Breaking News

S.Kijchai Enterprise กับการวางรากฐานธุรกิจให้แข็งแรงด้วยระบบ ERP จาก SAP

การที่ธุรกิจจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ย่อมต้องมีระบบ IT ที่ดีคอยช่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และในครั้งนี้คุณหาญศิริ แสงวงศ์กิจ ผู้ดำรงตำแหน่ง Senior Vice President แห่งส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ S.Kijchai Enterprise ก็ได้มาเล่าถึงเรื่องราวเชิงธุรกิจ และแนวทางการตัดสินใจเลือกใช้ระบบ ERP จาก SAP ในครั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เหล่าธุรกิจอื่นๆ ที่กำลังมองหาระบบ ERP สำหรับสนับสนุนธุรกิจของตนเองอยู่ในเวลานี้

 

S.Kijchai Enterprise ผู้แปรรูปเศษไม้ยางพาราสู่แผ่นไม้ MDF แห่งเมืองระยอง ส่งออกทั่วโลกก้าวสู่ธุรกิจพันล้าน

 

 

คุณหาญศิริได้เล่าถึงภาพรวมของธุรกิจทั้งหมดก่อนว่าจริงๆ แล้วส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์นี้เป็นเพียงธุรกิจหนึ่งในกลุ่มธุรกิจด้านไม้เท่านั้น โดยหากรวมศักยภาพของธุรกิจทั้งหมดในกลุ่มเข้าด้วยกันแล้ว ก็เรียกได้ว่าครอบคลุมด้านการผลิตและจำหน่ายไม้แบบครบวงจรเลยทีเดียว เพราะธุรกิจในเครือนั้นมีตั้งแต่โรงเลื่อยไม้, โรงงานแปรรูปไม้ ไปจนถึงโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งแต่ละธุรกิจเองก็จะมีช่องทางการจำหน่ายและกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันไป

ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ที่คุณหาญศิริได้เข้ามาดูแลระบบ IT ในเวลานี้เองก็เป็นธุรกิจด้านการแปรรูปเศษไม้ยางพาราให้กลายเป็นแผ่นไม้ MDF (Medium Density Fiber Board) หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าแผ่นใยไม้อัด ที่เกิดจากการนำเส้นใยของไม้ยางพารามาผสมกับสารยึดเกาะ ก่อนจะนำมาอัดให้กลายเป็นแผ่นไม้เนื้อเดียวกัน โดยมีคุณสมบัติคือเป็นแผ่นไม้ที่มีความหนาแน่นเท่ากันตลอดทั้งแผ่น และผลิตภัณฑ์ก็สามารถแบ่งกลุ่มได้ตามความหนาของแผ่นไม้ สามารถนำไปใช้งานแทนแผ่นไม้ธรรมชาติภายในอาคารบ้านเรือน รองรับการตัด ตกแต่ง ตอกตะปู และอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย

 

 

ผลิตภัณฑ์แผ่นไม้ MDF ของส.กิจชัยนี้มีตลาดหลักเป็นการส่งออกไปทั่วโลก โดยมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกสูงถึง 95% ดังนั้นการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานนั้นจึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืน และการควบคุมคุณภาพของสินค้าให้ดีอยู่เสมอนี้ก็เป็นหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจของพนักงานกว่า 200 คนในบริษัทใหญ่แห่งเมืองระยอง

ส.กิจชัยได้ IPO เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ไปเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ SKN เพื่อขยายฐานการผลิต นำไปสู่การเติบโตของธุรกิจในระดับโลกต่อไป

 

 

ก้าวจากการดูแลธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ สู่ VP ผู้กุมบังเหียนฝั่ง IT “เพราะเทคโนโลยีที่ดีต้องสอดคล้องกับธุรกิจ”

 

คุณหาญศิริ แสงวงศ์กิจ ดำรงตำแหน่ง Senior Vice President แห่งส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)

 

เรื่องราวของคุณหาญศิริในการก้าวมาสู่การดำรงตำแหน่ง Senior Vice President ของส.กิจชัยเองก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะคุณหาญศิริเองถือว่าได้เข้ามาเริ่มต้นเรียนรู้ธุรกิจ จนกระทั่งถึงช่วงที่ธุรกิจต้องมีการปรับตัวเพื่อขยายกิจการจากการที่ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มาเมื่อปี 2559 ดังนั้นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้มีความเป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น และการนำระบบ IT หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการดำเนินธุรกิจนั้น ย่อมต้องประสบกับปัจจัยต่างๆ อย่างหลากหลาย

คุณหาญศิริเองนั้นเดิมทีจบการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์มาจาก ABAC ก่อนที่จะมาเริ่มต้นทำงานกับธุรกิจในเครือภายในส่วนของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มาก่อน จนเมื่อเข้าใจกระบวนการทางธุรกิจและสภาพแวดล้อมของธุรกิจในวงการแล้ว ก็ได้ก้าวไปเป็นผู้อำนวยการที่ดูแลด้าน IT และได้ก้าวมาสู่การเป็น Senior Vice President ในปัจจุบัน

ด้วยความที่ส.กิจชัยนั้นเป็นธุรกิจในครอบครัวอยู่แล้ว คุณหาญศิริเองก็ได้มีชีวิตอยู่ในโรงงานตั้งแต่ยังเด็ก จนเมื่อเรียนจบและได้เข้ามาร่วมงานที่นี่ก็สามารถเข้ากันได้กับพนักงานที่ทำงานมาอยู่ยาวนานเหมือนเป็นครอบครัว การเรียนรู้ภาพต่างๆ ในเชิงธุรกิจและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจึงเป็นไปได้อย่างราบรื่นมาโดยตลอด

หลังจากนั้น เมื่อคุณหาญศิริก้าวมาสู่การเป็น Senior Vice President แล้ว เนื่องจากเป็นวิสัยทัศน์ขององค์กรที่มองเห็นว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ จึงได้เริ่มนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่อปรับปรุงธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการนำหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต หรือการมีระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) มาช่วยควบคุมและวางแผนการทำงานต่างๆ แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงก้าวใหญ่ในครั้งนี้ย่อมต้องมีแรงต้านจากภายในองค์กร เพราะนอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนการการทำงานที่จะเกิดขึ้นเป็นวงกว้างภายในธุรกิจแล้ว การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการทำงานนั้น ย่อมต้องหมายถึงการที่เหล่าพนักงานต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ดี จากการที่คุณหาญศิริเองมีความคุ้นเคยกับพนักงานมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่นจากการทำความเข้าใจกับเหล่าพนักงาน และเมื่อทุกคนเห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลดีในระยะยาวต่อธุรกิจและการทำงานของทุกๆ คน ความร่วมมือร่วมใจภายในองค์กรก็สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

 

ระบบ ERP ยังคงมีความจำเป็นกับธุรกิจ เพราะการทำ Planning นั้นยังเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจการผลิตอยู่

 

 

ท่ามกลางยุคสมัยของการทำ Digital Transformation (DX) ที่หลายๆ องค์กรมุ่งจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI, Big Data, Blockchain และอื่นๆ มาใช้งานนั้น ส.กิจชัยกลับเลือกที่จะย้อนกลับมาก้าวหนึ่ง วางรากฐานของระบบเทคโนโลยีเบื้องหลังธุรกิจอย่าง ERP ให้แข็งแรงเสียก่อน เพื่อให้ในอนาคตสามารถเติบโตต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว และผสานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบหุ่นยนต์และเครื่องจักรที่จะนำมาใช้ในการผลิตได้

คุณหาญศิริขยายความถึงความจำเป็นของระบบ ERP ที่มีต่อธุรกิจการผลิตนั้นว่าเป็นเพราะกิจกรรมสำคัญของธุรกิจนี้คือการวางแผนการผลิตหรือการทำ Planning ให้ดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอ และมีข้อมูลและความยืดหยุ่นสำหรับปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมากขึ้น, เกิดปัญหาหรือความเสียหายในการผลิตน้อยลง และนำไปสู่การเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืน มีผลกำไรที่สูงขึ้นนั่นเอง

เดิมทีนั้นส.กิจชัยมีการใช้ระบบ ERP อื่นมาอยู่แต่เดิมแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดของระบบที่ไม่ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของธุรกิจได้เพียงพอ ก็ทำให้ในระยะหลังระบบเริ่มทำงานช้า และไม่สามารถปรับแต่งให้รองรับต่อ Workflow รูปแบบใหม่ๆ ของธุรกิจได้ คุณหาญศิริจึงตัดสินใจว่าต้องมองหาระบบ ERP ใหม่ที่ตอบโจทย์ได้มาใช้งาน ซึ่งส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์จะเป็นธุรกิจแรกในเครือที่เริ่มใช้ระบบ ERP ใหม่นี้ ก่อนจะนำเทคโนโลยีเดียวกันขยายผลต่อยอดไปใช้งานในธุรกิจในเครือด้วยในอนาคตตามความจำเป็นของแต่ละลักษณะของงาน

ส่วนในอนาคต เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI หรือ Machine Learning เองนั้นก็จะเข้ามามีบทบาทในฐานะของผู้ช่วยที่ดีในการวางแผนการผลิตได้ แต่ทั้งหมดนี้การมีข้อมูลทางธุรกิจที่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็เป็นรากฐานที่สำคัญ การลงทุนระบบ ERP ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อธุรกิจของบริษัท

 

ระบบ ERP มีหลากหลาย เก่งคนละด้าน จะเลือกแต่เทคโนโลยีไม่ได้ ต้องเลือกผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้วย

 

 

คุณหาญศิริได้เล่าถึงการตัดสินใจเลือกใช้ระบบ ERP จากการประเมินผู้ผลิตหลากหลายค่าย จนได้ข้อสรุปที่หลายๆ ธุรกิจสามารถนำไปเป็นแนวทางได้ดังนี้

  1. เลือกระบบ ERP ให้เหมาะสมต่อประเภทของธุรกิจ เพราะแต่ละเทคโนโลยีนั้นมีเบื้องหลังการพัฒนาและฐานลูกค้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นการค้นหาให้เจอว่าผู้ผลิตรายใดเชี่ยวชาญในระบบสำหรับธุรกิจไหนก็จะสามารถช่วยให้มีระบบที่พร้อมกับธุรกิจของเราได้มากขึ้น
  2. นอกจากประเภทของธุรกิจแล้ว ความสามารถในการจัดการงานแต่ละประเภทสำหรับแต่ละแผนกในองค์กรของระบบ ERP แต่ละระบบก็แตกต่างกันออกไป หรือแม้แต่ความสามารถยิบย่อยภายในเองก็แตกต่างกัน ดังนั้นต้องมองให้ออกว่าธุรกิจของเราจะให้ความสำคัญกับส่วนไหนเป็นพิเศษ แล้วเลือกระบบให้เหมาะสมกับความต้องการ
  3. งบประมาณของการลงทุนในแต่ละระบบ เป็นประเด็นที่สามารถตัดตัวเลือกได้เร็วมาก ทั้งนี้องค์กรควรจะมีตัวเลขในใจอยู่บ้างแล้วว่าสามารถลงทุนได้เท่าไหร่ และหวังผลลัพธ์กับความคุ้มค่าที่จะได้คืนมาในรูปแบบไหน
  4. แผนการในอนาคตของแต่ละระบบ ERP ว่าต่อไปจะสามารถต่อยอดทำอะไรต่อไปได้บ้าง เพราะหากเลือกระบบ ERP ที่เล็กอาจมีความเสี่ยงที่สุดท้ายอาจไม่มีการพัฒนาต่อหรือไม่มีทีมงานสนับสนุนอีก ก็ต้องเปลี่ยนระบบและเกิดเป็นค่าใช้จ่ายในอนาคต ทำให้การขยายธุรกิจต้องชะงักไป
  5. มีทีมให้บริการที่ไว้วางใจได้ในประเทศไทย เพราะทุกระบบ ERP ที่จะนำมาใช้งานนั้นต้องมีการปรับแต่งแก้ไขแน่นอน ดังนั้นหากสามารถเลือกทีมบริการที่มีฝีมือ และมีประสบการณ์ในการวางระบบให้กับธุรกิจในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ก็จะช่วยได้มากในการขัดเกลาภาพรวมของระบบสุดท้ายให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  6. การเลือกระบบบน Cloud หรือการติดตั้งใช้งานแบบ On-premises ในองค์กรนั้นมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากทั้งในแง่ของการลงทุนเบื้องต้น, การปรับแต่ง, ค่าใช้จ่ายในระยะยาว และอื่นๆ ดังนั้นการพิจารณาตัวเลือกทั้งสองทางและเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับธุรกิจที่สุดก็ยังเป็นแนวทางที่ดี เพราะ Cloud นั้นไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์เสมอไป แต่หากจะใช้ On-premises ก็ต้องดูความพร้อมของทีมดูแลระบบ Data Center ในบริษัทด้วย

 

S.Kijchai Enterprise เลือกติดตั้งใช้งานระบบ SAP S/4HANA สำหรับ ERP โดยใช้บริการจาก ISS Consulting

 

 

หลังจากที่คุณหาญศิริได้ประเมินระบบ ERP จากผู้ผลิตหลายรายและทีมให้บริการหลายเจ้าแล้ว สุดท้ายคุณหาญศิริก็เลือกที่จะใช้ระบบ SAP S/4HANA โดยมีทีมงานจาก ISS Consulting คอยช่วยเหลือในเรื่องของการ Implement ระบบและดูแลรักษา เนื่องจากทั้งคู่นี้มีประสบการณ์ในการติดตั้งระบบ ERP ให้กับธุรกิจที่ใกล้เคียงกับส.กิจชัย และยังมีทีมงานขนาดใหญ่, น่าเชื่อถือ รวมถึงยังมีการนำเสนอแผนงานและการให้คำปรึกษาที่น่าประทับใจ

ส.กิจชัยจะเริ่มติดตั้งใช้งานระบบ SAP S/4HANA ภายในปีนี้ และมีแผนที่จะ Go Live ภายในปี 2562 ที่จะถึงนี้ โดยระบบทั้งหมดจะเป็นแบบ On-premises ที่ภายในจะประกอบไปด้วยโมดูลต่างๆ ดังนี้

  • SAP Financial Accounting (FI) ระบบบริหารจัดการและควบคุมการเงินขององค์กร สำหรับใช้ในการจัดการธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจ
  • SAP Controlling (CO) ระบบบริหารจัดการการวางแผน, การออกรายงาน และการติดตามกระบวนการต่างๆ ในธุรกิจ ที่รองรับทั้งการตรวจสอบและจัดการงบประมาณค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • SAP Materials Management (MM) ระบบบริหารจัดการวัตถุดิบในการผลิต ทั้งการวางแผนการผลิต, การจัดซื้อวัตถุดิบ, การจัดการใบสั่งซื้อสินค้า และอื่นๆ
  • SAP Sales and Distribution (SD) ระบบสำหรับบริหารจัดการการขายและการกระจายสินค้า ครอบคลุมตั้งแต่การออกใบเสนอราคา, การกำหนดราคาสินค้า, การออกเอกสารต่างๆ ไปจนถึงการบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่ง
  • SAP Production Planning (PP) ระบบสำหรับการบริหารจัดการการผลิตโดยเฉพาะ ที่ผสานรวมทั้งข้อมูลการผลิต, ข้อมูลคลังสินค้า, ข้อมูลคำสั่งซื้อขาย และอื่นๆ เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

โมดูลเหล่านี้ถือเป็นโมดูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อธุรกิจการผลิตทั้งสิ้น โดยข้อมูลที่จัดเก็บในระบบเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการวางแผน, การผลิต และกระบวนการการทำงานต่างๆ ให้เป็นไปได้อย่างมปีระสิทธิภาพ รองรับทั้งการทำงานของแผนกต่างๆ และการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจของเหล่าผู้บริหารไปได้ในเวลาเดียวกัน

ทั้งนี้ในระหว่างที่มีการดำเนินแผนงานด้านระบบ SAP ทางส.กิจชัยเองก็จะดำเนินการศึกษาเทคโนโลยีฝั่ง Robotics ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ในอนาคตจะได้สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในการปรับปรุงและขยายการผลิตให้เติบโตยิ่งขึ้นได้ต่อไป

 

เกี่ยวกับ ISS Consulting (Thailand) Ltd.

 

 

บริษัท ไอเอสเอสคอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบ พัฒนา และติดตั้งระบบ IT รวมถึงระบบ E-Commerce แบบครบวงจรให้แก่องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และเป็นผู้นำ ด้านการบริการดูแลระบบ SAP (Application Management Services) ในประเทศไทย ที่มีความชำนาญอย่างสูงและมีประสบการณ์มามากกว่า 19 ปี
ปัจจุบัน บริษัท ไอเอสเอสคอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการแต่งตั้งจาก SAP ให้เป็นพาร์ทเนอร์ระดับ Platinum ที่มุ่งเน้นนำเสนอโซลูชั่นที่เป็นประโยชน์กับองค์กรธุรกิจหลากหลาย

ล่าสุดในปี 2018 นี้ ทางบริษัทก็ได้รับรางวัลลูกค้าใหม่สูงสุดในกลุ่มธุรกิจ General Business (GB) จากงาน SAP Partner Kick Off 2018 จากการมีฐานลูกค้าใหม่ที่ใช้งาน SAP A1 และ SAP B1 เพิ่มมากที่สุดในปี 2017 และรางวัล SAP -qualified partner -packaged solution for SAP S/4HANA สำหรับ Smart One S/4HANA Implementation for Manufacturing, Smart One S4/HANA Implementation for Trading และ Smart One S/4 HANA Conversion ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับพาร์ทเนอร์ที่สามารถส่งมอบโซลูชัน SAP S/4HANA ให้กับลูกค้าองค์กรต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วด้วย

นอกจากนี้ สำหรับเหล่าธุรกิจองค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ต้องการผู้ให้บริการระบบ SAP ที่ครอบคลุมในหลากหลายประเทศทั่วโลก ISS Consulting (Thailand) Limited หนึ่งในสมาชิกของ United VARs ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้ให้บริการระบบ SAP ชั้นนำในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็สามารถร่วมมือกันให้บริการ SAP ให้ครอบคลุมตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกได้ โดยสมาชิกของ United VARs ในแต่ละประเทศนั้นก็จะทำการดูแลการใช้งาน SAP สำหรับสาขาขององค์กรในประเทศนั้นๆ พร้อมนำองค์ความรู้ด้านกระบวนการทางธุรกิจ, เทคโนโลยี และกฎหมายมาประยุกต์ใช้ในระบบเพื่อให้การใช้งานเทคโนโลยีของ SAP ในประเทศต่างๆ เป็นไปได้ด้วยประสบการณ์ที่ดีที่สุด

หากผู้อ่านนักการตลาดที่อยากจะปรึกษาเรื่อง SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรมากขึ้น ISS Consulting พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ ISS Consulting (Thailand) ได้ที่ http://www.issconsulting.co.th/ หรือโทร 02 237 0553




About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Webinar Replay: รู้จักกับ Rubrik ระบบ Data Protection สำหรับ Hyperconverged & Cloud Era โดย Rubrik

สำหรับผู้ที่พลาดไม่ได้เข้าชม TechTalk Webinar: รู้จักกับ Rubrik ระบบ Data Protection สำหรับ Hyperconverged & Cloud Era โดย Rubrik …

AWS เตรียมลงทุน 32,000 ล้านบาทในอินโดนีเซีย ขยายฐานรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

The Straits Times ได้ออกมารายงานถึงแผนการลงทุนในอินโดนีเซียของ AWS ที่จะมีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 32,000 ล้านบาท เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการเติบโตของตลาดอินโดนีเซียที่ถือว่ามีความรวดเร็วโดดเด่นในภูมิภาคเดียวกัน และยังเป็นการเร่งรุกให้ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตไปด้วย