยงได้ดียิ่งขึ้น และทำให้การดูแลในแต่ละวันมีข้อมูลรองรับและเอาใจใส่มากขึ้น” ภายในบูธ ผู้เข้าชมได้สัมผัสว่า LitterGo, DryGo, FeedView, HydriGo และ ViGo ช่วยสนับสนุนการดูแลกระบะทราย การดูแลขน การให้อาหาร การให้น้ำ และการสังเกตพฤติกรรมได้อย่างไร PetSuperAi สะท้อนทิศทางระยะยาวของแบรนด์ในการเชื่อมโยงข้อมูลจากสถานการณ์การดูแลต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เจ้าของเข้าใจกิจวัตรในแต่ละวันได้ดียิ่งขึ้น และทำให้การดูแลสัตว์เลี้ยงมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ความคิดเห็นที่รวบรวมได้เกี่ยวกับการดูแลกระบะทรายแบบอัตโนมัติ การให้อาหารอย่างสม่ำเสมอ การให้น้ำที่ยืดหยุ่น และการสังเกตกิจวัตรด้วยการสนับสนุนจาก AI จะช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศของ PetSuper ต่อไป หลังงาน IFA แบรนด์มีแผนเดินหน้าหารือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพด้านค้าปลีก […]
- LEXI Encoders รุ่นใหม่, LEXI Suite ที่ขยายขีดความสามารถ, LEXI Direct และการผสานรวมกับพันธมิตร นำขีดความสามารถด้านภาษาที่ขับเคลื่อนด้วย AI และปรับขนาดได้เข้าสู่เวิร์กโฟลว์การออกอากาศอัมสเตอร์ดัม, Sept. 04, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — AI-Media (ASX: AIM) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันภาษาและการเข้าถึงที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะจัดแสดงความก้าวหน้าล่าสุดด้าน AI หลายภาษาที่ IBC2026 โดยแสดงให้เห็นว่าผู้แพร่ภาพกระจายเสียงและองค์กรสื่อสามารถสร้างคำบรรยาย แปล ใส่เสียง และปรับเนื้อหาให้เข้ากับท้องถิ่นได้ในวงกว้าง ครอบคลุมทั้งเวิร์กโฟลว์แบบสดและแบบบันทึกไว้ ที่บูธ 5.C34 AI-Media จะจัดแสดง LEXI Suite แบบครบชุด, LEXI Encoders รุ่นใหม่สองรุ่น, LEXI Direct และระบบนิเวศการผสานรวมเทคโนโลยีที่กำลังขยายตัว ควบคู่กับนวัตกรรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งชี้ให้เห็นถึงวิธีใหม่ ๆ ที่ผู้ชมจะได้สัมผัสประสบการณ์เนื้อหาหลายภาษา "ในขณะที่ผู้แพร่ภาพกระจายเสียงต้องการเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกและผู้ชมหลายภาษามากขึ้นเรื่อย ๆ ภาษากำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของชุดเทคโนโลยีสื่อ" Tony Abrahams ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AI-Media กล่าว "สิ่งที่ทำให้ AI-Media แตกต่างคือความสามารถของเราในการผสานแพลตฟอร์มภาษา AI ที่ครอบคลุม โครงสร้างพื้นฐานระดับงานบรอดแคสต์ และการผสานรวมเชิงลึกทั่วทั้งระบบนิเวศสื่อเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าลูกค้าจะเชื่อมต่อผ่านเอ็นโคเดอร์ของเรา เชื่อมต่อโดยตรงกับ LEXI หรือผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ใช้อยู่แล้ว เราก็กำลังทำให้การปรับใช้ขีดความสามารถหลายภาษาในวงกว้างง่ายยิ่งขึ้น" LEXI Suite แบบครบชุด หัวใจสำคัญของการเข้าร่วมงาน IBC ของ AI-Media คือ LEXI Suite ซึ่งครอบคลุม LEXI Text สำหรับการสร้างคำบรรยายด้วย AI แบบเรียลไทม์, LEXI Translate สำหรับคำบรรยายหลายภาษา, LEXI Voice สำหรับเสียงหลายภาษาที่ขับเคลื่อนด้วย AI, LEXI AD สำหรับคำบรรยายเสียง และ LEXI Recorded สำหรับการสร้างคำบรรยาย การแปล […]
- ข้อตกลงเชิงกลยุทธ์นี้ผสานเทคโนโลยีเครือข่ายอุตสาหกรรมและความปลอดภัยไซเบอร์ของ Patton เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของ alfanar เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของสมาร์ตกริดและสถานีไฟฟ้าย่อยทั่วซาอุดีอาระเบียให้ทันสมัยเกเธอร์สเบิร์ก รัฐแมริแลนด์ และปารีส , Sept. 04, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Patton LLC ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายอุตสาหกรรม การเชื่อมต่อ และความปลอดภัยไซเบอร์จากสหรัฐฯ ประกาศในวันนี้ถึงข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ alfanar ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้ามชาติชั้นนำด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโซลูชันดิจิทัล ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดกรอบความร่วมมือที่มุ่งเน้นการปรับปรุงเครือข่าย Operational Technology (OT) และ IT ที่รองรับสถานีไฟฟ้าย่อย โครงสร้างพื้นฐานสมาร์ตกริด และการดำเนินงานด้านพลังงานที่สำคัญทั่วซาอุดีอาระเบียให้ทันสมัย Burton Patton พร้อมด้วย Chadi Iskandar และผู้บริหารของ alfanar ความร่วมมือนี้ดำเนินการผ่าน alfanar Digital Solutions (ADS) และ alfanar eDAS ครอบคลุมระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม การปรับปรุงสมาร์ตกริดให้ทันสมัย สถานีไฟฟ้าย่อยแบบดิจิทัล และความปลอดภัยไซเบอร์สำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยผสานสถาปัตยกรรม IIoT ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน Industry 4.0 เครือข่าย OT ที่ปลอดภัย ความปลอดภัยไซเบอร์ของกริด การแบ่งส่วนเครือข่าย การบังคับใช้นโยบาย SCADA และระบบอัตโนมัติของสถานีไฟฟ้าย่อยที่มีความยืดหยุ่น เทคโนโลยีหลักของ Patton ConnectIT® CIT-SFP — แพลตฟอร์ม Serial-to-IP ขนาดกะทัดรัดที่ช่วยให้ RTU รุ่นเดิม ระบบ SCADA รีเลย์ป้องกัน และ Intelligent Electronic Devices (IEDs) สามารถผสานเข้ากับเครือข่าย Ethernet/IP สมัยใหม่ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสินทรัพย์เดิมที่ติดตั้งอยู่CopperLink™ CL-SFP — ขยายการเชื่อมต่ออีเทอร์เน็ตผ่านโครงสร้างพื้นฐานทองแดงที่มีอยู่ เพื่อเร่งการสื่อสารผ่าน IPFiberPlex™ SFX™ Data Diode โมดูล SFP — โซลูชันความปลอดภัยไซเบอร์แบบทางเดียวที่บังคับใช้ด้วยฮาร์ดแวร์ ซึ่งช่วยให้สามารถถ่ายโอนข้อมูลจากระบบปฏิบัติการไปยังแพลตฟอร์มการตรวจสอบได้อย่างปลอดภัย พร้อมปิดกั้นการเข้าถึงขาเข้าที่ไม่ได้รับอนุญาต […]
- ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้เป็นการเสริมศักยภาพให้กับเครือข่ายของผู้ให้บริการด้วยเทคโนโลยียกระดับคุณภาพเสียงพูดแบบเรียลไทม์ ปรับสำเนียงพูด และการเข้าใจภาษา พร้อมขยายพรมแดนใหม่ ๆ ให้กับเทคโนโลยี Voice AI ระดับผู้ให้บริการเครือข่ายที่มีความปลอดภัยสูงริชาร์ดสัน รัฐเท็กซัส และ พาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย, Aug. 26, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir บริษัทซอฟต์แวร์ผู้สร้างเครือข่ายมือถือที่เน้น AI (AI-by-Design) และบริษัท Sanas แพลตฟอร์ม Speech AI แปลงเสียงพูดแบบเรียลไทม์ สำหรับองค์กรและการสื่อสารระดับทั่วโลก ได้ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในวันนี้ด้วยการนำเทคโนโลยี Speech AI แปลงเสียงพูดแบบเรียลไทม์ของ Sanas เข้ามาเสริมทัพในพอร์ตโฟลิโอ MAVcore Voice AI ของ Mavenir การผสานรวมเทคโนโลยีเข้าด้วยกันนี้ช่วยให้ผู้ให้บริการการสื่อสารสามารถส่งมอบฟีเจอร์ AI ปรับปรุงคุณภาพเสียงจากเครือข่ายหลักของระบบโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการไปยังผู้ใช้งานได้โดยตรง เครือข่ายโทรคมนาคมถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อการโทรพูดคุยกัน Mavenir และ Sanas กำลังพลิกโฉมให้การเชื่อมต่อพูดคุยกันเป็นการสื่อสารระหว่างมนุษย์ที่ปลอดภัย โดยพูดคุยกันในภาษาที่ผู้โทรต้องการ ส่งมอบคุณภาพเสียงคมชัดระดับ HD Voice ที่ติดตั้งและใช้งานแบบอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่ใช้งานและควบคุมได้เองภายในเครือข่ายของผู้ให้บริการ และถูกสร้างให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและถิ่นที่อยู่ของข้อมูล การผนึกรวมเทคโนโลยีครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมการให้บริการโทรด้วยเสียงจากเดิมที่เป็นเพียงบริการพื้นฐานไปเป็นบริการรูปแบบใหม่ที่ผู้ให้บริการสามารถสร้างความแตกต่าง กำกับดูแลและสร้างรายได้ได้ หัวใจสำคัญของการจับมือผนึกกำลังกันในครั้งนี้อยู่ที่ แพลตฟอร์ม Speech AI แปลงเสียงพูดของ Sanas ที่ช่วยขจัดอุปสรรคในการสื่อสารได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าใจผู้อื่นและทำให้ผู้อื่นเข้าใจเราได้ทั่วทุกภาษา ทุกสำเนียง และทุกสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีของ Sanas ขับเคลื่อนการสื่อสารที่เป็นภารกิจสำคัญ ซึ่งความชัดเจน ความรวดเร็ว และความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ด้วยความร่วมมือด้าน Language Assist กับบริษัท MicroAutomation ทำให้ Sanas ช่วยให้เจ้าหน้าที่รับแจ้งเหตุฉุกเฉินของสายด่วน 911 ได้ยินเสียงผู้โทรเป็นภาษาอังกฤษแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องใช้ล่ามและไม่มีความล่าช้า การผนึกรวมความสามารถเหล่านี้ไว้ในเครือข่ายของผู้ให้บริการโดยตรง Mavenir และ Sanas ช่วยให้สามารถขยายการให้บริการฟีเจอร์การแปลภาษาแบบเรียลไทม์ การปรับปรุงคุณภาพเสียงพูด และการสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ในระดับโทรคมนาคม การสื่อสารที่ปลอดภัยเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่การร่วมมือกันนี้มุ่งเน้น เทคโนโลยีการโคลนเสียงได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และผู้ประสงค์ร้ายก็ได้นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้เพื่อหลอกลวงผู้คนแล้ว การผนึกรวมเทคโนโลยี Speech […]
- ที่ตั้งแห่งใหม่ของ Digital Realty บนเกาะจูรง จะช่วยขยายแพลตฟอร์มของบริษัทในสิงคโปร์ ด้วยศักยภาพที่รองรับ AI และมีความยั่งยืน ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนบทต่อไปของการเติบโตด้านดิจิทัลของประเทศออสติน รัฐเท็กซัส, Aug. 26, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Digital Realty (NYSE: DLR) แพลตฟอร์มดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่ขึ้นกับผู้ให้บริการคลาวด์และผู้ให้บริการเครือข่ายรายใด ประกาศว่า บริษัทได้รับคัดเลือกภายใต้โครงการ Data Center Call for Application ครั้งที่สองของสิงคโปร์ (DC‑CFA2) พร้อมการจัดสรรกำลังไฟจำนวน 50 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ภายในอุทยานศูนย์ข้อมูลคาร์บอนต่ำของ Jurong Town Corporation บนเกาะจูรง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำตำแหน่งของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อถือได้ เชื่อมโยงถึงกัน และยั่งยืนสำหรับภูมิภาคเอเชีย การคัดเลือกครั้งนี้สะท้อนถึงการเข้าสู่ระยะถัดไปของการเติบโตระยะยาวของ Digital Realty ในสิงคโปร์ และจะช่วยขยายศักยภาพของบริษัทในการรองรับลูกค้าที่กำลังนำเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของการอนุมานของ AI, การประมวลผลประสิทธิภาพสูง และภาระงานดิจิทัลระดับองค์กร มาใช้ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบขึ้นโดยเฉพาะเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลของสิงคโปร์ และจะได้รัยการพัฒนาให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ DC‑CFA2 ในด้านประสิทธิภาพพลังงานระดับสูงสุด พร้อมทั้งใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านช่องทางพลังงานสีเขียวมากกว่า 50% ของกำลังการรองรับทั้งหมด Digital Realty ได้รับการคัดเลือกผ่านกระบวนการแข่งขันแบบเปิด ซึ่งนำโดย Singapore Economic Development Board (EDB) และ Infocomm Media Development Authority (IMDA) ข้อเสนอที่ได้รับคัดเลือกได้รับการยอมในด้านความสามารถในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางที่น่าเชื่อถือสำหรับ AI, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการเชื่อมต่อเครือข่าย ตลอดจนการมีส่วนช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ พร้อมทั้งผลักดันเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ “สิงคโปร์ถือเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ของ Digital Realty มาอย่างยาวนาน และเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการคัดเลือกภายใต้โครงการ DC‑CFA2 ในช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่ออนาคตดิจิทัลของประเทศ” Serene Nah กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Digital Realty กล่าว “ภายใต้โครงการ DC‑CFA2 เรามีแผนขยายการลงทุนบนเกาะจูรงด้วยโครงสร้างพื้นฐานรุ่นถัดไปที่พร้อมรองรับ AI ความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของวิธีการดำเนินงานของเราที่ Digital Realty และเรามุ่งมั่นที่จะขยายการเติบโตอย่างรับผิดชอบควบคู่ไปกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เราขอขอบคุณรัฐบาลสิงคโปร์ […]
- — Nexa โครงการริเริ่มระดับโลกด้านนวัตกรรมสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ ร่วมมือกับ The Lighthouse Fund เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่นำโดยชุมชนท้องถิ่นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านสุขภาพที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศทั่วเอเชียและแปซิฟิก — นิวเดลี อินเดีย, Aug. 25, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Grand Challenges Canada (GCC), AVPN และพันธมิตรระดับโลก เปิดตัว Nexa Lighthouse ในงาน AVPN Global Conference 2026 ในวันนี้ ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมที่นำโดยชุมชนท้องถิ่นซึ่งแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วเอเชียและแปซิฟิก Nexa Lighthouse เป็นการรวมตัวกันของ Nexa โครงการริเริ่มระดับโลกด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพที่นำโดย GCC และ Science for Africa Foundation ร่วมกับ The Lighthouse Fund โครงการริเริ่มที่นำโดย AVPN ซึ่งลงทุนในจุดตัดระหว่างสภาพภูมิอากาศและสุขภาพ โครงการ Nexa Lighthouse นำโดย GCC ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากรัฐบาลแคนาดา และ AVPN ร่วมกับ Bayer Foundation, India Health Fund, Novo Nordisk Foundation, Sanofi Foundation และ Temasek Foundation การเปิดรับสมัครขอรับทุนครั้งแรกของ Nexa Lighthouse จะเปิดในเดือนตุลาคม 2026 และจะรับใบสมัครจากนักนวัตกรรมทั่วเอเชียและแปซิฟิก Nexa เป็นโครงการริเริ่มด้านนวัตกรรมสภาพภูมิอากาศและสุขภาพระดับโลก ซึ่งเปิดตัวในเดือนมิถุนายน 2026 ในงาน London Climate Action Week โดยมีการเปิดรับสมัครขอรับทุนครั้งแรกเพื่อค้นหาโซลูชันที่มีศักยภาพในแอฟริกาและอเมริกา ลำดับความสำคัญในการให้ทุนของ Nexa ได้รับการกำหนดโดยการสำรวจด้านสภาพภูมิอากาศและสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม 6,400 คน ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ทำงานด้านมนุษยธรรม ใน 107 […]
- ส่วนเสริมแบบสนทนาใหม่ช่วยให้ผู้ใช้สร้าง แก้ไข และตรวจทานงานนำเสนอด้วย AI ได้โดยตรงใน PowerPoint Templafy launches free document agent in Microsoft Marketplace นิวยอร์ก, Aug. 18, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Templafy แพลตฟอร์มการสร้างเอกสารด้วยเอเจนต์ AI ประกาศเปิดตัว Templafy Agent Add-In ในวันนี้ ซึ่งเป็นเอเจนต์ AI ฟรีที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้าง แก้ไข และตรวจทานงานนำเสนอได้โดยไม่ต้องออกจาก PowerPoint ส่วนเสริมดังกล่าวสามารถดาวน์โหลดได้จาก Microsoft Marketplace โดยนำเอเจนต์เอกสารมาไว้ในเวิร์กโฟลว์การจัดทำงานนำเสนอโดยตรง ช่วยให้ทั้งสร้างงานนำเสนอใหม่และดำเนินงานด้านการแก้ไขได้ ผู้ใช้สามารถสั่งให้เอเจนต์สร้างสไลด์ใหม่ เขียนใหม่หรือแปลงานนำเสนอ แก้ไขการจัดรูปแบบ เพิ่มแผนภูมิและตารางที่แก้ไขได้ ตรวจทานเนื้อหา และทำสิ่งอื่น ๆ อีกมากมายก่อนนำงานไปแชร์ผ่านอินเทอร์เฟซแบบสนทนา Oskar Konstantyner ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Templafy กล่าวว่า "AI ช่วยให้การเริ่มต้นสร้างงานนำเสนอเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่งานไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น ทีมต่าง ๆ ต้องแก้ไข อัปเดต และตรวจทานงานนำเสนออยู่ตลอดเวลา และ AI ควรเข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการดังกล่าว ไม่ใช่สร้างกระบวนการแยกขึ้นมาอีกกระบวนการหนึ่ง การนำเอเจนต์มาไว้ใน PowerPoint โดยตรงช่วยให้เราขยายการใช้งาน AI จากขั้นตอนการสร้างไปสู่ขั้นตอนการปรับแก้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกับเอเจนต์ต่อไปได้เมื่องานนำเสนอมีการพัฒนา โดยยังคงอยู่ภายในเวิร์กโฟลว์ที่พวกเขาคุ้นเคยอยู่แล้ว เมื่อเชื่อมต่อกับ Templafy ความสามารถนี้จะยิ่งทรงพลังมากขึ้น เนื่องจากเอเจนต์จะอ้างอิงจากองค์ความรู้ของบริษัทและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นการผสานความรวดเร็วของ AI เข้ากับบริบทและการควบคุมที่องค์กรต้องการ" ส่วนเสริมนี้เปิดให้ผู้ใช้ PowerPoint รายบุคคลใช้งานได้ฟรี สำหรับลูกค้า Templafy ประสบการณ์การใช้งานจะก้าวไปอีกขั้นด้วยการเชื่อมต่อเอเจนต์เข้ากับเนื้อหาและบริบทที่บริษัทอนุมัติแล้ว ซึ่งรวมถึงเทมเพลตและเลย์เอาต์ คลังเนื้อหา กฎเกณฑ์ด้านแบรนด์ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และข้อมูลทางธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ ทีมต่าง ๆ จึงสามารถใช้ AI ควบคู่ไปกับการดึงข้อมูลและเนื้อหาที่องค์กรไว้วางใจอยู่แล้วมาใช้งานได้ สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งนี้อาจช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการค้นหาสไลด์ที่เหมาะสม ตรวจสอบข้อความสื่อสารเวอร์ชันล่าสุด หรือแก้ไขแบรนด์และการจัดรูปแบบในช่วงท้ายของกระบวนการ […]
- กรุงเทพฯ ประเทศไทย, Aug. 16, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — WorkBuddy นำเวิร์กสเปซอัจฉริยะบนเดสก์ท็อปที่ออกแบบโดยมี AI เป็นแกนหลักมาสู่ผู้ใช้ในประเทศไทย เพื่อให้กลุ่มคนทำงานมืออาชีพ นักพัฒนา ผู้ประกอบการ และทีมที่ทำงานข้ามประเทศ สามารถเปลี่ยนคำสั่งงานในชีวิตประจำวันให้เป็นผลงานที่เสร็จสมบูรณ์และพร้อมใช้งานจริง WorkBuddy ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็นแชตบอต แต่ได้รับการออกแบบให้เข้าใจเป้าหมาย แบ่งงานออกเป็นขั้นตอน และดำเนินการจนเสร็จ ผู้ใช้สามารถสั่งให้จัดทำรายงาน งานนำเสนอ สเปรดชีต และเอกสารต่าง ๆ ขณะที่เอเจนต์ AI หลายตัวสามารถทำงานแบบขนานในส่วนต่าง ๆ ของงานได้พร้อมกัน ตลอดเดือนสิงหาคม 2026 ผู้ใช้ในประเทศไทยและทั่วโลกสามารถใช้งานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Hy3 บน WorkBuddy ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จนถึงเวลา 23.59 น. ตามเวลาแปซิฟิก วันที่ 31 สิงหาคม 2026 ประสบการณ์การใช้งานประกอบด้วยความสามารถด้าน AI เฉพาะทาง ครอบคลุมการปฏิบัติงาน การออกแบบ ข้อมูล และการพัฒนา WorkBuddy ยังรองรับมาร์เก็ตเพลสสำหรับสกิล รวมถึงการเชื่อมต่อกับเครื่องมือด้านประสิทธิภาพการทำงานและการทำงานร่วมกันที่ใช้อย่างแพร่หลาย ช่วยให้ผู้ใช้สร้างเวิร์กโฟลว์ให้สอดคล้องกับวิธีการทำงานของตนเองได้ สำหรับผู้ใช้งานมืออาชีพรายบุคคล ประโยชน์ที่ได้รับมีความชัดเจน คือช่วยลดเวลาที่ใช้ในการสลับไปมาระหว่างเครื่องมือหรือทำขั้นตอนเดิมซ้ำ ๆ และสนับสนุนการเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลงานที่นำไปใช้ได้จริงมากขึ้น สำหรับนักพัฒนาและผู้ประกอบการ WorkBuddy ยังสามารถช่วยในการค้นคว้าข้อมูล การผลิตคอนเทนต์ การวิเคราะห์ และงานโครงการต่าง ๆ ได้ ณ เดือนสิงหาคม 2026 WorkBuddy Pro มีราคา 361 บาทต่อเดือนในประเทศไทย เป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่าและมีความได้เปรียบด้านราคา ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงเวิร์กสเปซ AI สำหรับการทำงานระดับมืออาชีพได้ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ในประเทศไทย WorkBuddy ยังเพิ่มการรองรับที่ปรับให้เหมาะกับบริบทท้องถิ่นสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการทำความเข้าใจตลาดในภูมิภาค ผ่านความสามารถ Global Development Zone และ AI Navigator+ แพลตฟอร์มมอบองค์ความรู้เชิงลึกที่มุ่งเน้นแต่ละประเทศ ครอบคลุมประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ พร้อมรองรับด้านกลยุทธ์การตลาด การพัฒนาธุรกิจ […]
- Bhandari จะเป็นผู้นำการขยายธุรกิจของ Mavenir เข้าสู่ตลาด NeoCloud ตลอดจนเป็นผู้นำแนวทางปฏิบัติด้านวิศวกรรมการนำไปใช้งานจริง (Forward Deployment Engineering) ทั้งในกลุ่มผู้ให้บริการสื่อสารและลูกค้า NeoCloudริชาร์ดสัน รัฐเท็กซัส, Aug. 11, 2026 (GLOBE NEWSWIRE) — Mavenir ประกาศแต่งตั้ง Jitin Bhandari ดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารฝ่ายแพลตฟอร์ม NeoCloud และวิศวกรรมการนำไปใช้งานจริง (Forward Deployment Engineering) ในบทบาทใหม่นี้ Bhandari จะเป็นผู้นำการขยายธุรกิจของ Mavenir เข้าสู่ตลาด NeoCloud ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการสร้างแนวปฏิบัติด้านวิศวกรรมการนำไปใช้งานจริง (Forward Deployment Engineering) เพื่อทำงานร่วมกับฐานลูกค้าของบริษัท ทั้งกลุ่มผู้ให้บริการสื่อสารและผู้ให้บริการ NeoCloud ต่อยอดจากการเปิดตัวแพลตฟอร์ม AI-Integrated และกรอบการทำงาน AI Service Assurance สำหรับผู้ให้บริการสื่อสารเมื่อไม่นานมานี้ Mavenir กำลังขยายการนำแพลตฟอร์ม AI, เครื่องมือ และความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์เนทีฟไปสู่ผู้ให้บริการ NeoCloud ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่สำคัญ และเสริมฐานลูกค้าหลักเดิมของ Mavenir ซึ่งประกอบด้วยผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ผู้ให้บริการสื่อสาร และไฮเปอร์สเกลเลอร์ทั่วโลก Bhandari มีประสบการณ์เกือบสามทศวรรษในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เทคโนโลยีซอฟต์แวร์เนทีฟ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการบริหารธุรกิจ เขาย้ายจาก Nokia มาร่วมงานกับ Mavenir ซึ่งตำแหน่งล่าสุดคือประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของธุรกิจ Cloud and Network Services โดยรับผิดชอบกลยุทธ์และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสำหรับโซลูชันเครือข่ายคลาวด์เนทีฟและ AI ระหว่างการทำงานที่ Nokia คุณ Bhandari เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารหลายบทบาท รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Core Network Applications และรองประธานและผู้จัดการทั่วไปของ Digital Networks ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่และแพลตฟอร์มการสื่อสารยุคใหม่ ก่อนหน้านี้ เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้นำที่ Oracle, Acme Packet และ Alcatel-Lucent และมีส่วนสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมสู่สถาปัตยกรรมคลาวด์เนทีฟ การทำเครือข่ายเสมือนจริง […]
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย









