ภาคอุตสาหกรรมการผลิตถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง โดยมีสัดส่วนสูงถึง 25% ของ GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าหลายประเทศทั่วโลกถึง 2-3 เท่า และมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจในภาคส่วนนี้กว่า 75,000 แห่ง แต่ภายใต้ภาพรวมที่ดูแข็งแกร่งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ทั้งความผันผวนของซัพพลายเชน ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการขาดแคลนแรงงานทักษะ
ดังนั้นการนำหุ่นยนต์ เข้ามาแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานแม้จะเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล แต่ก็เป็นแนวทางที่ใช้เงินลงทุนสูงและใช้เวลาดำเนินการนาน ดังนั้น การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสร้างประสิทธิภาพและผลิตภาพจากบุคลากรตลอดจนระบบที่มีอยู่เดิม จึงเป็นทางออกที่ Scalable และตอบโจทย์ได้ดีที่สุดในเวลานี้ ซึ่ง QAD | Redzone ผู้นำด้านแพลตฟอร์มการผลิตและซัพพลายเชนระดับโลก สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
ยิ่ง Sanjay Brahmawar ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ QAD | Redzone ออกมาย้ำว่า “Speed is no longer a strategy. It is survival.” ก็ยิ่งจำเป็นที่องค์กรต้องปรับเทคโนโลยีจาก System of Record ไปสู่ System of Action แต่จะเปลี่ยนอย่างไร และ QAD จะสามารถยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตได้แค่ไหน สามารถอ่านรายละเอียดต่าง ๆ ได้ในบรรทัดหลังจากนี้

หมดยุค System of Record สู่ยุคของ System of Action
QAD | Redzone ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI ได้ดำเนินธุรกิจและลงทุนในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ปัจจุบันมีฐานลูกค้ากว่า 100 ไซต์งาน และมีผู้ใช้งานเกือบ 6,000 รายครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยีขั้นสูง และอาหารและเครื่องดื่ม
นอกจากนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการให้บริการในประเทศไทย QAD | Redzone ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Caftius ในปี 2024 ซึ่งช่วยยกระดับการสนับสนุนลูกค้าในไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ในปีที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จในการในการขึ้นระบบได้อย่างสมบูรณ์แบบในหลายองค์กร อีกทั้งทาง QAD ยังพร้อมสนับสนุน สภาอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการการผลิตในประเทศไทย
Sanjay Brahmawar ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ QAD | Redzone ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมการผลิตกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคของ Systems of Record ที่ระบบทำหน้าที่เพียงแค่บันทึกและจัดเก็บข้อมูล ไปสู่ยุคของ Systems of Action หรือระบบที่สามารถรับรู้ ตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติได้แบบเรียลไทม์ และเพื่อยกระดับผู้ประกอบการผลิตไทยทุกระดับ QAD | Redzone ได้นำเสนอ 3 เทคโนโลยีที่ออกแบบมาโดยเฉพาะดังนี้

1. QAD Adaptive ERP โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่มาพร้อมระบบ ERP หลักที่ถูกออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตโดยเฉพาะ โดยเป็นระบบที่รองรับการทำงานบนคลาวด์มาพร้อมแพลตฟอร์ม Low-code/No-code ปรับแต่งระบบให้เข้ากับกระบวนการแต่ละองค์กรได้อย่างยืดหยุ่น พร้อมทลายการเก็บข้อมูลที่แยกส่วนด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ
2. Champion AI พลิกโฉมจากแชตบอตทั่วไป สู่ “Agentic AI” ผู้ช่วยอัจฉริยะที่พร้อมลงมือทำ Champion AI โดย QAD ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นแชตบอตโต้ตอบทั่วไป แต่คือ Agentic AI ระดับสูงที่ทำหน้าที่เป็น System of Action ขยายขีดความสามารถของบุคลากรให้ทำงานได้ทรงประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 3-4 เท่า จุดเด่นสำคัญคือสามารถผสานการทำงานร่วมกับระบบ ERP เดิมขององค์กรได้ทันที โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก:
- Persona-based Agents: AI ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สายอาชีพเฉพาะทาง ตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์ AI สามารถเข้ามาช่วยผู้ดูแลการจัดซื้อในการดึงข้อมูลความเปลี่ยนแปลงจากอีเมลมาผสานเข้ากับระบบ ERP เพื่อบริหารจัดการเวลาการสั่งซื้อได้อย่างแม่นยำ ซึ่งช่วยลดเวลาการทำงานลงได้ถึง 40%
- Optimization Agents: AI ผู้วิเคราะห์กระบวนการซัพพลายเชนแบบ End-to-End เพื่อรักษาสมดุลของสินค้าคงคลัง ช่วยลดต้นทุนการถือครองสินค้า (Inventory Holding Cost) ได้สูงถึง 15-30% นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ยังมี Line Lead Agent ที่ช่วยคาดการณ์ช่วงเวลาที่เครื่องจักรจะหยุดทำงาน (Downtime) ทำให้การวางแผนการผลิตมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
3. Redzone Connected Workforce: ปลดล็อกศักยภาพ และเชื่อมโยงแรงงานหน้างาน เทคโนโลยีที่มุ่งยกระดับการมีส่วนร่วมและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพนักงานระดับปฏิบัติการ (Frontline Workers) ผ่านการแสดงข้อมูลการผลิตแบบเรียลไทม์บนหน้าจอ Tablet ช่วยให้พนักงานหน้างานมองเห็นปัญหาในสายการผลิตของตนเองและแก้ไขได้ทันท่วงที ด้วยการออกแบบอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย แม้แต่พนักงานสูงอายุ (ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนสูงถึง 35% ในภาคการผลิต) ก็สามารถปรับตัวและเรียนรู้ระบบได้อย่างรวดเร็ว จากสถิติการใช้งานจริงในโรงงานกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก และผู้ใช้งานกว่า 650,000 คน พิสูจน์แล้วว่า Redzone สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้: เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เฉลี่ยสูงถึง 26% เพิ่มความผูกพันและความร่วมมือต่อองค์กร (Engagement) สูงถึง 80% ลดอัตราการลาออกของบุคลากร (Staff Turnover) ลงได้ถึง 35%

ทลายกำแพงระยะเวลา ด้วยผลลัพธ์ใน 90 วัน
ปัญหาที่องค์กรธุรกิจไทยต้องพบเจอในการติดตั้งระบบไอทีคือ ระยะเวลาการทำงานที่ยืดเยื้อและต้นทุนที่บานปลาย ทว่าในโลกของอุตสาหกรรมที่กำไรมีส่วนต่างค่อนข้างบาง การให้ความสำคัญกับ Total Cost of Ownership หรือ TCO และ Speed to Value จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ QAD | Redzone จึงแก้ปัญหาดังกล่าวด้วย Champion Pace
Champion Pace คือการนำ Implementation Agents หรือ AI ที่มาทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องการทำ Data Migration และ Configuration ทดแทนการใช้ที่ปรึกษาจำนวนมาก รวมไปถึงการใช้ AI เป็นแชตบอตช่วยสอนพนักงานใช้งานระบบใหม่โดยไม่ต้องจัดคอร์สอบรมที่กินเวลานาน ช่วยร่นระยะเวลาการนำระบบขึ้นใช้งานจริงสำหรับโรงงานขนาดกลาง ให้เสร็จสมบูรณ์พร้อมสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้ภายในเวลาเพียง 90 วัน

เตรียมข้อมูลหลังบ้านให้พร้อม ก่อนเผชิญวิกฤต AI
ความตื่นตัวเรื่อง AI ในภาคธุรกิจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในมุมมองของ คุณคณพล วงศ์พิชญวิศาล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้สะท้อนความจริงที่น่ากังวลว่า การตื่นตัวเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ มักทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME มองข้ามความสำคัญของการเตรียมความพร้อมเรื่องข้อมูลพื้นฐาน
AI จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีข้อมูลที่ถูกต้องเป็นรากฐาน หากองค์กรไม่มีระบบ ERP หรือระบบบัญชีที่ดีพอ ข้อมูลเกิดความขัดแย้งกันระหว่างฝ่าย เช่น ตัวเลขสต็อกสินค้าของฝ่ายบัญชีและฝ่ายคลังสินค้าไม่ตรงกัน การนำ AI เข้ามาวิเคราะห์และตัดสินใจแบบอัตโนมัติ จะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Automated Chaos หรือความยุ่งเหยิงที่มาจากข้อมูลไม่พร้อม ซึ่งจะขยายความเสียหายทางธุรกิจให้รุนแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
นอกจากนี้ การเตรียมระบบข้อมูลหลังบ้านให้เป็น Single Source of Truth ถือเป็นก้าวแรกที่ข้ามไม่ได้ องค์กรขนาดใหญ่ในอนาคตจะเริ่มใช้กระบวนการให้คะแนนเพื่อคัดเลือกซัพพลายเออร์ หาก SME หรือผู้ประกอบการรายใดไม่นำ AI มาปรับปรุงกระบวนการทำงานและตกขบวนเทคโนโลยีนี้ ก็อาจสูญเสียโอกาสในการเป็นคู่ค้ากับบริษัทขนาดใหญ่ไปโดยปริยาย

ต้นทุนของการ “ไม่ทำอะไรเลย” แพงกว่าที่คุณคิด
แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีพร้อมให้ใช้งาน แต่ยังมีองค์กรจำนวนมากที่ลังเลและตัดสินใจขอสังเกตการณ์เอาไว้ก่อน ซึ่งจุดนี้เองที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย หรือ Risk of Inaction สร้างความเสียหายมากกว่าการลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ยิ่งการพึ่งพาระบบรุ่นเก่าที่เก็บแต่ข้อมูลสร้างความล่าช้า ขาดความสามารถในการวิเคราะห์เชิงลึก ย่อมทำให้องค์กรพลาดโอกาสทางธุรกิจ
ในขณะที่คู่แข่งที่เคลื่อนตัวเร็วกว่าชิงส่วนแบ่งการตลาดไป นอกจากนี้ยังส่งผลให้พนักงานคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเลือกที่จะย้ายไปอยู่กับองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยกว่า ดังนั้นการผสานมุมมองจาก ส.อ.ท. เข้ากับศักยภาพของแพลตฟอร์ม QAD | Redzone ทั้ง Adaptive ERP, Champion AI และ Redzone จะเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการชาวไทยทั้งระดับ SME และระดับองค์กรขนาดใหญ่สามารถข้ามผ่านขีดจำกัดเดิม ๆ ได้
เพราะในโลกการผลิตยุคใหม่ ความเร็วไม่ใช่เพียงแค่กลยุทธ์ แต่เป็นเงื่อนไขเดียวของการอยู่รอด
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






