Dominic Orr ประธานแห่ง HPE Aruba: Wi-Fi เข้าสู่ยุคที่ 3 กลายเป็นการเชื่อมต่อหลักขององค์กรทั่วโลก #Aruba #ATM16APAC

ทางทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษกับ Dominic Orr ผู้ดำรงตำแหน่ง President แห่ง HPE Aruba ภายในงาน Aruba Atmosphere 2016 APAC ( #ATM16APAC ) ที่จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาในประเด็นของแนวโน้มระบบเครือข่ายและ Wi-Fi สำหรับองค์กรในอนาคต จึงขออนุญาตเรียบเรียงสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

Dominic Orr, President แห่ง HPE Aruba
Dominic Orr, President แห่ง HPE Aruba ณ งาน Aruba APAC Atmosphere 2016

 

อุปกรณ์ใหม่เกิดขึ้นมากมาย และอนาคตก็จะมากมายยิ่งกว่านี้ Software Defined Network จึงกลายเป็นคำตอบของระบบเครือข่าย

Dominic Orr ได้เล่าว่าแต่เดิมนั้นภายในระบบเครือข่ายไร้สายนั้นมักจะมีอุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อเพียงแค่ไม่กี่ชนิด และส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ทำให้การออกแบบการเชื่อมต่อและการควบคุมต่างๆ นั้นเป็นไปได้อย่างง่ายดาย แต่การมาของ Apple iOS และ Google Android นั้นก็ได้ทำให้แนวคิดนี้เปลี่ยนไป เพราะนอกจากความแตกต่างของระบบปฏิบัติการที่ทำให้เกิดความหลากหลายมายิ่งขึ้นแล้ว รูปแบบการใช้งาน Application ต่างๆ ผ่าน Wi-Fi เองก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ทำให้ระบบ Wi-Fi นั้นต้องสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มมาเหล่านี้ได้ ทั้งในแง่ของจำนวนการเชื่อมต่อ, ปริมาณ Bandwidth ที่ใช้ต่อการเชื่อมต่อ, QoS ที่จำเป็นสำหรับแต่ละ Application และอื่นๆ อีกมากมาย

ในอนาคตถัดจากนี้ไป การมาของอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่มีพฤติกรรมแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากอุปกรณ์ก่อนหน้าทั้ง Notebook และ Mobile นั้นก็จะยิ่งทำให้ Wi-Fi ต้องรองรับรูปแบบของการรับส่งข้อมูลที่หลากหลายยิ่งขึ้นไปอีก ในขณะที่ประเภทและชนิดของอุปกรณ์นั้นก็จะเพิ่มขึ้นอย่างที่ยุคก่อนหน้านั้นเทียบไม่ติดเลย แต่ประเด็นเหล่านี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมารองรับความหลากหลายในลักษณะนี้เกิดขึ้นมา แน่นอนว่าเราจะยังเห็นวิวัฒนาการของระบบเครือข่ายไปอีกอย่างต่อเนื่อง

จากความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว จะเห็นได้ว่าต่อไปเราจะต้องเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ อีกมากมาย และระบบเครือข่ายเองนั้นก็ต้องปรับเปลี่ยนตามความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเหล่านี้ให้ทัน Software Defined Networking (SDN) จึงถือเป็นเทคโนโลยีหลักที่องค์กรควรพิจารณากันแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ระบบเครือข่ายนั้นมีความยืดหยุ่นสูงสุดและสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเสริมเทคโนโลยีต่างๆ เข้าไปได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าการลงทุนในระยะยาว ที่ผ่านมาเรามักได้ยินการใช้งาน SDN กันในระดับของ Data Center เป็นหลัก แต่ถัดจากนี้ไป SDN ในส่วนของ Campus Network เองนั้นก็จะเข้ามามีบทบาทสำคัญไม่แพ้กันแล้ว

 

การพัฒนาของเทคโนโลยี Wi-Fi: จาก 1st Wave สู่ 3rd Wave ในปัจจุบัน

Dominic Orr ได้เล่าถึงความเป็นมาของเทคโนโลยี Wi-Fi ที่ Aruba Networks ได้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้อย่างรวดเร็วในฐานะของผู้พัฒนาระบบเครือข่ายไร้สายสำหรับองค์กร โดยที่ผ่านมาเทคโนโลยี Wi-Fi สำหรับองค์กรนั้นได้แบ่งออกเป็น 3 รุ่นใหญ่ๆ ด้วยกัน ดังนี้

  • 1st Wave หลังจากที่ Intel ได้ประกาศเปิดตัว Centrino มา 90 วันนับถัดจากนั้น Aruba Networks ก็ถือกำเนิดขึ้นมา แต่ในเวลานั้นการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi นั้นก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนักเพราะคนยังนิยมใช้ Desktop กันอยู่ และ Notebook เองก็มีราคาค่อนข้างสูง ทำให้การติดตั้ง Wi-Fi นั้นมีเฉพาะจุดเท่านั้นในองค์กร เช่น ห้องประชุม เป็นต้น
  • 2nd Wave เมื่อ Apple iOS และ Google Android เริ่มกลายเป็นที่แพร่หลาย ความต้องการในการเชื่อมต่อได้จากทุกที่ทุกเวลาภายในองค์กรจึงเกิดขึ้นมา ความสำคัญของการออกแบบ Coverage Area ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดขององค์กรแม้แต่ตามบันไดหรือทางเดินเพื่อรองรับการทำ Roaming ได้จึงมีความสำคัญ ในขณะที่การเชื่อมต่อได้อย่างเสถียรเพื่อใช้ในการทำงานได้อย่างมั่นใจนั้นก็กลายเป็นสิ่งจำเป็น
  • 3rd Wave เป็นยุคสมัยปัจจุบันและอนาคตถัดจากนี้ไปอีกระยะใหญ่ที่ความต้องการในการเชื่อมต่อ Wi-Fi นั้นจะมุ่งเน้นไปที่ “ความหนาแน่น” ในการเชื่อมต่อ เพราะแต่ละคนนั้นจะเริ่มมีการใช้งานอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้คนละมากกว่า 1 อุปกรณ์ และการมาของ Internet of Things (IoT) เองก็จะยิ่งทำให้ปริมาณการใช้งาน Wi-Fi ในแต่ละพื้นที่มีความหนาแน่นสูงขึ้นไปอีก การออกแบบ Wi-Fi นับถัดจากนี้ไปจึงจะเน้นการออกแบบ Cell Site ขนาดเล็กที่รองรับการใช้เชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากต่อจุด และติดตั้ง Access Point ที่ให้บริการ Cell Site เหล่านี้เป็นจำนวนมากยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง

 

หลักการ 5S ของ HPE Aruba พัฒนาเทคโนโลยีที่มีคุณภาพ

Dominic Orr ได้เผยหลักการที่ HPE Aruba ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายในองค์กรว่าประกอบด้วย 5S ดังต่อไปนี้

  • Stability ความทนทานของการให้บริการเครือข่าย
  • Security ความปลอดภัยของการเข้าใช้งานระบบเครือข่าย
  • Scalability รองรับการเพิ่มขยายระบบเครือข่ายได้
  • Smart เปลี่ยนระบบเครือข่ายให้กลายเป็นแบบ Interactive
  • Simple ความง่ายในการเข้าใช้งานระบบเครือข่าย

จะสังเกตได้ว่าทุกๆ ผลิตภัณฑ์หรือโซลูชันของ HPE Aruba จะมี 5S นี้อย่างครบถ้วนมาตั้งแต่อดีตตอนเป็น Aruba Networks แล้ว และ HPE Aruba ก็จะยังคงดำเนินตามแนวทางนี้ต่อไปในอนาคตด้วยเช่นกัน

 

Network Quality ไม่เพียงพออีกต่อไป Network User Experience คือสิ่งที่สำคัญที่แท้จริง

ที่ผ่านมานั้นการดูแลรักษาระบบเครือข่ายมักจะใช้วิธีการทางวิศวกรรมและคณิตศาสตร์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบตัวเลขเชิงสถิติ, การตรวจสอบข้อมูลปัญหาจาก Log, การวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ จากการทำ Correlation ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ในมุมมองของผู้ใช้งาน ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาในเชิงอารมณ์และความรู้สึกมากกว่า ทำให้การใช้งานระบบเครือข่ายนั้นผู้ใช้งานมักจะบอกต่อผู้ดูแลระบบว่า “ระบบเครือข่ายใช้ไม่ได้” หรือ “ระบบเครือข่ายช้า” หรือ “ระบบเครือข่ายมันแย่มาก” ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพของระบบเครือข่าย แต่อาจเกิดจากปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานของผู้ใช้งานแต่ละรายแตกต่างกันไป และทำให้ผู้ดูแลระบบต้องเสียเวลาในการวิเคราะห์ปัญหาแต่ละครั้งจากข้อมูลที่เป็นตัวเลขต่างๆ

Dominic Orr ได้เล่าถึงความพยายามในการแก้ไขช่องว่างระหว่างผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบเครือข่ายนี้ของ HPE Aruba ด้วยการเปิดตัวโซลูชัน Aruba Clarity ที่จะทำการรวบรวมข้อมูลของทุกๆ การเชื่อมต่อเครือข่ายภายในองค์กรทั้งในเชิงของปัญหาและประสิทธิภาพทั้งหมดเอาไว้โดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถทราบถึงต้นตอของปัญหาทางด้านระบบเครือข่ายที่ผู้ใช้งานแต่ละคนกำลังประสบได้เป็นอย่างดีในเชิงตัวเลข และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที โดยที่ไม่ต้องสื่อสารในประเด็นยากๆ กับผู้ใช้งานหรือถามคำถามเชิงเทคนิคที่ผู้ใช้งานมักจะตอบไม่ได้อีกต่อไป ทำให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์ที่ดีในการเข้าใช้งานเครือข่ายมากขึ้นถึงแม้จะเจอกับปัญหาใดๆ ก็ตาม ซึ่งแนวทางลักษณะนี้ทาง Dominic Orr เรียกว่า User Experience Management และกล่าวด้วยว่าแนวทางนี้จะเป็นแนวทางใหม่ในการนิยามว่าระบบเครือข่ายไหนดีหรือไม่ดี ต่างจากเมื่อก่อนที่ชี้วัดจาก Downtime ของเครือข่ายเท่านั้น

 

Digital Workplace: การออกแบบระบบเครือข่ายสำหรับการทำงานนั้น ต้องคิดคำนึงถึงทั้งการใช้งานภายในและภายนอก

การออกแบบระบบเครือข่ายสำหรับการทำงานนั้นไม่ได้มีเพียงแค่การคิดถึงเชิง Networking และ Security อย่างแต่ก่อนเท่านั้น แต่การคิดถึงในเชิง Business เองก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ซึ่ง Dominic Orr ก็ได้แนะนำให้แยกการออกแบบระบบเครือข่ายออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันดังนี้

  • Internal Network คือระบบเครือข่ายสำหรับใช้งานภายในองค์กร ซึ่งแต่ละองค์กรนั้นต่างก็มีรูปแบบการทำงาน, วัฒนธรรมองค์กร, กลุ่มผู้ใช้งาน และวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป ดังนั้นองค์กรเองก็ต้องออกแบบระบบเครือข่ายให้เหมาะสมกับความต้องการในทางธุรกิจและผู้ใช้งานให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่นลูกค้ารายใหญ่ของ HPE Aruba นั้นมักเป็นบริษัท High-Tech Company จึงมีความต้องการที่จะดึงดูดเหล่าพนักงานรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นเด็กเก่งๆ ให้ได้มากที่สุด ระบบเครือข่ายที่เข้าใช้งานได้ง่าย แต่ยังคงปลอดภัยและเสถียรนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น หรือบางองค์กรที่เริ่มมีความต้องการในการเพิ่มจำนวนพนักงานหรือลดพื้นที่ทำงานลงนั้น การนำระบบ Wi-Fi เข้าไปช่วยตอบโจทย์เหล่านี้เพื่อประหยัดค่าเช่าพื้นที่ออฟฟิศให้คุ้มค่าที่สุดนั้นก็เป็นประเด็นสำคัญในอีกรูปแบบหนึ่งไป
  • External Network คือระบบเครือข่ายสำหรับให้ลูกค้าขององค์กรใช้งาน เพื่อให้เกิดยอดขายของผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น หรือสามารถเก็บข้อมูลเข้าไปยังระบบ Customer Relationship Management (CRM) เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นก็ตาม ซึ่งก็มีกรณีศึกษาถึงห้างใหญ่ในประเทศจีนที่นำระบบ Wi-Fi ไปใช้ติดตามเส้นทางการเดินของลูกค้าภายในห้างว่าเดินผ่านร้านไหนมากน้อยเพียงใด และนำตัวเลขสถิติเหล่านี้ไปใช้ประกอบการกำหนดค่าเช่าในแต่ละพื้นที่ เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ได้ เป็นต้น

 

การเข้าซื้อกิจการของ Aruba Network โดย HPE: การคงความเป็นบริษัทเล็กเอาไว้คือโจทย์ที่ยากที่สุด

Dominic Orr ในฐานะของผู้กุมบังเหียนของ Aruba Networks มาโดยตลอดนั้น หลังจากที่ HPE ได้เข้าซื้อกิจการจนกลายเป็น HPE Aruba และทำการถ่ายโอนผลิตภัณฑ์และทีมงานทางด้าน Campus Networking มายัง HPE Aruba ปัญหาต่างๆ ก็เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการหลอมรวมวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกันเป็นอย่างมากให้เข้ากันให้ได้

Aruba Networks นั้นมีวัฒนธรรมในรูปแบบเดียวกับธุรกิจ Startup ที่เน้นความรวดเร็วในการทำงานและการสร้างสรรค์นวัตกรรมมาโดยตลอด ในขณะที่ HPE Networking นั้นแตกออกมาจากทีมงานของ HP ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่และยังคงมีหลายขั้นตอนในการทำงานที่ซับซ้อน Dominic Orr นั้นเลือกที่จะคงวัฒนธรรมของ Aruba Networks เอาไว้เป็นหลัก แต่ก็ต้องรองรับต่อธุรกิจและทีมงานที่จะขยับขยายขึ้นไปด้วยจากการมาของทีมงาน HPE ด้วยเช่นกัน ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมาเวลาเกือบทั้งหมดของ HPE Aruba นั้นถูกใช้ไปกับการปรับวัฒนธรรมองค์กรนี้ จนทำให้ปัจจุบัน HPE Aruba กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่มีหัวใจการทำงานแบบบริษัทขนาดเล็กอยู่นั่นเอง

การเข้าซื้อกิจการกันครั้งนี้ทำให้ HPE Aruba มีความแข็งแกร่งสูงขึ้นอีกเป็นอย่างมาก เพราะการได้ Sales Channel ทั่วโลกของ HPE Networking และฐานลูกค้าระบบเครือข่ายเดิมของ HPE Networking เข้ามาก็ทำให้ HPE Aruba สามารถขยับขยายธุรกิจให้ใหญ่โตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

Dominic Orr นั้นได้กล่าวว่าเขาคิดว่าการผสานรวม 2 บริษัทเข้าด้วยกันในครั้งนี้นั้นถือว่าทำได้ดีกว่าที่คาดเอาไว้มากทีเดียว

 

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทีมงาน HPE Aruba ประเทศไทยที่ให้โอกาสได้ไปร่วมงานในครั้งนี้ด้วยครับ



About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

กระจาย Enterprise แอปพลิเคชันอย่างรวดเร็วปลอดภัยด้วย Google Play

Google ได้พัฒนา Managed Google Play ที่เป็นฟีเจอร์เดิมซึ่งทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถซื้อขายและกำหนดลิสต์ของแอปพลิเคชันเพื่ออนุญาตใช้งานภายในกลุ่มทีมงานได้ โดยเพิ่มความสามารถให้รองรับการบริหารจัดการแอปพลิเคชันที่เขียนขึ้นเองภายในองค์กรได้

Throughwave จัดโปรโมชัน Supermicro vSAN ระบบ HCI ราคาเริ่มต้น 3 Node 859,000 บาทเท่านั้น

Throughwave Thailand ตัวแทนจำหน่าย (Distributor) ของ Supermicro อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้ออกโปรโมชัน Supermicro Server ร่วมกับ VMware vSAN เพื่อสร้างระบบ Hyper-converged …