Breaking News

รู้จักกันหรือยัง! Wi-Fi 6 ชื่ออ้างอิงใหม่ของ 802.11ax

ปกติแล้วเวลาผู้ใช้งานอย่างเราจะไปซื้อ Router บ้านหรืออุปกรณ์กระจายสัญญาณ Wi-Fi สักตัวหนึ่งหลายคนอาจจะไปยืนงงหน้าร้านว่าควรใช้อุปกรณ์ที่รองรับ 802.11 b/a/g/ac อันไหนมาก่อนมาหลังแบบไหนใหม่กว่า อุปกรณ์ที่จะใช้รองรับอันไหนกันแน่ ตอนนี้ Wi-Fi Alliance (องค์กรกลางที่ออกการรับรองอุปกรณ์ Wi-Fi) จึงได้แก้ปัญหาด้วยการประกาศชื่อใหม่ให้จำง่ายๆ ลดการสับสนเป็น Wi-Fi 6 แทน 802.11ax ที่จะออกมาใช้ปี 2019, Wi-Fi 5 แทน 802.11ac ที่ออกมาในปี 2014 และ Wi-Fi 4 แทน 802.11n ออกในปี 2009

credit : Betanews

โดย Wi-Fi 1 อ้างถึง 802.11b (ออกปี 1999), Wi-Fi 2 อ้างถึง 802.11a (ออกปี 1999) และ Wi-Fi 3 อ้างถึง 802.11g (ออกปี 2003) นอกจากนี้ยังได้เสนอให้ผู้ผลิตอุปกรณ์และ OS เปลี่ยน UI ของการเชื่อมต่อ Wi-Fi ให้ผู้ใช้งานทราบถึงการเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น สามารถดูรูปได้ตามด้านบน อย่างไรก็ตาม Wi-Fi Alliance ไม่มีอำนาจที่จะบังคับผู้ผลิตเปลี่ยนการเรียกแต่อย่างใดดังนั้นผู้ผลิตอาจจะไม่ให้ความร่วมมือก็ได้ แต่ต่อไปเมื่อเราไปซื้ออุปกรณ์เราก็อาจจะสังเกตข้างกล่องว่ามี ‘Wi-Fi 6 Certified’ ซึ่งก่อนหน้านี้ในกล่องอุปกรณ์จะเขียนแค่ ‘Wi-Fi Certified’ ที่ไม่ได้ให้รายละเอียดผู้ซื้อมากนัก

ข้อดีของ Wi-Fi 6 หรือ 802.11ax

  • ถ้ามีการเชื่อมต่ออุปกรณ์เพียงตัวเดียวกับเราเตอร์ความเร็วสูงสุดที่อุปกรณ์จะทำได้มากกว่า Wi-Fi 5 อยู่ราว 40% สาเหตุเพราะประสิทธิภาพในการ Encoding ข้อมูล เพราะสามารถอัดข้อมูลเข้าไปได้มากกว่าที่ย่านความถี่เดียวกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นความถี่ 2.4 GHz หรือ 5 GHz ตัว Wi-Fi 6 ก็มีประสิทธิภาพดีกว่า
  • ประหยัดแบตอุปกรณ์ด้วยฟีเจอร์ Target Wake Time คือความสามารถที่ทำให้ Access Point (AP) สามารถคุยกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อได้ว่าให้หยุดพักการส่งหรือรับข้อมูลไว้ก่อน พูดง่ายๆ มันคือ Sleep mode นั่นเอง ตรงนี้เองจึงสนับสนุนการใช้งานอุปกรณ์ IoT อีกด้วย
  • มีค่าเฉลี่ยของแต่ละอุปกรณ์สูงขึ้นกว่าเดิมในการใช้งานที่มีคนเยอะๆ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในที่สาธารณะหรือในบ้านที่มีหลายอุปกรณ์ก็ทำความเร็วได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

เทคนิคแก้ปัญหาสัญญาณชนกันของ Wi-Fi 6

  • ใช้ Orthogonal Frequency Division Multiple Access (OFDMA) เพื่อแบ่งช่องสัญญาณเป็นช่องย่อยๆ จำนวนมากเพื่อนำส่งข้อมูลกับอุปกรณ์ที่ต่างกัน ดังนั้น AP จะสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ได้มากขึ้นในคราวเดียว
  • Wi-Fi 5 ได้มีการใช้งานเสากระจายสัญญาณหลายเสาที่เรียกเทคนิคนี้ว่า MIMO เพื่อช่วยให้ AP สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ได้หลายตัวในคราวเดียวแต่อย่างไรก็ตามตัวอุปกรณ์ปลายทางไม่สามารถตอบสนองกลับมาได้พร้อมกัน Wi-Fi 6 จึงพัฒนาเทคนิค MU-MIMO เพื่อให้อุปกรณ์ตอบกลับมาได้พร้อมกันด้วย
  • AP ที่อยู่ใกล้และใช้ช่องสัญญาณเดียวกันทำให้รบกวนกันเองได้ ดังนั้นมาตรฐานใหม่จึงแก้ปัญหาโดยให้มีค่า Color ของ Basic Service Set (BSS) ให้แตกต่างกันได้ระหว่าง 0-7 ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างรอช่องสัญญาณว่างอุปกรณ์อาจตรวจพบว่าช่องสัญาณที่มีค่า Color ต่างกันมีระดับสัญญาณต่ำ อุปกรณ์จะสามารถส่งข้อมูลออกไปได้โดยไม่ต้องรอซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในพื้นที่ที่มีการใช้งานทับซ้อนกันได้ หรือเรียกอีกชื่อได้ว่า “Spatial Frequency re-use”

อีกข้อหนึ่งที่ต้องรู้คือให้พึงระวังอุปกรณ์ที่ตอนนี้โฆษณาตัวเองว่ารองมาตรฐาน 802.11ax เพราะจริงๆ แล้วมาตรฐานยังไม่เสร็จสมบูรณ์และคาดว่าจะออกเป็นมาตรฐานให้ใช้จริงในปี 2019 และสุดท้ายการใช้งานให้ได้เต็มประสิทธิภาพคืออุปกรณ์ในการรับส่งต้องสามารถรองรับการใช้งาน Wi-Fi 6 ได้ทั้งคู่ เช่น AP และ มือถือ ไม่ใช่แค่ AP รับได้แต่มือถือที่ใช่ไม่รองรับก็จะใช้ได้แค่ Wi-Fi 5 เท่านั้น  ผู้สนใจเชิงลึกเรื่องสเป็คของ 802.11 ax สามารถติดตามในที่ข่าวเก่าจาก TechTalkThai ที่ 1,2


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

เปิดตัว Huawei Tiangang ชิปหลักสำหรับ 5G Base Station รองรับทั้งย่าน C band, 3.5G และ 2.6G

Huawei ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Core Chip สำหรับ 5G Base Station รุ่นแรกของโลกภายใต้ชื่อ Huawei Tiangang เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของระบบโครงข่าย 5G ที่ปัจจุบัน Huawei ได้ชนะสัญญามาแล้วกว่า 30 โครงการ และติดตั้ง 5G Base Station ไปแล้วกว่า 25,000 แห่งทั่วโลก

Super Bowl 53 ทำลายสถิติ ใช้ Wi-Fi สูงถึง 24TB ต่อวัน ช่วงพีคใช้เครือข่าย 13.06Gbps

การแข่ง Super Bowl 53 ที่สนามกีฬา Atlanta Mercedes-Benz Stadium ได้ทำลายสถิติการใช้ Wi-Fi สูงสุดต่อวัน ด้วยปริมาณ Traffic ที่สูงถึง 24.05TB เลยทีเดียว ซึ่งปริมาณการใช้ Wi-Fi ในครั้งนี้ได้แซงหน้า Super Bowl 52 เมื่อปีที่แล้วที่มีการใช้งาน Wi-Fi ในวันเดียวอยู่ที่ 16.31TB ไปเกือบ 50% โดยใน Super Bowl 53 ครั้งนี้มีสถิติการใช้งาน Wi-Fi ที่น่าสนใจดังนี้