ผลสำรวจ Cybersecurity Hygiene Report 2026 เผยช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดคือ “พฤติกรรมพนักงาน”

เชื่อหรือไม่ว่าในทีมของคุณกำลังมีการใช้งานเครื่องมือ AI สาธารณะที่องค์กรไม่รับรอง หากคุณยืนกรานว่า ‘ไม่’ ลองมาอ่านผลรายงานฉบับนี้จาก WatchGuard ที่พบว่า 64% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ยอมรับว่ามีการใช้ AI ที่ไม่ได้รับการอนุมัติ 76% มีใช้รหัสผ่านซ้ำ และมีแค่ 20% ที่ออกไปใช้ Wi-Fi ร้านกาแฟทำงานแล้วเปิด VPN

โดยความน่าสนใจคือรายงานฉนับนี้ได้เน้นไปกับธุรกิจ SMB ในหลายประเทศ ซึ่งไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีธุรกิจ SME ก็นับเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด ดังนั้นนี่อาจจะสะท้อนได้ถึงความเสี่ยงที่คล้ายๆกัน “เรารู้ไหมว่าพนักงานมีพฤติกรรมการทำงานอย่างไร” มาอ่านสรุปผลสำรวจฉบับเต็มและแนวทางที่ MSP เข้ามาช่วยปิดช่องว่างนี้ได้ในบทความนี้

รายงาน 2026 Cybersecurity Hygiene Report ของ WatchGuard ถูกรวบรวมจากคำตอบของพนักงาน 684 คน ในองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อม (50–500 คน) ที่ครอบคลุม 8 ประเทศใน 4 ทวีป เมื่อเดือนเมษายน 2026

โดยธีมหลักของรายงานจะเน้นไปที่ สุขอนามัยทางไซเบอร์พื้นฐาน(Cyber Hygiene) ที่ใช้ดูแลความปลอดภัยของอุปกรณ์ เครือข่าย และข้อมูลส่วนตัวให้พ้นจากภัยคุกคามทางออนไลน์ เช่น การใช้งานรหัสผ่าน ความระมัดระวังในการถูก Phishing หรือ พฤติกรรมการใช้งานเครือข่าย อุปกรณ์ส่วนตัว และ AI

องค์กรจะเข้มแข็งที่สุดเท่ากันจุดอ่อนที่น้อยที่สุดเท่านั้น ซึ่งบ่อยครั้งมักเป็นเรื่องของพื้นฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยง่ายๆ อย่าง รหัสผ่าน โดยรายงานพบว่า 

  • 76% ของพนักงานยอมรับว่าใช้รหัสผ่านซ้ำข้ามหลายบัญชี แน่นอนว่าเมื่อ Credentials รั่วไหลได้หนึ่งบัญชี บัญชีอื่นย่อมเสี่ยงไปพร้อมกัน
  • 30% ยอมรับว่าเคยแชร์รหัสผ่านให้ผู้อื่น ที่ลดประสิทธิภาพของ MFA หรือเปิดช่องทางให้มีการหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุม 
  • 34% เปลี่ยนรหัสผ่านต่อเมื่อถูกบังคับเท่านั้น ตอนครบกำหนดจากนโยบายควบคุม ถูกบังคับรีเซ็ต หรือเมื่อสงสัยว่ามีเหตุเกิดขึ้นแล้ว โดยถ้าแฮ็กเกอร์ได้รหัสผ่านไปก็ยังปฏิบัติการต่อได้อีกนานโดยเจ้าของไม่รู้ตัว
  • 25% ของผู้ตอบแบบสำรวจต้องจัดการรหัสผ่านตั้งแต่ 10 ชุดขึ้นไปเป็นประจำ ซึ่งเป็นภาระที่ยากต่อการจดจำ แต่ภาพเชิงบวกคือ 63% ก็ใช้ Password Manager เข้ามาช่วย
  • แม้ MFA จะเป็นมาตรการที่ควรเป็นพื้นฐานแล้วในปัจจุบัน แต่มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 22% ที่มีเปิด MFA ให้ทุกบัญชี

พฤติกรรมการใช้งานเครือข่ายและอุปกรณ์สามารถบ่งชี้ถึงผู้ทำงานเกี่ยวกับวิถีชีวิตแบบ แบบ Hybrid และ Remote Workforce ที่ในรายงานพบว่า

  • 70% ของพนักงานเชื่อมต่อ Wi-Fi สาธารณะเพื่อทำงาน แต่มีเพียง 20% ที่ใช้ VPN หรือ ZTNA ป้องกัน ปัญหานี้ยังเป็นสิ่งที่ไอทีมองไม่เห็นเสียด้วย
  •  55% ใช้เครื่องของบริษัททำเรื่องส่วนตัว เช่น ช้อปปิ้งออนไลน์และเล่นโซเชียลมีเดีย ซึ่งเปิดรับทั้งมัลแวร์จากโฆษณา ช่องโหว่ของ Browser และ Phishing แถม 44% เก็บไฟล์ส่วนตัวไว้บนเครื่องทำงาน
  • 60% ใช้อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก และ 63% แชร์ไฟล์ผ่านแพลตฟอร์มคลาวด์ นี่สำคัญมากต่อข้อมูลชั้นความลับขององค์กรที่อาจหลุดรั่วออกไป

Shadow AI เป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่าการป้องกันยังไม่เพียงพอ เพราะ 64% ของพนักงานใช้เครื่องมือ AI สาธารณะช่วยทำงานแต่องค์กรไม่ได้รับรอง มากกว่านั้นการใช้งาน AI ยังแตะไปถึง เอกสารทางธุรกิจ สรุปข้อมูลลูกค้า ที่ข้อมูลอาจถูกส่งไปหาผู้ให้บริการภายนอก เมื่อเสริมด้วยตัวเลข 39% ที่ขาดการติดตามทำคลังรายการซอฟต์แวร์จะพบว่า ปัญหาสืบเนื่องมาจากประเด็นด้านการกำกับดูแล เช่น AI Policy ที่อนุมัติทิศทางการใช้งาน AI ฯลฯ 

ปิดท้ายสถิติของรายงานที่ว่าด้วยเรื่องการอบรม(Training) และความเสี่ยงที่ติดตัวพนักงานมาจากชีวิตส่วนตัว พบว่า

  • การที่แคมเปญ Phishing เนียนขึ้นจาก AI ยิ่งน่ากังวลเมื่อ ผู้ตอบแบบสอบถาม 23% เผยว่าพวกเขาไม่เคยได้รับการอบรม มีเพียง 49% ได้รับการอบรมปีละครั้ง และ 29% มีอบรมเดือนละครั้ง ซึ่งตัวเลข 26% ที่เผยถึงการเปิดลิงก์หรือไฟล์แนบจากผู้ส่งที่ไม่รู้จัก ก็สะท้อนถึงภาพรวมในการอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยได้เป็นอย่างดี
  • มีเพียง 48% ที่มี Antivirus ทั้งบน Notebook และ Smartphone ซึ่ง33% มีเฉพาะบนโน้ตบุ๊ก และ 7% ไม่มีเลยสักเครื่อง ขณะที่ 8% ไม่มีตารางอัปเดตที่แน่นอนและ 5% ไม่เคยอัปเดตเลย
  • ผู้ตอบแบบสอบถาม 30% รายงานว่าเคยประสบเหตุถูกขโมย Identity หรือ ข้อมูลส่วนตัว ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีเพียง 18% เท่านั้นที่ทำการสำรองข้อมูลตัวเองสม่ำเสมอ

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่าไทยมี SME ราว 3.26 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของวิสาหกิจทั้งประเทศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นประมาณ 34.8% ของ GDP ประเทศ หรือเกือบ 7 ใน 10 ของการจ้างงานในประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม SMB ที่เราตั้งสมมติฐานได้ว่าผลสำรวจของรายงานมีความสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย

อย่างไรก็ดีธุรกิจประเภท SMB มักมีทรัพยากรลงทุนด้าน IT ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของ Managed Service Provider (MSP) เข้ามาเติมช่องว่างได้ตรงที่สุด เพราะพวกเขาต้องการคนที่ดูแลด้านความปลอดภัยให้ในต้นทุนที่จ่ายไหว โดยสิ่งที่รายงานฉบับนี้แนะนำให้ MSP คว้าโอกาสทางธุรกิจคือ

  1.  ใช้ข้อมูลนำทาง ไม่ใช่ ผลิตภัณฑ์

แทนที่จะฉายภาพรวมของ Threat Landscape ผู้ให้บริการควรจะนำตัวเลขจากรายงานนี้ไปใช้คุยกับลูกค้า ให้ได้ตระหนักว่าพนักงานของตนก็มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน จากนั้นการตั้งคำถามถึงความต้องการจะเปลี่ยนสู่ความเร่งด่วนที่ต้องทำ

  1.  แพ็คชุดความปลอดภัยพื้นฐานนำเสนอแบบรายเดือน

อย่าปล่อยให้ Darkweb monitoring และ MFA เป็นเพียงทางเลือก ผู้ให้บริการควรควบ 2 บริการนี้ให้เข้าถึงได้ง่ายควบไปกับค่าโครงสร้างพื้นฐาน IT พร้อมรายงานผลการใช้แบบรายเดือน

  1.  เสริมสร้างเกราะคุ้มกันด้วย Awareness Training

MSP ควรจับมือกับแพลตฟอร์มด้าน Awareness Training เพื่อให้พนักงานขององค์กรได้เรียนรู้ ทดสอบด้วยสถานการณ์จำลอง อย่างวัดผลได้ ซึ่งสรุปผลก้าวหน้าได้ภายใน 6 เดือน ชี้ให้ลูกค้าเห็นว่าลดความเสี่ยงธุรกิจได้อย่างไร

  1.  จัดตั้ง AI Governance เป็นการเร่งด่วน

MSP สามารถให้คำแนะนำเรื่องการทำ AI Policy ตามบริบทของอุตสาหกรรมหรือกฏหมายได้ พวกเขาจะดูทรงคุณค่าต่อลูกค้าอย่างมาก

  1.  ขยายการควบคุมไปยังภายนอก

บริการที่ส่งเสริมการรับมือการใช้งานเครือข่ายสาธารณะอย่าง DNS Filtering, MDM, VPN หรือ ZTNA ควรถูกนำเสนอเพื่อรับมือในรูปแบบบริการมาตรฐานจาก MSP

  1.  ใช้ดัชนีชี้วัดเชิงพฤิตกรรมสู่รายงาน

การมีรายการวัดผล ก่อน-หลังการให้บริการ P ทำให้ลูกค้ามองเห็นความช่วยเหลือได้ชัดเจนขึ้น ว่า MSP มาพร้อมกับคุณค่าไม่ใช้ต้นทุน 

สำหรับธุรกิจไทยที่ขับเคลื่อนด้วย SMB ชุดโซลูชัน WatchGuard Unified Security Platform ถือเป็นเครื่องมือที่โดดเด่นสำหรับผู้ให้บริการ MSP ในการเข้าไปช่วยเหลือลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Endpoint Security, Network และ Identity

ในกรณีของการจัดการรหัสผ่าน AuthPoint MFA ช่วยบังคับการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย ส่วนพนักงานที่ทำงานนอกออฟฟิศ สามารถใช้ Firebox ร่วมกับ VPN/ZTNA และ DNSWatchGO ให้ปลอดภัยบน Wi-Fi สาธารณะ เสริมด้วยการป้องกันอุปกรณ์ปลายทางด้วย WatchGuard Endpoint Security ช่วยปกป้อง ตรวจจับ และตอบสนองต่อพฤติกรรมเสี่ยงบนอุปกรณ์

และสุดท้าย Cloud Detection and Response (CloudDR) ช่วยรับมือกับความท้าทายจาก Shadow AI และ Shadow IT รวมถึงตรวจจับ Cloud Application, Connection, IAM และ Configuration ให้เป็นไปได้อย่างปลอดภัยเหมาะสม ทั้งนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถวัดผลความเสี่ยงที่ลดลงได้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ SMB ต้องการมากกว่าเครื่องมือที่ซับซ้อนเกินกำลังดูแล

📞 สนใจยกระดับองค์กรสู่ Zero Trust ด้วย WatchGuard?

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากทีมงานประเทศไทยได้ที่:  inquiry.sea@watchguard.com

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

SYMPHONY เปิดตัว “SYMPHONY Cloud Direct Connect to Google Cloud Bangkok Region”ยกระดับการเชื่อมต่อองค์กรสู่ Hybrid & Multi – Cloud อย่างสมบูรณ์ [Guest Post]

บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMPHONY COMMUNICATION ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโครงข่ายสื่อสารสำหรับองค์กร เปิดตัวบริการใหม่ “SYMPHONY Cloud Direct Connect to …

ERT ร่วมมือ depa และ AWS จัดอบรม AWS Cloud ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพกำลังคนดิจิทัลด้าน AI และ Cloud [Guest Post]

  บริษัท ดิเอ็นเตอร์ไพรส์รีซอร์สเทรนนิ่ง จำกัด (ERT) ร่วมกับ ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) …