ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบกรุงเทพมหานครหลายพื้นที่เกิดน้ำท่วม กระทบต่อการเดินทางมาปฏิบัติงานของพนักงาน รวมถึงทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ในการดำเนินงานของบริษัทและโรงงานบางแห่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องมือและอุปกรณ์สำนักงานต่างๆแล้ว สถานการณ์ไฟฟ้าดับ ระบบเครือข่ายขัดข้อง และการอพยพบุคลากร ยังส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงระบบและข้อมูลได้ตามปกติ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานประจำวัน เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานในองค์กรที่ต้องสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และต้องมั่นใจว่าข้อมูลสำคัญยังคงสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด
การจัดเก็บข้อมูลสำคัญไว้บนเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิม ความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบเพียงจุดเดียวเริ่มปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับบางบริษัทและโรงงาน เซิร์ฟเวอร์และระบบอุปกรณ์ต่างๆ อาจยังคงถูกจัดวางไว้ภายในสำนักงานหรือพื้นที่โรงงาน โดยใช้จัดเก็บข้อมูลหลักในการดำเนินงาน เช่น บัญชีลูกหนี้ และเอกสารทางธุรกิจ เมื่อพื้นที่ดังกล่าวประสบภัยน้ำท่วม องค์กรอาจจำเป็นต้องย้ายเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน ทว่าการขนย้ายด้วยแรงงานคนไม่เพียงแต่เสี่ยงต่อความเสียหายของฮาร์ดแวร์เท่านั้น แต่หากเกิดไฟฟ้าดับหรืออินเทอร์เน็ตตัดขาดพร้อมกัน การที่องค์กรจัดเก็บข้อมูลข้างต้นไว้ในเซิร์ฟเวอร์กายภาพเพียงเครื่องเดียว แม้เซิร์ฟเวอร์จะไม่ได้แช่น้ำโดยตรง องค์กรก็อาจไม่สามารถเข้าถึงระบบและข้อมูลได้ตามปกติ และหากอุปกรณ์ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ข้อมูลและเอกสารต่างๆทางธุรกิจก็อาจได้รับผลกระทบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจัดการคำสั่งซื้อและการปฏิบัติงานส่วนหลัง (Back-office operations) ทำให้ยากที่จะฟื้นฟูการดำเนินงานได้ทันที
กฎการสำรองข้อมูล 3-2-1 หลีกเลี่ยงไม่ให้ข้อมูลสำรองและข้อมูลต้นฉบับประสบภัยพิบัติพร้อมกัน
ด้วยเหตุนี้ GWS CLOUD จึงแนะนำให้องค์กรดำเนินการตาม หลักการสำรองข้อมูล 3-2-1 (3-2-1 Backup Rule) และจัดทำระบบสำรองข้อมูลนอกสถานที่ล่วงหน้า โดยควรมีสำเนาข้อมูลอย่างน้อย 3 ชุด จัดเก็บบนสื่อจัดเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน 2 ประเภท และจัดเก็บข้อมูลสำรองอย่างน้อย 1 ชุดไว้ในสถานที่อื่นหรือบนระบบคลาวด์
การสำรองข้อมูลนอกสถานที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเพียงแห่งเดียว หากข้อมูลต้นฉบับและอุปกรณ์สำรองข้อมูลถูกจัดเก็บอยู่ภายในสำนักงานหรือโรงงานเดียวกัน เมื่อเกิดน้ำท่วม อัคคีภัย หรือไฟฟ้าดับเป็นระยะเวลานาน ข้อมูลต้นฉบับและข้อมูลสำรองอาจได้รับความเสียหายพร้อมกัน
การสำรองข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ช่วยให้องค์กรสามารถจัดเก็บข้อมูลสำคัญอย่างต่อเนื่องไว้ในสถานที่ทางกายภาพที่แตกต่างกัน แม้ว่าสำนักงานหรือโรงงานเดิมจะต้องหยุดดำเนินงานชั่วคราวเนื่องจากภัยพิบัติ องค์กรยังสามารถลดความเสี่ยงจากการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล และมีเวลาเพียงพอสำหรับการดำเนินการกู้คืนระบบในลำดับต่อไป
ศูนย์ข้อมูลระดับ Tier 4 สร้างรากฐานสำหรับบริการคลาวด์ที่มีความเสถียรภาพ
GWS CLOUD ใช้ศูนย์ข้อมูลมาตรฐานระดับสูง Tier 4 เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับให้บริการคลาวด์ โดยมีระบบจ่ายไฟฟ้าที่มีความน่าเชื่อถือสูง พร้อมระบบตรวจสอบเครือข่ายและสภาพแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ (24/7) เพื่อให้สามารถตรวจจับและจัดการกับความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก
เมื่อองค์กรสำรองข้อมูลสำคัญไปยังสถานที่อื่นแล้ว แม้ว่าสำนักงานหรือโรงงานจะต้องหยุดดำเนินงานเนื่องจากน้ำท่วมหรือภัยพิบัติอื่น ๆ องค์กรยังสามารถเข้าถึงข้อมูลจากสถานที่สำรองได้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่อุปกรณ์และข้อมูลจะได้รับความเสียหายพร้อมกัน
นอกเหนือจากความเสถียรของโครงสร้างพื้นฐานแล้ว GWS CLOUD ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและการคุ้มครองข้อมูล โดยได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ได้แก่ ISO 27001, ISO 27017, ISO 27018 และ CSA STAR Level 2 ครอบคลุมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล การรักษาความปลอดภัยของบริการคลาวด์ ตลอดจนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นระบบ
สำหรับองค์กร ระบบสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพื่อรองรับภัยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ (Business Resilience) การวางแผนล่วงหน้าและการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้องค์กรสามารถเร่งกู้คืนระบบและข้อมูลได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ลดผลกระทบที่เกิดจากการหยุดชะงักของการดำเนินธุรกิจ และช่วยให้องค์กรสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






