
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการนำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ก้าวทันเวทีโลก เพื่อเจาะลึกถึงแนวโน้มและกลยุทธ์ด้านไอทีที่เหมาะสมกับองค์กรไทยในยุค AI เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณ Seth Ravin, CEO ของ Rimini Street ผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการซอฟต์แวร์และผลิตภัณฑ์สำหรับองค์กร
คุณมองภาพรวมของเทคโนโลยี AI สำหรับองค์กรในประเทศไทยอย่างไร และธุรกิจต่างๆ มีความพร้อมในการนำ AI มาใช้ในงานประจำวันมากน้อยแค่ไหน?
คุณ Ravin กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการปฏิวัติดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างจริงจัง โดยมีปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดัน ทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐ การลงทุนจากภาคเอกชน และความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรด้าน AI อย่างเป็นรูปธรรม
“ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติของประเทศไทย (พ.ศ. 2565–2570) ได้วางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการนำ AI มาใช้ โดยเน้นการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การอบรมบุคลากร และการวิจัย” คุณ Ravin อธิบายเพิ่มเติมว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมยังได้ตั้งคณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ AI เพื่อกำหนดกฎหมายและกรอบธรรมาภิบาลโดยเฉพาะ
การดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลผ่านโครงการต่างๆ อย่าง Digital Workforce Development Plan และ Global Digital Talent Visa ก็เป็นอีกหนึ่งความพยายามที่โดดเด่น เช่นเดียวกับการที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สนับสนุนสตาร์ทอัพด้าน AI ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะครองสัดส่วนสูงถึง 15% ของโอกาสด้าน AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2030 และคาดว่าจะปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ในระดับล้านล้านบาท
ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น องค์กรควรมองการวางระบบ ERP ในมุมใหม่อย่างไร เพื่อปลดล็อกฟังก์ชันใหม่ๆ ได้อย่างคุ้มค่าและประหยัดต้นทุน?
คุณ Ravin แนะนำว่า วิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ AI คือการใช้แนวทาง “Rimini Smart Path™” ซึ่งเปรียบเสมือนการนับ 1-2-3 ที่เรียบง่ายสำหรับ CIO และ CFO
“ขั้นแรกคือการปลดล็อกงบประมาณไอทีจากการจ่ายค่าซัพพอร์ตที่ไม่คุ้มค่า แล้วนำงบนั้นไปลงทุนในโครงการนวัตกรรมด้วยตัวเอง” คุณ Ravin กล่าว “จากนั้น เมื่อร่วมมือกับพันธมิตรที่ให้บริการครบวงจรอย่าง Rimini Street องค์กรจะสามารถยืดอายุการใช้งานระบบเดิมออกไปได้อีกกว่า 15 ปี พร้อมทั้งปรับแต่งระบบและเพิ่มฟังก์ชัน AI ใหม่ๆ โดยไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายสูงจากการอัปเกรดระบบครั้งใหญ่ นี่คือแนวคิด ‘Transformation without Disruption™’ หรือการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทำให้ธุรกิจสะดุดอย่างแท้จริง”
AI และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านไอทีช่วยส่งเสริมการทำงานอัตโนมัติในธุรกิจได้อย่างไร?
คุณ Ravin อธิบายว่า การเพิ่มประสิทธิภาพด้านไอทีจะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงและยืดหยุ่น ทำให้องค์กรสามารถผสานแอปพลิเคชัน AI เข้าไปได้อย่างราบรื่น การทำงานร่วมกันระหว่าง AI กับระบบไอทีจะช่วยยกระดับการดำเนินงานและทำให้ธุรกิจก้าวนำคู่แข่งได้
เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง ช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในตลาด และด้วยกลยุทธ์ข้อมูลที่แข็งแกร่ง บริษัทจะสามารถเชื่อมโยงแอปพลิเคชันต่างๆ เข้าด้วยกัน ทำให้การผสานรวม AI เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
คุณ Ravin ยกตัวอย่างความสำเร็จของ Apsen Farmacêutica ลูกค้าในอุตสาหกรรมการผลิตที่บราซิล ซึ่งสามารถรักษาประสิทธิภาพสูงสุดของระบบ SAP ECC 6.0 และเร่งนำนวัตกรรมมาใช้บนระบบเดิมได้สำเร็จ Apsen เลือกใช้บริการจาก Rimini Street และ ServiceNow เพื่อเปิดตัวกระบวนการทำงานอัตโนมัติ (workflow automation) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนที่ต้องใช้แรงงานคนลงได้ถึง 70%
ธุรกิจควรเตรียมตัวสำหรับการนำ AI มาใช้ และก้าวแรกที่ควรเริ่มต้นคืออะไร?
“ธุรกิจจำนวนมากพบว่า AI มีค่าใช้จ่ายสูงและผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) อาจไม่ชัดเจนเสมอไป” คุณ Ravin กล่าว “ดังนั้น การเริ่มต้นที่ดีคือการวางแผนโครงการ AI ให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด และเริ่มต้นด้วยการทดสอบแนวคิด (proof of concept) ขนาดเล็ก เพื่อให้แน่ใจว่า AI จะช่วยตอบโจทย์เฉพาะของธุรกิจได้อย่างไร”
เขาเน้นย้ำว่า การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและการร่วมมือกับพันธมิตรที่ไม่ยึดติดกับผู้จำหน่ายรายใดรายหนึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจกลายเป็นโครงการทดลองที่ไร้ทิศทาง ซึ่งอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้
“ที่ Rimini Street เรามอบโอกาสพิเศษให้องค์กรได้เริ่มต้นใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว ผ่านการ ‘ทดลองใช้’ แพลตฟอร์ม AI ของ ServiceNow® ซึ่งสามารถติดตั้งบนระบบ ERP ที่มีอยู่แล้วได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องวางแผนอัปเกรดหรือย้ายระบบ” คุณ Ravin กล่าว “ลูกค้าจะได้รับภาพรวมข้อมูลทั้งองค์กรผ่านแดชบอร์ดที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ ทำให้การบริหารองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจากมุมมองแบบ ‘หน้าจอเดียวครบทุกอย่าง’ องค์กรไม่จำเป็นต้องรอช้าหรือเลือกวิธีการที่ใช้เวลานานและซับซ้อนเพื่อที่จะได้มาซึ่งความสามารถด้าน AI”
เมื่อนำบริการซัพพอร์ตจากผู้ให้บริการภายนอกมาใช้ ธุรกิจควรพิจารณาปัจจัยสำคัญใดบ้าง?
คุณ Ravin ชี้ว่า เมื่อองค์กรต้องเข้าสู่ยุค AI การมีผู้ให้บริการซัพพอร์ตภายนอกที่เชื่อถือได้ มีความเชี่ยวชาญ และเป็น vendor-agnostic (ไม่ยึดติดกับผู้จำหน่ายรายใดรายหนึ่ง) กลายเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าที่เคย
“ผู้นำด้านเทคโนโลยีควรมองหาพันธมิตรที่มีประสบการณ์พิสูจน์แล้ว และให้การสนับสนุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ตลอดทั้งปี” คุณ Ravin กล่าว “การมีพันธมิตรเพียงรายเดียวที่สามารถให้บริการแบบครบวงจร ทั้งการซัพพอร์ต การบริหารจัดการ ระบบความปลอดภัย และที่ปรึกษา จะช่วยให้องค์กรเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ไร้ความขัดแย้ง และไร้การหยุดชะงัก”
เขาเสริมว่าที่ Rimini Street ทีมงานจะทำงานเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของทีมลูกค้า ช่วยเสริมบุคลากรด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ โดยไม่เพิ่มภาระต้นทุนด้านบุคลากรให้กับองค์กร
มีข้อกังวลอะไรบ้างในการใช้ AI ร่วมกับระบบ ERP ในมุมมองด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์?
คุณ Ravin เตือนว่า AI เปิดช่องทางใหม่ให้กับการโจมตีทางไซเบอร์ และเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล การเปิดเผยข้อมูลสำคัญ เป็นหนึ่งในข้อกังวลหลัก เนื่องจากระบบ AI ต้องเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งอาจมีข้อมูลที่เป็นความลับ ทำให้กลายเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์ได้ นอกจากนี้ อัลกอริทึมของ AI ยังอาจตกเป็นเหยื่อของ Adversarial Attacks ซึ่งผู้ไม่หวังดีสามารถใส่ข้อมูลที่ถูกดัดแปลงเพื่อหลอกให้ระบบทำงานผิดพลาดได้
“เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ องค์กรควรใช้กลยุทธ์การป้องกันทางไซเบอร์แบบเชิงรุกที่สามารถตรวจจับและป้องกันการโจมตีได้ตั้งแต่เนิ่นๆ” คุณ Ravin กล่าว “องค์กรควรดำเนินการประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ ใช้การเข้ารหัสข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูง เฝ้าระวังระบบ AI อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญที่สุดคือ การอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจในด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อลดช่องโหว่จาก ‘คน’ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม”
หากธุรกิจไทยสนใจโซลูชันของ Rimini Street ควรติดต่อผ่านช่องทางใด?
ธุรกิจในประเทศไทยที่สนใจโซลูชันจาก Rimini Street สามารถติดต่อบริษัทได้ผ่านหลากหลายช่องทาง ดังนี้:
- โทร. +1-702-839-9671 เพื่อพูดคุยกับตัวแทนจาก Rimini Street โดยตรง
- เข้าไปที่ “Contact Us” บนเว็บไซต์ของ Rimini Street เพื่อกรอกแบบฟอร์มสอบถามข้อมูล
- สามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้ที่ www.riministreet.com และติดตามข่าวสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น X (Twitter), Facebook, Instagram และ LinkedIn
ทุกช่องทางนี้เปิดโอกาสให้คุณติดต่อกับทีมงานของ Rimini Street ได้โดยตรง เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือรับความช่วยเหลือด้านบริการและการซัพพอร์ตซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย






