Cloudflare ออกรายงาน DDoS Threat Report ฉบับครึ่งปีแรกของปี 2026 ระบุว่าได้บรรเทาการโจมตี DDoS ระดับ Network Layer ที่มีขนาดเกิน 1 Tbps รวม 935 ครั้ง โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่เพิ่มขึ้นถึง 519% จากไตรมาสแรก พร้อมชี้ว่าน้ำหนักของการโจมตีย้ายจาก Botnet Flood ไปสู่เทคนิค Reflection และ Amplification เป็นหลัก

รายงานฉบับนี้จัดทำโดยทีมข่าวกรองภัยคุกคาม Cloudforce One เป็นฉบับที่ 25 และเป็นฉบับแรกที่รวมข้อมูลไตรมาส 1 และไตรมาส 2 เข้าด้วยกัน ครอบคลุมช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2026 โดยอ้างอิงข้อมูลจากเครือข่ายของ Cloudflare ตัวเลขรวมของครึ่งปีแรกอยู่ที่การโจมตีระดับ Network Layer 23.2 ล้านครั้ง เฉลี่ยราว 5,343 ครั้งต่อชั่วโมง หรือประมาณ 128,000 ครั้งต่อวัน และ HTTP DDoS Request ที่ถูกบรรเทาไปอีก 29.64 ล้านล้านครั้ง เดือนเมษายน 2026 เป็นเดือนที่หนักที่สุดทั้งในแง่จำนวนและปริมาณ ด้วย Request 6.46 ล้านล้านครั้งและปริมาณข้อมูล 165 PB ก่อนที่ตัวเลขจะลดลงในช่วงถัดมา ซึ่งอาจเป็นผลจาก Operation PowerOFF ปฏิบัติการร่วมของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย 21 ประเทศที่มุ่งเป้าไปยังผู้ใช้งานบริการ DDoS-for-hire กว่า 75,000 ราย ปิดโดเมนไป 53 โดเมน ออกหมายค้น 25 ฉบับ และจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย
Cloudflare นิยาม Hyper-volumetric Attack ว่าเป็นการโจมตีที่เกิน 1 Tbps, 1 Bpps (พันล้านแพ็กเก็ตต่อวินาที) หรือ 1 Mrps (ล้าน Request ต่อวินาที) ซึ่งเฉพาะไตรมาส 2 ไตรมาสเดียวมีการโจมตีระดับ Network Layer ที่เกิน 1 Tbps ถึง 805 ครั้ง มากกว่าไตรมาส 1 เกิน 6 เท่า ในทางกลับกัน การโจมตีส่วนใหญ่กลับสั้นและเล็ก โดย 96.62% อยู่ต่ำกว่า 500 Mbps และ 90.60% จบลงภายในไม่ถึง 10 นาที ทั้งนี้คำว่าเล็กเป็นเพียงการเปรียบเทียบ เพราะการโจมตีขนาด 100 Mbps ก็เพียงพอจะทำให้เซิร์ฟเวอร์หรือเว็บไซต์ล่ม ระดับ 100 Gbps ทำให้ Data Center ที่ไม่มีระบบป้องกันหยุดให้บริการ และระดับเกิน 1 Tbps สร้างแรงกดดันแม้กับโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ อีกมิติหนึ่งที่รายงานให้น้ำหนักคือระยะเวลา เพราะการโจมตีที่เคยทำสถิติไว้กินเวลาราว 35 วินาที กว่าการแจ้งเตือนจะถึงมือทีมวิเคราะห์ การโจมตีก็จบไปแล้ว การรับมือด้วยมือหรือโซลูชันแบบ On-demand จึงตามไม่ทัน ขณะที่ผลกระทบต่อเนื่องกลับยาวนานกว่าตัวการโจมตีเอง ทั้งความไม่เสถียรของ Routing, TCP Retransmission, Application Timeout และการเสื่อมประสิทธิภาพของระบบปลายทางที่ลากยาวได้เป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน ด้วยเงื่อนไขด้านเวลาระดับนี้ รายงานจึงให้น้ำหนักกับระบบตรวจจับและบรรเทาแบบอัตโนมัติที่ทำงานตลอดเวลา
ในด้านเทคนิคการโจมตี กลุ่มที่อาศัย DNS ทั้ง DNS Flood และ DNS Amplification รวมกันคิดเป็น 34.3% ของการโจมตีระดับ Network Layer ทั้งหมดในครึ่งปีแรก โดย DNS Flood เพียงอย่างเดียวไต่จาก 25.7% ขึ้นเป็น 40.0% จากไตรมาสก่อนหน้า ด้วยการใช้ Botnet ยิง Request เข้าไปที่ Authoritative DNS Server ของเหยื่อโดยตรงจนหมดความสามารถในการตอบ Query ทำให้การ Resolve ชื่อโดเมนล้มเหลวและบริการที่พึ่งพาอยู่ดับตามไปทั้งหมด ต่างจาก DNS Amplification ที่ส่ง Query ขนาดเล็กแบบปลอม Source IP ไปยัง Open DNS Resolver แล้วให้ Resolver ตอบ Record ขนาดใหญ่กว่ามากกลับไปยัง IP ของเหยื่อ ซึ่งมักถูกกระตุ้นด้วย ANY Query ส่วนรูปแบบที่เติบโตแรงที่สุดคือ CLDAP Flood ที่เพิ่มขึ้น 580% จากไตรมาสก่อนหน้าจนขึ้นเป็นอันดับ 3 ในไตรมาส 2 โดย CLDAP หรือ Connectionless Lightweight Directory Access Protocol เป็นรูปแบบหนึ่งของ LDAP ที่ใช้ค้นหาและแก้ไขข้อมูล Directory Service ผ่านเครือข่าย IP แต่ทำงานแบบ Connectionless บน UDP แทน TCP จึงไม่มี Handshake และเปิดช่องให้ผู้โจมตีปลอม Source IP เพื่อใช้เป็นช่องทางโจมตีแบบ Reflection ได้ การโจมตีจะส่ง Query ขนาดเล็กที่ปลอม IP ต้นทางไปยัง Active Directory Domain Controller ที่เปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ตบน UDP พอร์ต 389 จากนั้นเซิร์ฟเวอร์จะตอบกลับไปยัง IP ปลอมด้วยข้อมูลที่ใหญ่กว่า Query หลายสิบถึงหลายร้อยเท่าจนท่วมระบบของเหยื่อ
ด้านเป้าหมาย อุตสาหกรรม Media, Production และ Publishing ถูกโจมตีมากที่สุดทั้งสองไตรมาส คิดเป็น 14.2% ของ HTTP DDoS Request ที่ถูกบรรเทาทั้งหมด หรือเกือบ 4 เท่าของอันดับ 2 ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในอิหร่านและยูเครน รวมถึงการรายงานข่าว World Cup ขณะที่ภาครัฐขยับจากอันดับ 29 ในไตรมาส 1 ขึ้นมาอยู่อันดับ 9 ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนอันดับครั้งใหญ่ที่สุดของปี 2026 โดยภายใน 72 ชั่วโมงหลังปฏิบัติการ Epic Fury เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 มีการอ้างความรับผิดชอบการโจมตี DDoS จากกลุ่ม Hacktivist ถึง 149 ครั้ง กระทบ 110 องค์กรใน 16 ประเทศ และ 47.8% ขององค์กรที่ตกเป็นเป้าทั่วโลกอยู่ในภาครัฐ ส่วนประเทศที่ถูกโจมตีมากที่สุดในไตรมาส 2 คือจีนที่ 22.4% ของ HTTP DDoS Request ทั่วโลก ตามด้วยสหรัฐฯ ที่ 18.8% และตุรกีที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจนขึ้นมาอยู่อันดับ 3 สอดคล้องกับช่วงเตรียมการประชุม NATO Summit ที่กรุงอังการา ขณะที่ต้นทางของการโจมตีอันดับ 1 คือบราซิลที่ 14.9% แซงหน้าสหรัฐฯ ที่ 13.4% และอินโดนีเซียยืนอันดับ 3 ทั้งสองไตรมาส ทั้งนี้ Cloudflare ระบุว่าให้บริการ DDoS Protection แบบไม่จำกัดปริมาณโดยไม่มีค่าใช้จ่ายกับทุกบริการบนเครือข่ายในกว่า 330 เมืองทั่วโลก ด้วยความจุรวม 500 Tbps และตรวจจับและบรรเทาการโจมตีแบบอัตโนมัติ พร้อมเปิดให้ผู้ให้บริการ Hosting, Cloud Platform และ ISP ใช้ DDoS Botnet Threat Feed for Service Providers เพื่อระบุและปิดกั้น IP หรือบัญชีที่ถูกใช้ในทางที่ผิด ซึ่งมีเครือข่ายลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 800 แห่งทั่วโลก
ที่มา: https://blog.cloudflare.com/ddos-threat-report-2026-h1/
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย








