OutSystems เผยผลวิจัย องค์กรทั่วโลกก้าวสู่ยุค Agentic AI แต่ยังขาดความพร้อมในการนำ AI มาใช้งานจริง [PR]

OutSystems แพลตฟอร์ม Agentic Systems ชั้นนำ เปิดเผยผลการศึกษาฉบับใหม่ที่จัดทำร่วมกับ CIO Dive และ KPMG ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างความเชื่อมั่นขององค์กรในการกำกับดูแล AI Agent กับความพร้อมในการดำเนินงานจริง โดยรายงาน Engineering Business Outcomes: The Shift to Agentic Systems พบว่า 82% ของผู้บริหารเชื่อว่า องค์กรของตนสามารถรับมือกับการกำกับดูแล การบูรณาการ และการติดตามการทำงานของ AI Agent ได้ทันเมื่อนำไปใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม มีเพียง 26% ที่ระบุว่า องค์กรมีความพร้อมในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่าง AI Agent ระบบต่าง ๆ และกระบวนการทำงานอัตโนมัติ

การนำ Agentic AI มาใช้ในภาคธุรกิจกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเครื่องมือพัฒนาเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายขึ้นและแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น องค์กรจึงเริ่มเปลี่ยนจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การใช้งานอย่างเป็นระบบทั่วทั้งระดับองค์กร โดยผู้บริหาร 71% คาดการณ์ว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า แอปพลิเคชันจะสามารถทำงานร่วมกันเพื่อประสานงานข้ามระบบ ทีมงาน และกระบวนการทางธุรกิจ รวมถึงรองรับเวิร์กโฟลว์ที่ซับซ้อนและมีหลายขั้นตอนมากขึ้น รายงานฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาขีดความสามารถที่องค์กรจำเป็นต้องมีในการพัฒนา กำกับดูแล และประสานการทำงานของระบบ Agentic AI ที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ

“แม้ผู้บริหาร 82% เชื่อว่าองค์กรสามารถรับมือกับการกำกับดูแล AI Agent ได้ แต่มีเพียง 26% ที่มั่นใจว่ามีความพร้อมในการจัดการความขัดแย้งระหว่าง AI Agent” Tiago Azevedo ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ของ OutSystems กล่าว “ช่องว่างนี้เองคือจุดที่องค์กรต้องลงมือจัดการอย่างจริงจัง จากประสบการณ์ในการนำ AI Agent มาใช้ในกระบวนการทำงานต่าง ๆ ขององค์กร ผมพบว่า ความปลอดภัยเกิดจากการออกแบบให้แพลตฟอร์มมีระบบควบคุมในตัวตั้งแต่ต้น มากกว่าการตรวจสอบภายหลัง องค์กรที่สามารถบังคับใช้นโยบายกำกับดูแลได้ในระหว่างที่ AI Agent กำลังทำงาน จะสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องหยุดการดำเนินงานเพื่อตรวจสอบว่าระบบที่พัฒนาขึ้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่”

รายงานได้สำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารและผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีกว่า 850 คน พบว่า แม้จะยังมีช่องว่างระหว่างความเชื่อมั่นด้านการกำกับดูแล AI กับความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง แต่องค์กรส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ โดย 83% อาศัยกระบวนการด้านไอที ความปลอดภัย หรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่มีอยู่เดิม รวมถึงการตรวจสอบเฉพาะทาง ตลอดจนนโยบายและระบบติดตามจากส่วนกลาง เพื่อกำกับดูแล AI Agent ที่สามารถดำเนินการได้อย่างอิสระผ่านแอปพลิเคชันหรือเวิร์กโฟลว์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาบุคลากรและกระบวนการตรวจสอบเป็นหลัก โดยมีองค์กรเพียง 5% ที่ใช้กลไกควบคุมอัตโนมัติ บันทึกข้อมูลกิจกรรมเพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง (Audit Trails) และกำหนดจุดตรวจสอบโดยมนุษย์ไว้อย่างเป็นทางการมาใช้ร่วมกัน ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนนโยบายกำกับดูแลให้เป็นกลไกควบคุมระหว่างระบบทำงานจริง (Runtime Controls) ที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างสม่ำเสมอไม่ว่า AI Agent จะทำงานอยู่ในส่วนใดของระบบ

ผลการศึกษายังพบว่า เมื่อองค์กรขยายการใช้งาน Agentic AI ความท้าทายกำลังเปลี่ยนจากการพัฒนา AI Agent แต่ละตัว ไปสู่การบริหารจัดการระบบนิเวศที่ซับซ้อน ซึ่งประกอบด้วยโมเดล AI แอปพลิเคชัน ข้อมูล และเครื่องมือจากผู้ให้บริการภายนอก องค์กรจึงให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและความสามารถในการทำงานร่วมกันของระบบ มากกว่าการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียว โดย 74% ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อระบบ AI เข้ากับแอปพลิเคชันและระบบเดิมขององค์กร ขณะที่ 63% ให้ความสำคัญกับการประสานการทำงานของ AI Agent ข้ามระบบ (Agent Orchestration) และ 62% มองว่าความสามารถในการเปลี่ยนโมเดล AI ผู้ให้บริการ และแพลตฟอร์มได้ในอนาคตเป็นปัจจัยสำคัญ

รายงานยังเปิดเผยข้อค้นพบสำคัญ รวมถึงข้อมูลเชิงลึกจากผู้ตอบแบบสำรวจ 209 คนจาก 3 ตลาดในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น ดังนี้

  • ความน่าเชื่อถือของ Agentic AI ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของกระบวนการทำงานทั้งระบบ: องค์กรให้ความสำคัญกับการทดสอบระบบ Agentic AI แบบครบวงจรมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการทดสอบ AI Agent แต่ละตัวแยกกัน โดยครอบคลุมการทำงานร่วมกันระหว่าง AI Agent การจัดการข้อยกเว้นและสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามปกติ การจัดการเมื่อ AI Agent ดำเนินการขัดแย้งกัน ตลอดจนกลไกการย้อนกลับไปยังสถานะก่อนหน้า (Rollback) ทั้งนี้ ผู้บริหาร 81% ระบุว่า การทดสอบ ประเมินผล และตรวจสอบความถูกต้องของพฤติกรรม AI Agent เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากถึงมากที่สุดในการเลือกใช้แพลตฟอร์มหรือเครื่องมือ AI
  • บริบทขององค์กรเป็นปัจจัยสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของ AI: มากกว่าหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสำรวจ (35%) ระบุว่า ความสอดคล้องของข้อมูลและการแบ่งปันบริบทระหว่างระบบเป็นอุปสรรคสำคัญในการประสานการทำงานของ AI Agent สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ AI Agent ต้องทำงานโดยอาศัยข้อมูลขององค์กรที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล สถานะปัจจุบันของแอปพลิเคชัน และกระบวนการทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่พึ่งพาเพียงความรู้ทั่วไปจากโมเดล AI
  • องค์กรวัดผล Agentic AI จากผลลัพธ์ทางธุรกิจ: ผู้บริหารประเมินความสำเร็จของ Agentic AI จากผลกระทบต่อการดำเนินงานมากขึ้น โดยการลดข้อผิดพลาดเป็นตัวชี้วัดสำคัญอันดับหนึ่ง (64%) รองลงมาคือการปฏิบัติตามข้อกำหนดและการลดความเสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน และการลดต้นทุน สำหรับ 3 ตลาดในเอเชียแปซิฟิกที่เข้าร่วมการสำรวจ พบว่า 73% ใช้ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานเป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์ของ Agentic AI เปรียบเทียบกับยุโรปที่ 52% และอเมริกาเหนือที่ 45% อย่างไรก็ตาม ภาพรวมจากทั่วโลก มีเพียง 12% ขององค์กรที่ระบุว่า Agentic AI ช่วยเร่งการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ บริการ หรือประสบการณ์ใหม่สำหรับลูกค้า สะท้อนให้เห็นว่า แม้องค์กรจะเริ่มได้รับประโยชน์จาก AI ในด้านการดำเนินงานแล้ว แต่การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในวงกว้างยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
  • ผู้บริหารในเอเชียแปซิฟิกมีความพร้อมในการใช้งาน Agentic AI สูงกว่าภูมิภาคอื่น: 39% ของผู้ตอบแบบสำรวจในเอเชียแปซิฟิก ระบุว่าองค์กรมีความพร้อมระดับสูงในการจัดการความขัดแย้งระหว่าง AI Agent เทียบกับยุโรปที่ 29% และอเมริกาเหนือที่ 18% นอกจากนี้ เอเชียแปซิฟิกยังมีสัดส่วนการนำระบบกำกับดูแลอัตโนมัติมาใช้สูงกว่าภูมิภาคอื่น โดย 14% ระบุว่าองค์กรมีระบบควบคุมอัตโนมัติ ระบบบันทึกข้อมูลเพื่อตรวจสอบย้อนหลัง และจุดตรวจสอบโดยมนุษย์ ขณะที่ยุโรปและอเมริกาเหนือมีสัดส่วนเพียง 3% และ 2% ตามลำดับ

“การสร้างความมั่นใจในระบบ Agentic AI ต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและพัฒนา ไม่ใช่อาศัยเพียงการตรวจสอบภายหลัง” Michael Harper กรรมการผู้จัดการของ KPMG กล่าว “ระบบบันทึกข้อมูลและกระบวนการกำกับดูแลแบบเดิมถูกออกแบบมาสำหรับซอฟต์แวร์ที่มีรูปแบบการทำงานค่อนข้างตายตัว ไม่ใช่ AI ที่สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อปิดช่องว่างระหว่างความเชื่อมั่นกับความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง องค์กรจำเป็นต้องมีความสามารถในการบังคับใช้นโยบายให้อยู่ในรูปแบบโค้ด (Policy-as-Code) พร้อมกลไกลกำหนดขอบเขตและควบคุมการทำงานของ AI ระหว่างที่ระบบทำงานจริง (Runtime Guardrails) สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างคล่องตัว โดยยังคงรักษาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมมุ่งเน้นผลลัพธ์ทางธุรกิจ”

หลังจากเปิดตัว Agentic Systems Platform เมื่อต้นปีที่ผ่านมา OutSystems เดินหน้าขยายขีดความสามารถของแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรในยุค Agentic AI โดยในช่วงที่องค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านจากการทดลองใช้ AI ไปสู่การใช้งานในระดับองค์กร OutSystems Agentic Systems Platform ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนา ประสานการทำงาน และกำกับดูแลระบบ Agentic AI ที่มีเชื่อถือได้อย่างครบวงจรภายใต้แพลตฟอร์มเดียว แม้ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมด้านเทคโนโลยีที่ซับซ้อน

ศึกษารายงานฉบับเต็มและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OutSystems ได้ ที่นี่

About Suphasin Sueklab

Check Also

เปิดภาคีความร่วมมือระดับชาติ “Microsoft Elevate AI and Jobs” [PR]

ไมโครซอฟท์ เดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบการพัฒนากำลังคนและการจ้างงานระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนผู้คนให้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ไมโครซอฟท์ จัดทำแผน AI and Jobs ระดับประเทศที่ผสานข้อมูลเชิงลึกด้านแรงงาน (Workforce Intelligence) ความร่วมมือในรูปแบบภาคีเครือข่าย การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และเส้นทางการพัฒนาทักษะ AI …

การ์ทเนอร์ชี้ 4 เทรนด์สำคัญกำหนด Future of Work ยุค AI คาดใน 3 ปี พนักงาน 30% ที่เคยถูกเลิกจ้างโดย AI จะถูกจ้างกลับมาทำงานใหม่ [PR]

การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยีเปิดเผยว่าขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเร่งสปีดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างก้าวกระโดด ผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ 4 เทรนด์การเปลี่ยนแปลงสำคัญเพื่อรับมือโลกการทำงานในอนาคต