QSAN วางรากฐานด้านข้อมูล ขับเคลื่อน Smart City ของไทยสู่ยุค AI [Guest Post]


ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่เมืองต่าง ๆ ใช้ประโยชน์จากข้อมูล

ตั้งแต่ระบบขนส่งอัจฉริยะ การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ไปจนถึง IoT และเมืองที่ขับเคลื่อนด้วย AI โครงสร้างพื้นฐานของ Smart City จึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ดำเนินการได้จริง

การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย โดย QSAN ได้รับเลือกให้สนับสนุนโครงการ Smart City ขนาดใหญ่ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระบบจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กร เพื่อรองรับข้อมูลของเมืองที่ถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและประสบการณ์ของ QSAN ในการรองรับระบบขนาดใหญ่ที่ต้องทำงานตลอดเวลาในประเทศไทย พร้อมวางรากฐานสำคัญสำหรับการนำ AI มาใช้งานในขั้นต่อไป

โครงการ Smart City ขนาดใหญ่ของ QSAN แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ผ่านการพิสูจน์จากการใช้งานจริงในประเทศไทย

โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับ Smart City ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วในประเทศไทย

Smart City สร้างข้อมูลปริมาณมหาศาลอย่างต่อเนื่องจากระบบขนส่ง กล้องวงจรปิด เซนเซอร์ IoT และบริการสาธารณะต่าง ๆ

สำหรับโครงการขนาดใหญ่แห่งนี้ QSAN ทำหน้าที่เป็นรากฐานของระบบจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้สามารถรวบรวม ปกป้อง และบริหารจัดการข้อมูลทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้

เมื่อ AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการจราจร การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการให้บริการต่าง ๆ ภายในเมือง ข้อมูลที่จัดเก็บไว้จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลย้อนหลัง แต่กลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่ต้องพร้อมให้ระบบเข้าถึงและประมวลผลได้อย่างต่อเนื่อง

นี่คือจุดที่บทบาทของระบบจัดเก็บข้อมูลเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

จากระบบจัดเก็บข้อมูล สู่โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับ AI

เมื่อระบบ Smart City มีความชาญฉลาดมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลจะต้องรองรับได้มากกว่าการจัดเก็บ เพราะข้อมูลจะถูกส่งผ่านกระบวนการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจ

แหล่งข้อมูล → ระบบจัดเก็บข้อมูล → ระบบประมวลผล AI → การวิเคราะห์ → แอปพลิเคชัน Smart City

แม้ CPU และ GPU ประสิทธิภาพสูงจะเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่เวิร์กโหลด AI ยังต้องอาศัยการเข้าถึงชุดข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เมื่อปริมาณข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น ระบบจัดเก็บข้อมูลจึงต้องมีทั้งประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล ความหน่วงต่ำ ความสามารถในการขยายระบบ และความพร้อมใช้งาน เพื่อส่งมอบข้อมูลให้กับระบบประมวลผล AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับ QSAN นี่คือการต่อยอดอย่างเป็นธรรมชาติ จากผู้ให้บริการระบบจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กร สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่รองรับ AI ภายในองค์กร หรือ On-Premises AI

จากความจุสู่ประสิทธิภาพด้วย NVMe

สภาพแวดล้อมของ Smart City และ AI สร้างข้อมูลที่มีความต้องการด้านประสิทธิภาพแตกต่างกัน

การรวบรวม ปกป้อง และเก็บรักษาข้อมูลปริมาณมหาศาลในระยะยาว จำเป็นต้องใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีความจุสูง โดยระบบ HDD และ Hybrid Storage เหมาะสำหรับการเป็น Capacity Tier ที่รองรับข้อมูลของเมืองซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างคุ้มค่า

ในทางกลับกัน เวิร์กโหลด AI และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์จำเป็นต้องเข้าถึงชุดข้อมูลที่กำลังใช้งานอยู่ด้วยความเร็วสูง QSAN NVMe All-Flash Storage จึงเข้ามารองรับในฐานะ Performance Tier ด้วยความสามารถในการรับส่งข้อมูลประสิทธิภาพสูงและความหน่วงต่ำ

เมื่อทำงานร่วมกับ NVMe over Fabrics (NVMe-oF) และเครือข่าย 100GbE ระบบจะสามารถส่งมอบข้อมูลให้กับระบบประมวลผล AI และแอปพลิเคชันด้านการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

ระบบจัดเก็บข้อมูลทั้งสองระดับจึงทำงานร่วมกันเป็นสถาปัตยกรรมที่สมดุลสำหรับ Smart City และ AI ดังนี้

Capacity Data Tier

ระบบ HDD หรือ Hybrid Storage สำหรับการรวบรวม ปกป้อง และเก็บรักษาข้อมูลปริมาณมหาศาล

AI Performance Tier

ระบบ NVMe All-Flash Storage สำหรับชุดข้อมูลที่กำลังใช้งาน การวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ และเวิร์กโหลด AI

QSAN ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับ Smart City ที่ผ่านการใช้งานจริง สู่ระบบ NVMe All-Flash
สำหรับเวิร์กโหลด AI แห่งอนาคต

ผ่านการพิสูจน์ในประเทศไทยแล้ว และพร้อมก้าวสู่ยุค AI

โครงการ Smart City ในประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มต้นจากรากฐานด้านข้อมูลที่เชื่อถือได้

มื่อการนำ AI มาใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว องค์กรจะต้องบริหารจัดการไม่เพียงแค่ว่าสามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากเพียงใด แต่ยังต้องพิจารณาว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกส่งไปยังระบบประมวลผล AI ได้รวดเร็วและต่อเนื่องเพียงใดด้วย

จากประสบการณ์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วในประเทศไทย QSAN ผสานระบบจัดเก็บข้อมูลความจุสูงเข้ากับ NVMe All-Flash, NVMe-oF, เครือข่าย 100GbE และสถาปัตยกรรมที่มีความพร้อมใช้งานสูง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว

ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงการเข้าถึงข้อมูลความเร็วสูงสำหรับ AI QSAN พร้อมเป็นรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ On-Premises AI แห่งอนาคต

ผ่านการพิสูจน์ในประเทศไทยแล้ว และสร้างมาเพื่อ AI

เกี่ยวกับ QSAN

QSAN Technology มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไอทีระดับองค์กรที่พร้อมรองรับ AI ด้วยโซลูชันการจัดการข้อมูลประสิทธิภาพสูงที่สามารถขยายระบบได้และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถปกป้อง ติดตั้ง ขยาย และบริหารจัดการข้อมูลและแอปพลิเคชันที่มีความสำคัญต่อภารกิจได้อย่างเรียบง่ายและมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น

QSAN พัฒนาสถาปัตยกรรมระบบ การบริหารจัดการข้อมูล และประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้งานขององค์กรทั้งในด้าน Virtualization, Data Protection, แอปพลิเคชันที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ และสภาพแวดล้อมไอทีที่หลากหลาย ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี QSAN ช่วยให้องค์กรเสริมความยืดหยุ่นและความพร้อมใช้งานของข้อมูล พร้อมสร้างความมั่นใจว่าบริการสำคัญจะสามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นคงและเชื่อถือได้ ท่ามกลางภูมิทัศน์ดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อแอปพลิเคชัน AI ระดับองค์กรมีแนวโน้มถูกนำมาติดตั้งใช้งานภายในองค์กรมากขึ้น QSAN จึงผสาน storage ประสิทธิภาพสูง ความยืดหยุ่นในการขยายระบบ การปกป้องข้อมูล และความสามารถในการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ (Centralized Management) เพื่อช่วยให้องค์กรสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเวิร์กโหลด On-Prem AI และวางรากฐานที่มั่นคงและเชื่อถือได้สำหรับแอปพลิเคชัน AI ในอนาคต

 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ QSAN

About saranya

Check Also

WD ประเทศไทย และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนาม MOU ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลแห่งอนาคต พร้อมเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรไทยด้าน Deep Tech [PR]

เมื่อปริมาณงานด้าน AI ทั่วโลก มีขนาดและความซับซ้อนเพิ่มขึ้น และพัฒนาการฝึกโมเดล (model training) ไปสู่การประมวลผลเพื่อการอนุมาน (inference) และระบบ AI แบบเอเจนต์ (Agentic AI) ความต้องการจัดเก็บข้อมูลทั่วโลกจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ความต้องการเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถรองรับการขยายตัวได้อย่างคุ้มค่า …

CISA เตือนช่องโหว่ระดับความรุนแรงสูงสุดบน GitLab ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว แนะนำให้แพตช์โดยด่วน

หน่วยงาน Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ของสหรัฐฯ ออกคำเตือนว่าแฮกเกอร์กำลังใช้ช่องโหว่ระดับความรุนแรงสูงสุดบน GitLab ในการโจมตีจริงแล้ว โดยช่องโหว่ดังกล่าวเปิดทางให้ผู้โจมตีที่ไม่ต้องยืนยันตัวตนสามารถอ่าน credentials และข้อมูลสำคัญออกจากเซิร์ฟเวอร์ได้