รู้จัก Boomi Platform: เมื่อ Integration คือหัวใจของการทำ Digital Transformation

Digital Transformation มีความหมายกว้างมากและแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของธุรกิจ หนึ่งในส่วนที่ได้รับการกล่าวถึงก็คือ การเริ่มต้นด้วย Infrastructure ที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ความรวดเร็วที่ธุรกิจต้องการ ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มผลกำไร และก้าวนำหน้าคู่แข่ง 

อย่างไรก็ดี แนวทาง Data-driven และ Automation ขององค์กรจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถบูรณาการข้อมูลที่แยกกันอยู่ในแอปพลิเคชันหรือส่วนงานต่าง ๆ ในบทความนี้เราจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับแพลตฟอร์มจาก Boomi ที่มุ่งสร้างการ Integration ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงด้วยเทคโนโลยี Low-code ที่ใครก็ใช้งานได้ 

เชื่อมต่อทุกองค์ประกอบอย่างไร้รอยต่อ มุ่งสู่ปลายทางแห่ง Digital Transformation

Digital Transformation เป็นคำจำกัดความอันกว้างใหญ่ ด้านหนึ่งคือหวังให้องค์กรสามารถใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อพัฒนากระบวนการและพร้อมให้บริการลูกค้าได้อย่างมั่นใจทันท่วงที เช่น การใช้ประโยชน์จากคลาวด์ มีแอปที่ล้ำสมัย เชื่อมต่อข้อมูลที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งและผู้เกี่ยวข้องต้องเข้าถึงได้ง่าย สุดท้ายคือธุรกิจต้องพร้อมปรับตัวให้ทันกับเศรษฐกิจที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้เองจึงมีเงินสะพัดในการทำ Digital Transformation โดยสถิติจาก IDC พบว่าระหว่างปี 2020 – 2023 องค์กรทั่วโลกใช้จ่ายเงินไปกับโครงการด้านนี้ถึง 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี แม้ทุกองค์กรต่างมุ่งสู่ Digital Transformation แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความล้มเหลวมากมายเช่นกัน เช่น ล่าช้ากว่ากำหนด หรือแม้แต่องค์กรใหญ่ ๆ ที่ใช้จ่ายเงินไปมากแต่ไม่สามารถตอบถึง ROI หรือผลประโยชน์ได้อย่างชัดเจน สาเหตุส่วนใหญ่มักตกอยู่ใน 3 ประเด็นคือ ไร้เป้าหมายที่ชัดเจน ผู้คนที่เกี่ยวข้องต่อต้านที่จะปรับตัวเปลี่ยนแปลง และงบประมาณสำหรับลงทุน

หากมองย้อนไปถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ การ Transformation นั้นกำลังเผชิญกับความท้าทาย 3 เรื่องคือ

1) แอปพลิเคชันไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ แม้มีอัตราการใช้งานคลาวด์และ SaaS เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผลสำรวจพบว่าองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน อาจเผชิญกับปริมาณของแอปพลิเคชันของ SaaS และคลาวด์ได้มากนับร้อยรายการ 

2) ข้อมูลกระจัดกระจายกันอย่างไม่รวมศูนย์ เพราะไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ อาจก่อให้เกิดการสร้างข้อมูลซ้ำซ้อนหรือนำมาใช้ได้ยาก

3) แอปเดิมยังคงเป็นแกนหลักของธุรกิจ แต่จะทำอย่างไรถึงจะเชื่อมต่อกับแอปสมัยใหม่

ปัญหาเหล่านี้คือความซับซ้อนที่ซ่อนตัวอยู่ในธุรกิจปัจจุบันฉุดรั้งให้ธุรกิจไม่สามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลได้สูงสุด ด้วยเหตุนี้แนวทางของธุรกิจยุคใหม่ก็คือการทำ Integration ระหว่างแอปพลิเคชัน ข้อมูล และเชื่อมต่อคนเข้าด้วยกัน ต่อยอดสู่ Automation เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการให้บริการอย่างแท้จริง

ผลประโยชน์ของการทำ Integration

ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นการให้บริการแบบ B2C หรือ B2B ทุกคนต่างคาดหวังว่าพวกเขาจะสามารถปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ ในมุมของฝ่ายขายก็อยากได้ข้อมูลส่วนขาย แต่ความสัมพันธ์นั้นก็มักแยกไม่ขาดกับข้อมูลจากบัญชี หรือทีมจัดการสินค้า และอื่น ๆ ไม่เพียงแค่นั้นพวกเขายังคาดหวังการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายด้วย

ในทางกลับกัน ในมุมของฝ่ายดูแลลูกค้าเองก็ต้องรู้จักตัวลูกค้าด้วยว่าลูกค้าผู้ใช้บริการเป็นใคร หรือเป็นผู้บริโภคสินค้าชนิดไหน เพื่อจะให้บริการหรือการดูแลได้อย่างตรงจุด เพราะส่งผลไปถึงความประทับใจของลูกค้าที่ก่อให้เกิดเป็นความภักดีต่อแบรนด์และสร้างยอดขายเพิ่ม เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ขอยกตัวอย่างประกอบ 4 มุมมอง คือ

1) กรณีของ Supply Chain ที่เป็นเส้นเลือดของการลำเลียงทุกสิ่งจากมือของผู้ผลิตสู่ลูกค้า หรือผู้ผลิตรายอื่น ซึ่ง Supply Chain มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยเบื้องต้นอาจประกอบด้วยผู้ค้าปลีก ค้าส่ง ผู้ผลิต คลังสินค้า ผู้ขนส่งสินค้าและอื่น ๆ ในปัจจุบันธุรกิจยังทวีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เพราะผู้ผลิตอาจมี Supplier ที่ภายในมี Supplier ย่อยลงไปได้ หากกระบวนการเหล่านี้ยังอาศัยการสั่งสินค้าผ่านโทรศัพท์ อีเมล หรือ Invoice ที่เป็นกระดาษ การทำงานภายใน Supply Chain ของท่านจะวุ่นวายเพียงใด ซึ่งในมุมของผู้ผลิตต้นทางต้องสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ แต่เพื่อตอบรับความยืดหยุ่นทาง Supplier เองก็คาดหวังที่จะคาดการณ์ปริมาณสินค้าและช่วงเวลาที่ต้องการเช่นกัน โดยวงจรของความซับซ้อนใน Supply Chain เหล่านี้จะถูกจัดการได้เมื่อทุกฝ่ายสามารถ Integrate ระบบการทำงานส่งต่อข้อมูลให้กันได้อย่างเป็นระบบและอัปเดตล่าสุดด้วย กรณีศึกษาของ EssilorLuxottica ลดเวลาการโปรเซสออเดอร์เหลือเพียง 30 วินาทีด้วย Boomi

2) กรณีของ ERP ที่รวมศูนย์ข้อมูล จากฟังก์ชันต่าง ๆ ในองค์กร หากสามารถทำ Integration ร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชที่มีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า เช่น ความยอดนิยม รายได้เฉลี่ยต่อตะกร้า ก็อาจนำไปสู่ระบบสั่งสินค้าอัตโนมัติ อัปเดตข้อมูลให้ซอฟต์แวร์สินค้าคงคลัง หรือมีข้อมูลวิเคราะห์ลูกค้าได้โดยไม่ต้องไปค้นหาจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้กับการผสาน ERP เข้ากับซอฟต์แวร์ Project management หรือ BI ที่มักมีข้อมูลล้ำค่าต่อการตัดสินใจกลยุทธ์ทางธุรกิจ หรือในกรณีที่ธุรกิจใหญ่เข้าซื้อกิจการธุรกิจเล็ก ๆ จำนวนมากที่แต่ละรายมี ERP ต่างกัน ก็ต้องคิดเรื่องของ Integration ด้วยเช่นกัน  กรณีศึกษาของ EssilorLuxottica ลดเวลาการโปรเซสออเดอร์เหลือเพียง 30 วินาทีด้วย Boomi

3) กรณีของ CRM ยอดนิยมอย่าง Salesforce เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีให้แก่ SAP ที่เป็น ERP ชื่อดัง หากองค์กรสามารถเชื่อมต่อ 2 ระบบนี้ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อย่างเช่น เมื่อมีลูกค้าใหม่ใน Salesforce ก็เพิ่มลูกค้าใหม่ใน SAP ต่อทันที หรือสร้างรายการสั่งซื้อทันทีใน SAP หลังชนะการขายที่อัปเดตบน Salesforces ซึ่งข้อมูลที่อัปเดตอัตโนมัตินี้ยังช่วยลดข้อผิดพลาดที่เดิมที่คนต้องทำเอง นอกจากนี้ยังทำให้ทุกฟังก์ชันในองค์รับรู้ข้อมูลผู้ใช้ 360 องศา นำไปสู่การปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นเพื่อลูกค้ารายนั้นๆอย่างแท้จริง สร้างประสบการณ์ที่ดี ในมุมขององค์กรเองที่ข้อมูลเชื่อมต่อกันได้ยังนำไปสู่รายงานที่ละเอียดรอบด้านเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจวางกลยุทธ์ให้ธุรกิจด้วย 

4) กรณีการเชื่อมต่อ SaaS เข้าด้วยกัน โดยหากองค์กรทำได้ย่อมเป็นผลดีต่อฟังก์ชันส่วนใดส่วนหนึ่งในธุรกิจแน่นอน อย่างน้อยที่สุดคือแต่ละแอปมีข้อมูลเท่ากัน ล่าสุด ไม่ซ้ำซ้อนและความเป็นอัตโนมัติยังลดความผิดพลาดที่ต้องใช้คนจัดการได้ นอกจากนี้ยังมีผลดีต่อการทำ SaaS Migration อีกด้วย ที่ความท้าทายคือความยุ่งยากของการย้ายไปมา หากย้ายไปแล้วไม่พอใจจะย้ายกลับได้ยาก แต่ SaaS Integration คือการเชื่อมต่อข้อมูลกับ Ecosystem ให้ข้อมูลพร้อมใช้งานและไม่ได้จำกัดแค่ SaaS แต่ยังรวบไปถึง Application เฉพาะ, ERP หรือ Physical Sensor ด้วย สุดท้ายการเชื่อมต่อของข้อมูลนี้ยังสามารถเชื่อมโยงเพื่อสร้างเป็นรายงานที่ครอบคลุมในทุกมิติเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อด้วย กรณีศึกษาของ Secrid ที่เติบโตเร็วมากและต้องการสร้างมุมมองที่เหมาะแก่แต่ละลูกค้าโดย Boomi ช่วยแก้สถานการณ์นี้

เอาชนะความท้าทายของการทำ Integration ด้วย iPaaS จาก Boomi

การทำ Integration ในระบบต่างๆนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่วิธีการเดิมมักสร้างภาระให้แก่ทีมไอทีตั้งแต่การสร้างและบริการจัดการ หรือแม้แอปพลิเคชันนั้นจะมี Plug-in ก็อาจไม่ครอบคลุมกับแอปพลิเคชันที่ท่านมี แล้ว Boomi สร้างความแตกต่างได้อย่างไร?

ประเด็นแรก คือ Boomi เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้าง Integration ให้กับแอปพลิเคชันระดับองค์กรได้อย่างง่าย ๆ ผ่านเทคโนโลยี Low-code ที่มีหน้า Wizard ลากวางจุดเชื่อมต่อที่ท่านต้องการ ช่วยลดงานจากเดิมที่องค์กรต้องใช้ Developer เขียนโค้ดเพื่อสร้าง API หรือออกแบบระบบ Enterprise Service Bus (ESP) ที่ต้องวางกรอบมาตรฐานกลางทำให้ไม่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนักพัฒนาเหล่านี้จะได้หลุดพ้นจากงานที่ไม่จำเป็น โดยผู้สนใจระดับธุรกิจก็สามารถทำ Integration ได้ด้วยตัวเอง

ประเด็นที่สอง คือ การเขียนโค้ดที่นอกจากกินพลังงานของนักพัฒนาแล้ว การใช้เครื่องมือ Integration จากผู้เชี่ยวชาญย่อมมีความมั่นคงปลอดภัยมากกว่าการพัฒนาโค้ดด้วยตัวเอง ที่อาจมีบั๊กหรือข้อผิดพลาดที่นำไปสู่ปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยได้ในภายหลัง

ประเด็นที่สาม คือระบบ Integration นี้จะได้รับการดูแลโดยทีมงานของ Boomi ซึ่งเมื่อมีการอัปเดตใหม่ก็ไม่ต้องวุ่นวายแก้ไขโค้ดด้วยตัวเองดังในอดีต 

ประเด็นที่สี่ Boomi เป็นเครื่องมือ integration Platform as a Service (iPaaS) หรือบริการคลาวด์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าคลาวด์พร้อมให้บริการเสมอ จึงกล้ายืนยันความพร้อมให้บริการได้ถึง 99.99% นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้กับผู้ให้บริการ SaaS และ Cloud อีกด้วย โดยคำจำกัดความว่า PaaS นี้หมายถึงการให้บริการคลาวด์ที่ผู้ให้บริการดูแลในเรื่องของส่วนประมวลผลและ License ให้พร้อมนำไปสร้างเป็นแอปพลิเคชัน

ประเด็นที่ห้า Boomi มี Connector แบบพร้อมใช้งานกับแอปพลิเคชันมากมายนับร้อยรายการ และมี Community ของผู้ใช้งานอย่างแข็งแกร่ง โดยทั้งหมดนี้ยังมีการเสริมประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี Machine Learning ที่ให้คำแนะนำในการทำ Integration ของท่านได้

คำจำกัดความของ Integration ไม่ได้มีแค่การเชื่อมต่อระหว่างแอปพลิเคชันเท่านั้น แต่ภายใต้แพลตฟอร์มของ Boomi ยังครอบคลุมไปถึงการเชื่อมต่อตัวข้อมูลผ่าน Master Data Hub, การรวมศูนย์จัดการ API, พัฒนาแอปพลิเคชันด้วย Low-code, ผสานข้อมูลกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ B2B/EDI และการจัดเตรียมข้อมูลด้วย Data Catalog จึงเรียกได้ว่าครบเครื่องในวงจรของการทำ Integration ที่พร้อมเชื่อมต่อแอปพลิเคชันในทุกรูปแบบทั้ง Cloud-native, SaaS หรือ On-premise ให้เกิดการทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ ก้าวสู่การทำงานอย่างอัตโนมัติที่แท้จริง โดยบริการอยู่บนคลาวด์ที่พร้อมให้บริการได้เสมอ

สนใจผลิตภัณฑ์ของ Boomi สามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายหรือทีมงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาได้ที่ https://boomi.com/company/contact/

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Elastic 9.4 ออกแล้ว

Elastic ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Elastic 9.4 อย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบการทำงานของ Context Engineering, Application และ Infrastructure เพิ่มเติม, เสริม AI ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และเพิ่มความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย ดังนี้

VMware เปิดตัว VCF 9.1 ยกระดับ Private Cloud เพิ่มความคุ้มค่าและความปลอดภัย ตอบโจทย์ยุค AI

VMware ได้ประกาศเปิดตัว VMware Cloud Foundation หรือ VCF 9.1 อย่างเป็นทางการ หวังยกระดับ Private Cloud ให้เป็นแพลตฟอร์มที่บริหารจัดการได้ง่าย คุ้มค่าต่อการลงทุน และมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน …