Quantum Computing กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมสู่ยุคแห่งการสร้างโอกาสทางธุรกิจแบบไร้ขีดจำกัด โดยคาดว่าจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมทั่วโลกและสร้างมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 ในขณะเดียวกัน ขีดความสามารถอันมหาศาลนี้ก็นำมาซึ่งภัยคุกคามต่อระบบการเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้ในปัจจุบัน องค์กรจึงต้องเร่งปรับตัวสู่โครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยในยุคควอนตัม

ปัจจุบันเทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เพียงการสร้างคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลเร็วขึ้น หรือการนำหน่วยประมวลผลมาทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่เป็นรูปแบบใหม่ของการคำนวณที่ทำงานสอดคล้องกับขั้นตอนต่าง ๆ ทำให้ระบบควอนตัมจึงเปรียบเสมือนระบบปฏิบัติการของจักรวาลที่สามารถจำลองการทำงานของอะตอม โมเลกุล และปฏิกิริยาเคมีได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเทคโนโลยีดั้งเดิมในปัจจุบันไม่สามารถทำได้
Julian Tan Head of Quantum Enterprise ของ IBM ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้คือเทคโนโลยีที่มีผลในรูปแบบแนวนอน เพราะจะสร้างผลกระทบต่อรากฐานของเกือบทุกอุตสาหกรรม คล้ายคลึงกับการกำเนิดขึ้นของไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตในอดีต ยิ่งพัฒนาการของเทคโนโลยีควอนตัมกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมภายใต้แนวคิดสถาปัตยกรรม Quantum-Centric Supercomputing ซึ่งเป็นการหลอมรวมการทำงานระหว่าง AI คอมพิวเตอร์ดั้งเดิม และระบบประมวลผลควอนตัมเข้าด้วยกันเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อนที่สุด
โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้ตั้งเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิสูจน์ความได้เปรียบทางควอนตัม ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริงในปี 2026 โดยสามารถประมวลผลได้เร็วกว่า ถูกกว่า และแม่นยำกว่าระบบดั้งเดิม และเป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ควอนตัมขนาด 200 คิวบิตที่ทนทานต่อข้อผิดพลาดภายในปี 2029
ปัจจุบันการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างระบบควอนตัมและซูเปอร์คอมพิวเตอร์เริ่มสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้แล้ว กรณีศึกษาในอุตสาหกรรมสาธารณสุขอย่าง Cleveland Clinic แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการใช้อัลกอริทึมใหม่เพื่อจำลองปฏิสัมพันธ์ของโปรตีนที่มีขนาดใหญ่กว่า 12,000 อะตอม ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการจำลองโมเลกุลขนาดเพียง 10 อะตอมในระยะเวลาอันสั้น ความก้าวหน้าเหล่านี้เปิดประตูสู่การไขปัญหาเชิงซ้อนขั้นสูง ทั้งในด้านวัสดุศาสตร์ เคมีภัณฑ์ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสำหรับภาคธุรกิจ
ด้าน คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ได้ประเมินว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระบบสากลได้อย่างน้อย 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2035 โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงในระยะแรก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ชีวภาพและสาธารณสุข เคมีภัณฑ์ บริการทางการเงิน และการคมนาคมขนส่ง จุดเปลี่ยนสำคัญคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2027 ซึ่งองค์กรที่เป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยีมาใช้จะเปลี่ยนผ่านโครงการจากการทดลองในระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การติดตั้งและใช้งานจริงในระดับเอนเตอร์ไพรส์
ส่วน Rizwan Hussain Head of Quantum Sales, APAC & Japan ของ IBM ได้ให้ข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า 8 ใน 9 อุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตขั้นสูง บริการทางการเงิน และสาธารณสุข ล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถนำความสามารถของควอนตัมไปสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ทันที การพัฒนาอุตสาหกรรมควอนตัมระดับชาติต้องอาศัยยุทธศาสตร์ 4 เสาหลักประกอบด้วย
- การวิจัยและพัฒนา
- การสร้างบุคลากร
- การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านกรณีการใช้งานจริง
- การพัฒนาระบบนิเวศทางเทคโนโลยี
ความท้าทายสูงสุดที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญคือวิกฤตการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้าน โดยปัจจุบันตลาดแรงงานมีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการเพียง 1 คนต่อทุกๆ 3 ตำแหน่งงานที่เปิดรับ องค์กรธุรกิจต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนในโครงการขนาดเล็กที่ไม่ได้นำระบบไปแก้ปัญหาจริง และมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศควอนตัมที่เข้มแข็งผ่านการร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม พร้อมจัดสรรเงินทุนระยะยาว 7 ถึง 15 ปี
สุดท้าย Michael Osborne CTO ของ IBM Quantum Safe & Security Research ระบุว่า ความก้าวหน้าของการใช้อัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ในการประมวลผลทางคณิตศาสตร์ส่งผลให้ระยะเวลาในการเจาะรหัสผ่านแบบ Elliptic Curve Cryptography ลดลงเหลือเพียง 4 ถึง 9 นาที ซึ่งเร็วกว่าการคาดการณ์เดิมอย่างมาก หน่วยงานระดับโลกได้ตระหนักถึงวิกฤตนี้และปรับลดระยะเวลาเป้าหมายในการเตรียมความพร้อมด้านควอนตัมเข้ามาให้เร็วขึ้นถึง 5 ปี โดยกำหนดเป้าหมายใหม่ภายในปี 2029 ถึง 2030
การเตรียมความพร้อมเพื่ออัปเกรดระบบสู่ Quantum-Safe Cryptography เป็นสิ่งที่องค์กรต้องเริ่มดำเนินการทันที โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
- ภัยคุกคามไซเบอร์ที่อันตรายที่สุดในปัจจุบันคือยุทธวิธี Harvest now, decrypt later ซึ่งทำลายมาตรฐานการรักษาความลับของข้อมูลโดยตรง
- การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Quantum-Safe ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัลกอริทึม แต่คือการอัปเดตและปรับปรุงระบบดิจิทัลทั้งหมดที่เชื่อมโยงกันภายในองค์กร รวมถึงการจัดการ Technical Debt ให้เรียบร้อยเสียก่อน
- การอัปเดตกลุ่ม Critical Systems เช่น ระบบธนาคาร หรือระบบจ่ายไฟฟ้า มีความซับซ้อนสูงและต้องระวังความเสี่ยงด้านการหยุดชะงักของบริการ องค์กรจึงควรผสานการประเมิน Quantum-Safe เข้ากับรอบอายุของการเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ตามปกติเพื่อกระจายต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
- การบริหารจัดการความเสี่ยงนี้เรียกร้องให้ผู้ดูแลแอปพลิเคชันทางธุรกิจ ผู้บริหารความเสี่ยงระดับองค์กร และผู้รับผิดชอบด้านซัพพลายเชนเข้ามาช่วยกำหนดแนวทางการทำงานใหม่ร่วมกัน โดยไม่สามารถผลักภาระให้ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโทกราฟีเพียงฝ่ายเดียว
- องค์กรควรขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านความปลอดภัยผ่านการทำงานร่วมกันเป็น Ecosystem เนื่องจากการทำงานร่วมกับคู่ค้าและพันธมิตรในอุตสาหกรรมเดียวกันจะช่วยลดความซ้ำซ้อนและสร้างมาตรฐานการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยไปพร้อมกัน
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย







