Meta ประกาศจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ชื่อ Meta Enterprise Platform สำหรับให้บริการ AI แก่องค์กร โดยแต่งตั้ง CJ Desai อดีต CEO ของ MongoDB เข้ามาดูแลในตำแหน่ง Chief Enterprise Platform Officer

Meta ออกประกาศเปิดตัว Meta Enterprise Platform ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อนำเทคโนโลยี AI ของบริษัทไปให้บริการแก่ลูกค้าองค์กรโดยเฉพาะ ผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของหน่วยธุรกิจนี้คือ CJ Desai ซึ่งย้ายมาจาก MongoDB หลังดำรงตำแหน่ง CEO อยู่เพียง 11 เดือน โดยหุ้นของ MongoDB ปรับตัวลงกว่า 18% หลังมีข่าวการลาออก และ MongoDB ได้ให้ Dev Ittycheria ซึ่งบริหารบริษัทมาก่อนหน้านี้ 11 ปี กลับมารับตำแหน่ง CEO ชั่วคราว
Meta ยังเปิดเผยรายละเอียดของหน่วยธุรกิจ AI ใหม่นี้ไม่มาก แต่ระบุว่าเป้าหมายในระยะแรกคือการขยายการใช้งาน Muse ซึ่งเป็น AI agent ของบริษัทให้กว้างขึ้นทั้งในกลุ่มองค์กรและนักพัฒนา พร้อมผลักดันผลิตภัณฑ์อื่นควบคู่กันไป โดยเฉพาะ Muse Code และ Meta Business Agent โดย Muse Code เป็น coding agent ที่ Meta เปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคม จุดที่แตกต่างจาก Muse เวอร์ชันผู้ใช้งานทั่วไปคือกลไกที่เรียกว่า agent fan-out ซึ่งจะกระจายงานเขียนโค้ดที่ซับซ้อนออกไปให้ subagent หลายตัวช่วยกันทำ ทำให้ประมวลผลได้เร็วขึ้นอย่างมาก ส่วน Meta Business Agent มีขอบเขตการทำงานที่เรียบง่ายกว่า เป็น chatbot สำหรับตอบคำถามลูกค้าผ่าน WhatsApp ทั้งการตอบคำถามทั่วไปเกี่ยวกับสินค้า การแนะนำสินค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ และการแก้ปัญหาทางเทคนิคบางประเภท
นอกจากตัว agent แล้ว Meta Enterprise Platform ยังครอบคลุม Muse API ที่เปิดให้นักพัฒนาเข้าถึง Large Language Model ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของ agent เหล่านี้ได้โดยตรง โมเดลรุ่นล่าสุดของบริษัทคือ Muse Spark 1.3 ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน ทำคะแนนเหนือกว่า GPT-5.6 Sol บน AutomationBench ซึ่งเป็น benchmark ที่วัดความสามารถของโมเดลในการทำงานประเภท knowledge work และยังทำคะแนนสูงกว่าบน benchmark ด้านการเขียนโค้ดอีก 5 ชุด ทีมวิศวกรของ Meta ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าด้านต้นทุนในการฝึกโมเดล โดยบริษัทระบุว่า Muse Spark 1.3 ใช้ token น้อยลงประมาณ 25% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าในการทำงานเขียนโค้ด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่โมเดลเรียกใช้เครื่องมือภายนอกน้อยลง
ในด้านความปลอดภัย Meta ระบุว่าผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กรถูกออกแบบให้มีความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวมาตั้งแต่ต้น เช่นเดียวกับที่ทำกับ Muse โดยแผนงานด้านความปลอดภัยของ AI มีฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Muse Confidential VM ซึ่งจะเริ่มให้บริการภายในปลายปีนี้ ทำหน้าที่แยก Muse instance ออกมาในระดับที่แม้แต่ Meta เองก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในได้ และบริษัทยังเตรียมเปิดเผยผลการตรวจสอบแบบต่อเนื่อง (continuous audit) เพื่อให้ผู้ใช้งานตรวจสอบได้ว่าเทคโนโลยีทำงานตามที่ระบุไว้จริง นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ AI สำหรับองค์กรของ Meta ยังมีแนวโน้มจะครอบคลุมบริการด้าน infrastructure ด้วย โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามีรายงานจาก Bloomberg และ CNBC ว่าบริษัทแม่ของ Facebook เตรียมนำความจุ data center ส่วนที่เหลือใช้บางส่วนไปขายให้กับบริษัทอื่น
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






