ในยุคที่ความเร็วและข้อมูลคือตัวตัดสินแพ้ชนะในสมรภูมิธุรกิจ ระบบ ERP แบบดั้งเดิมที่ทำหน้าที่เพียงเป็นระบบหลังบ้านเพื่อจัดเก็บข้อมูลทั่วไป ไม่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายในปัจจุบันได้อีกต่อไป องค์กรยุคใหม่ต้องการมากกว่าแค่ที่เก็บข้อมูลบัญชีหรือสต็อกสินค้า
แต่ต้องการแพลตฟอร์มระดับองค์กรที่สามารถเชื่อมโยงการทำงานของทุกแผนกเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ช่วยเร่งประสิทธิภาพการทำงาน ทั้งในสายการผลิตและสำนักงาน และเหนือสิ่งอื่นใด คือการมอบข้อมูลแบบ Real-time ให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กรในอนาคต
นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชื่อของ IFS เริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะขุมพลังขับเคลื่อนธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วโลกผ่านระบบ IFS Cloud และสำหรับในประเทศไทย Alphast ในฐานะ Authorized Channel Partner อย่างเป็นทางการของ IFS ได้เดินหน้าผลักดันโซลูชันนี้ ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ติดตั้งระบบ แต่ในฐานะ Trusted Partner ที่พร้อมเคียงข้างองค์กรธุรกิจในทุกก้าวของการทำ Digital Transformation

IFS คือใคร? ทำไมองค์กรระดับโลกจึงเจาะจงเลือกใช้
แม้ในแวดวงธุรกิจไทย บางองค์กรอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับชื่อของ IFS มากนักเมื่อเทียบกับผู้เล่นรายอื่นในตลาด แต่ในระดับโลก IFS คือหนึ่งในผู้นำด้านระบบ ERP, EAM และ FSM ที่องค์กรชั้นนำให้ความไว้วางใจ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการที่มีความซับซ้อนสูง
จุดแข็งที่ทำให้ IFS โดดเด่นและสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนคือ Industry Focus เพราะแทนที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์แบบครอบจักรวาลที่ต้องนำมาปรับแก้กันอย่างหนักหน่วง IFS เลือกที่จะนำ Best Practices จากแต่ละอุตสาหกรรมมาฝังไว้ในตัวระบบตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิตทั้ง Food & Beverage, High Tech, Automotive และ Chemical, ธุรกิจอวกาศและการป้องกันประเทศ หรือกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค
ฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนอง Requirement เฉพาะทางของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างตรงจุด ช่วยให้องค์กรสามารถเริ่มต้นใช้งาน ปรับแต่ง และขยายขีดความสามารถได้รวดเร็วกว่าที่เคย เช่น
- Manufacturing Execution System ตรวจสอบ, ควบคุม และบริหารจัดการสายการผลิตได้อย่างครบวงจรในแบบ Real-Time ช่วยเพิ่มระยะเวลาการทำงานของเครื่องจักรให้ยาวนานขึ้น, เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น, ตรวจสอบคุณภาพการผลิตได้แม่นยำยิ่งขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมี AI ช่วยประมวลผลและให้คำแนะนำในการปรับปรุงสายการผลิต
- Supply Chain Management วางแผน, ดำเนินการ และติดตามการรับส่งสินค้า, การจัดการคลังวัตถุดิบและสินค้า, การให้บริการ และสถานะตลอดทั้ง Supply Chain ได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้การบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อม AI สำหรับช่วยทำนายแนวโน้ม, จัดการด้าน ESG และบริหารจัดการคลังสินค้า
- Procurement บริหารจัดการ, ดำเนินการจัดซื้อ และกำกับดูแลการจัดซื้ออย่างครบวงจร ด้วยระบบรวบรวมข้อมูลและบริหารจัดการคู่ค้า, วิเคราะห์ราคาวัตถุดิบ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปลี่ยนกระบวนการการจัดซื้อให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น
- Finance บริหารจัดการด้านการเงินและบัญชีอย่างครบวงจร ทั้งในส่วนของการทำบัญชี, การกำหนดงบประมาณ, การทำนายแนวโน้มทางด้านการเงินในแบบ Real-Time พร้อม AI สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินและการบัญชีได้อย่างครอบคลุม

ความสามารถที่ครอบคลุมเหล่านี้ และโดดเด่นในส่วนที่ธุรกิจโรงงานและการผลิตทั่วโลกต้องใช้งาน ทำให้ IFS มีธุรกิจองค์กรในอุตสาหกรรมโรงงานและการผลิตเลือกใช้งานเป็นจำนวนมาก โดยสำหรับในไทยมีดังเช่น
- บริษัท ทัทซูโน่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายตู้จ่ายน้ำมัน: ระบบ IFS ช่วยเพิ่ม productivity ให้กับกระบวนการผลิตและสามารถสืบค้นประวัติ spare part ทุกตัวที่ใช้ในการผลิตตู้จ่ายน้ำมันได้อย่างละเอียด ในขณะเดียวกันสามารถลดเวลาในการเช็คสต็อคทั้งโรงงานเหลือเพียง 2 วัน จากเดิมก่อนเริ่มใช้ระบบ IFS บริษัทจะต้องใช้เวลาถึง 7 วันในการตรวจนับสต้อคซึ่งส่งผลกระทบกับกระบวนการผลิตที่ไม่สามารถดำเนินการได้
- บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กโครงสร้างรองรับอุปกรณ์ไฟฟ้า: ในแต่ละปี จำนวนโครงการของเด็มโก้มีมากกว่า 100 โครงการ การใช้งานระบบ IFS ช่วยให้การจัดการบริหารงานโครงการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในแต่ละแผนกมีข้อมูลชุดเดียวกันและเชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างที่ตั้งใจไว้
ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วย Modern Cloud Architecture และ Open Platform
จุดบอดสำคัญของ ERP รุ่นเก่าคือความเทอะทะและข้อจำกัดในการเชื่อมต่อกับระบบภายนอก ซึ่งมักตามมาด้วยต้นทุนค่า License ที่ซับซ้อนและปัญหาทางเทคนิคมากมาย แต่สำหรับ IFS Cloud ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรม Modern Cloud Platform ปัญหาเหล่านี้ถูกขจัดออกไปอย่างสิ้นเชิง

ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Open Platform ทำให้ IFS Cloud รองรับการเชื่อมต่อกับระบบ 3rd Party ได้อย่างอิสระและยืดหยุ่นสูง ช่วยให้องค์กรสามารถต่อยอดเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ ผสานรวมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น IoT หรือ AI ได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ การอัปเกรดระบบยังทำได้ง่ายและปลอดภัย ทำให้องค์กรสามารถนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาปรับใช้ได้ทันทีโดยไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจหลัก
สิ่งที่ทำให้ IFS Cloud แตกต่างจาก ERP ทั่วไปในตลาด
ความแตกต่างอีกประการของ IFS คือความสามารถในการผสานรวม 3 ระบบหลักระดับองค์กรเข้าไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน หรือ One Single Platform ได้แก่
- ERP (Enterprise Resource Planning): บริหารจัดการทรัพยากรองค์กร บัญชี การเงิน และซัพพลายเชน
- EAM (Enterprise Asset Management): ดูแลทรัพย์สินขององค์กรและเครื่องจักรที่สำคัญ พร้อมระบบการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน
- FSM (Field Service Management): บริหารจัดการทีมช่างและการให้บริการนอกสถานที่
การที่ทั้ง 3 ระบบทำงานอยู่บนแกนกลางข้อมูลเดียวกัน หมายความว่าองค์กรสามารถเลือกเริ่มต้นจากระบบใดระบบหนึ่งก่อน และขยายขีดความสามารถเพิ่มเติมได้ในอนาคต เพียงแค่เปิดสิทธิ์การใช้งาน โดยไม่ต้องปวดหัวกับการทำการเชื่อมต่อระบบข้ามค่าย ข้อมูลทั้งหมดจะไหลเวียนเป็นเนื้อเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน และลดข้อผิดพลาดในการทำงาน
องค์กรสามารถเลือกเปิดใช้งานฟังก์ชันที่ต้องการในวันนี้ และขยายขีดความสามารถเพิ่มเติมได้ในอนาคตโดยใช้ User Experience และโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ยังรองรับการอัปเกรดฟีเจอร์ใหม่ ๆ ทุก 6 เดือน ทำให้ระบบมีความทันสมัยอยู่เสมอ ผ่านจุดเด่นที่ฉีกกรอบ ERP แบบเดิม ๆ ดังนี้
- Industry Depth: IFS มี Industry-focused Accelerators ที่รวบรวม Best Practices ของแต่ละอุตสาหกรรมไว้ ทำให้การขึ้นระบบทำได้รวดเร็วและตรงจุด
- Innovation Embedded: เทคโนโลยีอย่าง AI, ML และ Digital Twin ถูกฝังมาเป็นแกนกลางของระบบ องค์กรสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้งานสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้ตั้งแต่วันแรก โดยไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณไปกับการทำ Pilot Project ที่ยืดเยื้อ
- Total Flexibility: องค์กรสามารถเลือกรูปแบบการทำงานได้ทั้งบน Cloud หรือ On-premises โดยที่ฟังก์ชันการทำงานและวิธีการอัปเดตระบบยังคงมาตรฐานเดียวกัน 100%

ฟังก์ชันการทำงานจริงที่เปลี่ยนวิถีการทำงานของทุกแผนก
ในแง่ของการใช้งานจริง IFS Cloud ออกแบบหน้าจอแบบ Responsive ที่เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ง่าย และสอดคล้องกันไม่ว่าจะใช้งานผ่าน PC, แท็บเล็ตของวิศวกรภาคสนาม หรืออุปกรณ์พกพาบนพื้นที่โรงงาน
สำหรับฟังก์ชันที่น่าสนใจจะเริ่มต้นที่ IFS Central ที่ตัวระบบมาพร้อมกับ Lobbies หรือหน้าแดชบอร์ดสรุปข้อมูลแบบ Out-of-the-box กว่า 100 รูปแบบ ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับแต่ละบทบาทการทำงานโดยเฉพาะ เช่น Procurement, Projects, Finance หรือ Quality Management ช่วยให้ผู้บริหารและพนักงานเห็นข้อมูลแบบ Real-time และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ
Manufacturing & Supply Chain แบบครบวงจร รองรับการผลิตทุกรูปแบบทั้ง Discrete, Process/Batch, Make to Stock ไปจนถึง Engineer to Order มาพร้อมฟังก์ชันเชิงลึกอย่าง การจัดการ BOMs , ระบบ Planning & Scheduling , ระบบ MRP และหน้าจอ Shop Floor Workbench สำหรับควบคุมสายการผลิตโดยตรง
นอกจากนี้ IFS ยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกิจที่มีความซับซ้อนในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นระบบ Multi-Currency, การรองรับมาตรฐานภาษี (VAT/TAX) ในหลายประเทศ ไปจนถึงการมี ESG Template ที่พร้อมรองรับข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับธุรกิจส่งออกไปยังตลาดอเมริกาและยุโรปในปัจจุบัน
Alphast กับ Trusted Partner ผู้ขับเคลื่อน Digital Transformation
ระบบเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบต้องถูกผลักดันผ่านทีมนำไปปฏิบัติใช้ที่เชี่ยวชาญ Alphast ในฐานะ Authorized Channel Partner อย่างเป็นทางการของ IFS ที่ไม่ได้ส่งมอบเพียงซอฟต์แวร์ แต่เน้นการทำงานร่วมกับองค์กรในระยะยาวเพื่อวางกลยุทธ์ ปรับโครงสร้างองค์กร และดำเนินการ Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม บริษัทได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 29110 ด้านวิศวกรรมระบบและซอฟต์แวร์ รวมถึงได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI
โครงสร้างทีมที่ปรึกษาของ Alphast ผ่านประสบการณ์กับระบบ IFS มายาวนานกว่า 10 ปี ประกอบด้วย
- Functional Consultant: ที่ปรึกษาที่เข้าใจลึกซึ้งทั้งมิติทางธุรกิจและแอปพลิเคชัน ครอบคลุมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในฝ่ายการเงิน, ซัพพลายเชน, การผลิต และการซ่อมบำรุง
- Technical Consultant: ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมระบบและงาน Development Solution สำหรับการปรับแต่งและเชื่อมต่อระบบให้เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเดิมของลูกค้า
การดำเนินโครงการถูกควบคุมผ่าน Implementation Method ที่เป็นมาตรฐานเฉพาะของ Alphast ช่วยให้การวางระบบสเกลขนาดใหญ่ดำเนินไปตามกรอบเวลาและควบคุมขอบเขตความต้องการได้อย่างแม่นยำ
ทลายข้อจำกัดด้านการสื่อสาร เติมเต็มความต้องการทั้ง Local และ Global
ความท้าทายระดับแนวหน้าสำหรับการวางระบบในองค์กรข้ามชาติคือการหาจุดสมดุลระหว่างนโยบายจากบริษัทแม่ และความต้องการในการปฏิบัติงานจริงของบุคลากรในประเทศไทย Alphast ข้ามผ่านอุปสรรคนี้ด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญการสื่อสารเชิงธุรกิจ 3 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น ทีมงานทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการเจรจา วิเคราะห์ความต้องการ และผสาน Global Standard เข้ากับ Local Process ได้อย่างลงตัว
ระบบรองรับหลากหลายสกุลเงิน และมีเทมเพลตมาตรฐานด้านความยั่งยืนเพื่อสนับสนุนการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ในขณะเดียวกัน Alphast รับผิดชอบด้าน Localization ในประเทศอย่างครอบคลุม มีการอัปเดตกระบวนการทางภาษี กฎหมายแรงงาน และข้อกำหนดของกรมสรรพากรให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง
วัฒนธรรมองค์กรของ Alphast คือการเดินเคียงข้างลูกค้าในฐานะคู่คิดพร้อมสนับสนุนอย่างใกล้ชิดในช่วงวิกฤตหรือช่วง Go-Live แม้นอกเวลาทำการ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ จากการทำงานที่พึ่งพากระดาษและการจัดการแบบไซโล Alphast ได้ช่วยพลิกโฉมองค์กรสู่ระบบดิจิทัล 100% ขจัดความซ้ำซ้อน และมอบหน้าจออัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้แก่ผู้บริหาร

กรณีศึกษาของ DEMCO ที่ยกระดับการคุมต้นทุนโปรเจกต์ด้วยแพลตฟอร์ม IFS
บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ DEMCO ผู้นำด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและพลังงาน เคยเผชิญความท้าทายจากระบบงานเดิมที่พึ่งพากระบวนการ Manual ต่าง ๆ และการจัดเก็บข้อมูลแบบไซโล ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตามมาคือการรับรู้ต้นทุนโครงการล่าช้า ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถควบคุมงบประมาณได้ทันสถานการณ์
เพื่ออุดช่องโหว่นี้ DEMCO ตัดสินใจพลิกโฉมระบบปฏิบัติการด้วยโซลูชัน IFS ERP โดยโฟกัสที่โมดูล Project Management, Financial Management และ Supply Chain ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ IFS ได้รับการคัดเลือก คือความยืดหยุ่น ใช้งานง่าย และมีฟังก์ชันที่ออกแบบมาตอบโจทย์กระบวนการทำงานของธุรกิจรับเหมาโดยเฉพาะ
ผลลัพธ์หลังการขึ้นระบบคือการเชื่อมโยงข้อมูลทุกแผนกเข้าสู่ One Single Platform ช่วยตัดทอนขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบ Real-time เพื่อการตัดสินใจและควบคุมต้นทุนโปรเจกต์ได้อย่างแม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างของระบบยังเอื้อให้องค์กรสามารถทำงานแบบ Remote Work ได้อย่างไร้รอยต่อในช่วงวิกฤต
คุณศุภกฤต เนื้อทอง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ DEMCO ระบุว่า โมดูลบริหารโครงการของ IFS ใช้งานได้จริง ยืดหยุ่น และเหมาะกับผู้รับเหมาที่ต้องการ ERP เข้ามาช่วยบริหารโปรเจกต์ โดยมีทีมที่ปรึกษาจาก Alphast ที่เปี่ยมประสบการณ์คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด และปัจจุบัน DEMCO เตรียมขยายการใช้งานระบบ IFS สู่บริษัทในเครือ เพื่อสร้างรากฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง พร้อมต่อยอดนวัตกรรมกลุ่ม IoT และ Big Data รองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต
สนใจ IFS ติดต่อ Alphast ได้ทันที
องค์กรที่ต้องการพันธมิตรที่แข็งแกร่งในการปรับโครงสร้างธุรกิจสู่อนาคต สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อทีมงาน Alphast ได้ที่
- https://th.alphast.com/
- เบอร์ติดต่อ: 02-2332112
- อีเมล: sales.thailand@alphast.com
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย







