Customer Data Platform เก็บข้อมูลลูกค้าให้ลึกกว่าเพื่อความสำเร็จในยุคดิจิทัล

การพัฒนาขึ้นของเทคโนโลยีนั้นส่งผลให้ธุรกิจสามารถเข้าใจลูกค้าได้มากกว่าที่เคยเป็น จากเดิมที่ธุรกิจอาจรู้จักว่าลูกค้าเป็นใคร ในปัจจุบันธุรกิจนั้นสามารถเข้าใจได้ลึกกว่าเดิมว่าลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างไร มีความต้องการอย่างไร และมีแนวโน้มอย่างไรต่อไปในอนาคต การศึกษา Customer Journey เช่นนี้เป็นเรื่องที่ธุรกิจเริ่มนำมาใช้งานกันมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อยอดไปถึงการสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้าหรือ Customer Data Platform ขึ้นมาใช้งานกันในองค์กรเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจ

ในบทความนี้คุณณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์ – CEO แห่ง Predictive Company Limited ได้มาเล่าให้เราฟังถึง Customer Data Platform ในปัจจุบันที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้นผ่านการศึกษาข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้า 

Customer Data Platform งานเก่าที่กว้างขึ้นในยุคใหม่

ธุรกิจนับตั้งแต่อดีตนั้นมักมีการเก็บข้อมูลของลูกค้าอยู่แล้วไม่มากก็น้อย แต่ในยุคปัจจุบันนั้นขอบเขตของการเก็บข้อมูลลูกค้านั้นกว้างขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีที่ไปไกลกว่าเดิม การเก็บข้อมูลลูกค้าในปัจจุบันนั้นนอกจากจะเก็บข้อมูลประวัติส่วนตัวและช่องทางติดต่อของลูกค้าไว้แล้ว ยังมีการเก็บประวัติการใช้บริการอย่างละเอียด ความชื่นชอบ และพฤติกรรมอื่นๆของลูกค้าเพื่อนำไปวิเคราะห์อีกด้วย 

Customer Data Platform (CDP) หรือแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้าในปัจุบันมักเป็นแพลตฟอร์มที่เข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลด้านต่างๆของลูกค้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนตัว พฤติกรรม ประวัติการเข้ารับบริการ และข้อมูลจากเครือข่ายโซเชียลต่างๆ CDP จะเข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนในธุรกิจเห็นภาพของลูกค้าได้ตรงกันเพื่อความสะดวกและแม่นยำในการนำไปใช้งาน

โดยองค์กรส่วนมาก เมื่อมี Customer Data Platform ก็จะสามารถขยายผลไปใน 2 รูปแบบใหญ่ ได้แก่

  1. การปรับปรุงประสิทธิภาพของธุรกิจ เช่น การจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย การสร้างประสบการณ์การใช้บริการที่เหมาะสม การลดต้นทุนในการติดต่อสื่อสาร
  2. การแสวงหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจ โดยเมื่อธุรกิจมีข้อมูลหลายๆด้านของลูกค้าอยู่ในมือก็จะสามารถนำมาวิเคราะห์เพิ่มเติม สำรวจเทรนด์ความต้องการ และค้นหาโมเดลธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์ที่น่าจะตอบโจทย์ลูกค้าได้มากกว่าเดิม

เรียกได้ว่า CDP จะช่วยธุรกิจในการทำความเข้าใจ ปรับปรุงการดำเนินการ และสร้างสรรค์การให้บริการรูปแบบใหม่ๆนั่นเอง

4 องค์ประกอบหลักของ Customer Data Platform

ในการทำแพลตฟอร์มข้อมูลลูกค้าของธุรกิจในปัจจุบันนั้นมักประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่การจัดเก็บข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำผลการวิเคราะห์ออกไปใช้งานจริง ซึ่งในแต่ละส่วนนั้นมีรายละเอียดดังนี้

Data Management

ข้อมูลของลูกค้าธุรกิจนั้นมักกระจัดกระจายอยู่หลายแหล่ง ดังนั้นธุรกิจจึงจำเป็นที่จะต้องหาวิธีนำข้อมูลเหล่านั้นมารวมกัน ทั้งข้อมูลออนไลน์และออฟไลน์ ข้อมูลภายในและภายนอกบริษัท ในขั้นตอนนี้ยังรวมไปถึงการจัดเก็บข้อมูล การสร้างกลไกการอัพเดทและนำเข้าข้อมูลใหม่อย่างสม่ำเสมอ การทำความสะอาดและปรับคุณภาพของข้อมูล และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลด้วย

ID Resolution

เพราะข้อมูลลูกค้านั้นมาจากแหล่งข้อมูลที่ต่างกัน ดังนั้นธุรกิจจึงต้องหาวิธีเชื่อมโยงข้อมูลจากช่องทางต่างๆเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะได้รู้ว่าผู้ใช้นี้จากเว็บไซต์คือลูกค้าคนใดในระบบสมาชิก และใช้ชื่อใดในเครือข่ายโซเชียล หากไม่ทำเช่นนี้ธุรกิจก็จะไม่สามารถเห็นภาพทั้ง 360 องศาของลูกค้าได้จริง และอาจพลาดโอกาสดีๆในการทำความเข้าใจลูกค้าไปได้

Analysis

ธุรกิจต้องเลือกระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ตอบโจทย์ความต้องการและเป้าหมายที่ธุรกิจต้องการ ในบางครั้งธุรกิจอาจต้องการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับเบื้องต้นเพื่อช่วยงานที่มีอยู่ และในบางครั้งอาจต้องการเครื่องมือวิเคราะห์ชั้นสูง เช่น AI และ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและคาดการณ์สถานการณ์ที่ซับซ้อนกว่านั้น

ตัวอย่างของการเก็บข้อมูลลูกค้าในด้านต่างๆ รวมถึงพฤติกรรมการใช้งานจากเว็บไซต์ เพื่อนำไปวิเคราะห์หาแนวโน้มและปรับปรุงการให้บริการ

Activation

เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลออกมาเป็น Insight ได้แล้ว ธุรกิจก็ต้องมีวิธีการนำความรู้ในส่วนนั้นไปใช้ประโยชน์ในธุรกิจด้วย เช่น ระบบสื่อสารกับลูกค้าในช่องทางต่างๆตามเกณฑ์ที่วิเคราะห์ออกมา การทำระบบแนะนำสินค้า การนำความรู้ไปใช้ในการโฆษณาออนไลน์ หรือการนำข้อมูลไปสร้าง Dashboard เพื่อสื่อสารและวางแผนภายในองค์กร เป็นต้น

การใช้ข้อมูลทุกครั้งต้องเริ่มที่ตั้งเป้าหมาย

ในธุรกิจที่กำลังเริ่มต้นทำงานกับข้อมูล คุณณัฐกรณ์แนะนำคล้ายกับผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลท่านอื่นๆว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าธุรกิจต้องการทำอะไร อยากได้ผลลัพธ์อย่างไร ไม่เช่นนั้นโปรเจคก็อาจหลงทาง ทำให้เสียเงินและเวลาโดยไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า “ต้องเริ่มที่เข้าใจโจทย์ของธุรกิจก่อน ว่าเราจะเข้าไปแก้ไขปัญหาเรื่องอะไร แล้วนำเอา Solution มา Matching เข้าด้วยกัน เพราะหากเราไม่เข้าใจปัญหา หรือไม่ได้ตั้งวัตถุประสงค์เอาไว้ก่อนจะทำให้เราได้ Solution ที่ไม่ตรงจุด และอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน”

โดยคุณณัฐกรณ์ได้กล่าวส่งท้ายว่าในอนาคตอีกไม่เกิน 3 ปี ทุกบริษัทจะมีการนำข้อมูลเข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจ และหากธุรกิจไม่สามารถเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ก็จะเสียเปรียบทางการแข่งขัน และเสียโอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจไปอีกมาก 

อ่านมุมมองของคุณณัฐกรณ์เพิ่มเติมได้ที่ https://www.jrit-ichi.com/cutting/2022/06/08/1154/ 

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

ETDA เร่งวางรากฐาน “ETR” ปลดล็อกการค้าไทยสู่ยุค Digital Trade ยกระดับเอกสารสิทธิจากกระดาษสู่ดิจิทัล [PR]

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ร่วมกับ กรมเจ้าท่า, สมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ, สมาคมธนาคารไทย, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดงานเสวนา “ETR พลิกเกมการค้าไทย …