CDIC 2023

รู้จัก Boomi Platform: เมื่อ Integration คือหัวใจของการทำ Digital Transformation

Digital Transformation มีความหมายกว้างมากและแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของธุรกิจ หนึ่งในส่วนที่ได้รับการกล่าวถึงก็คือ การเริ่มต้นด้วย Infrastructure ที่ทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ความรวดเร็วที่ธุรกิจต้องการ ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มผลกำไร และก้าวนำหน้าคู่แข่ง 

อย่างไรก็ดี แนวทาง Data-driven และ Automation ขององค์กรจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถบูรณาการข้อมูลที่แยกกันอยู่ในแอปพลิเคชันหรือส่วนงานต่าง ๆ ในบทความนี้เราจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับแพลตฟอร์มจาก Boomi ที่มุ่งสร้างการ Integration ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงด้วยเทคโนโลยี Low-code ที่ใครก็ใช้งานได้ 

เชื่อมต่อทุกองค์ประกอบอย่างไร้รอยต่อ มุ่งสู่ปลายทางแห่ง Digital Transformation

Digital Transformation เป็นคำจำกัดความอันกว้างใหญ่ ด้านหนึ่งคือหวังให้องค์กรสามารถใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อพัฒนากระบวนการและพร้อมให้บริการลูกค้าได้อย่างมั่นใจทันท่วงที เช่น การใช้ประโยชน์จากคลาวด์ มีแอปที่ล้ำสมัย เชื่อมต่อข้อมูลที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งและผู้เกี่ยวข้องต้องเข้าถึงได้ง่าย สุดท้ายคือธุรกิจต้องพร้อมปรับตัวให้ทันกับเศรษฐกิจที่ผันผวนอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้เองจึงมีเงินสะพัดในการทำ Digital Transformation โดยสถิติจาก IDC พบว่าระหว่างปี 2020 – 2023 องค์กรทั่วโลกใช้จ่ายเงินไปกับโครงการด้านนี้ถึง 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี แม้ทุกองค์กรต่างมุ่งสู่ Digital Transformation แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความล้มเหลวมากมายเช่นกัน เช่น ล่าช้ากว่ากำหนด หรือแม้แต่องค์กรใหญ่ ๆ ที่ใช้จ่ายเงินไปมากแต่ไม่สามารถตอบถึง ROI หรือผลประโยชน์ได้อย่างชัดเจน สาเหตุส่วนใหญ่มักตกอยู่ใน 3 ประเด็นคือ ไร้เป้าหมายที่ชัดเจน ผู้คนที่เกี่ยวข้องต่อต้านที่จะปรับตัวเปลี่ยนแปลง และงบประมาณสำหรับลงทุน

หากมองย้อนไปถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ การ Transformation นั้นกำลังเผชิญกับความท้าทาย 3 เรื่องคือ

1) แอปพลิเคชันไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ แม้มีอัตราการใช้งานคลาวด์และ SaaS เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผลสำรวจพบว่าองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คน อาจเผชิญกับปริมาณของแอปพลิเคชันของ SaaS และคลาวด์ได้มากนับร้อยรายการ 

2) ข้อมูลกระจัดกระจายกันอย่างไม่รวมศูนย์ เพราะไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ อาจก่อให้เกิดการสร้างข้อมูลซ้ำซ้อนหรือนำมาใช้ได้ยาก

3) แอปเดิมยังคงเป็นแกนหลักของธุรกิจ แต่จะทำอย่างไรถึงจะเชื่อมต่อกับแอปสมัยใหม่

ปัญหาเหล่านี้คือความซับซ้อนที่ซ่อนตัวอยู่ในธุรกิจปัจจุบันฉุดรั้งให้ธุรกิจไม่สามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลได้สูงสุด ด้วยเหตุนี้แนวทางของธุรกิจยุคใหม่ก็คือการทำ Integration ระหว่างแอปพลิเคชัน ข้อมูล และเชื่อมต่อคนเข้าด้วยกัน ต่อยอดสู่ Automation เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการให้บริการอย่างแท้จริง

ผลประโยชน์ของการทำ Integration

ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นการให้บริการแบบ B2C หรือ B2B ทุกคนต่างคาดหวังว่าพวกเขาจะสามารถปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ ในมุมของฝ่ายขายก็อยากได้ข้อมูลส่วนขาย แต่ความสัมพันธ์นั้นก็มักแยกไม่ขาดกับข้อมูลจากบัญชี หรือทีมจัดการสินค้า และอื่น ๆ ไม่เพียงแค่นั้นพวกเขายังคาดหวังการเข้าถึงข้อมูลที่ง่ายด้วย

ในทางกลับกัน ในมุมของฝ่ายดูแลลูกค้าเองก็ต้องรู้จักตัวลูกค้าด้วยว่าลูกค้าผู้ใช้บริการเป็นใคร หรือเป็นผู้บริโภคสินค้าชนิดไหน เพื่อจะให้บริการหรือการดูแลได้อย่างตรงจุด เพราะส่งผลไปถึงความประทับใจของลูกค้าที่ก่อให้เกิดเป็นความภักดีต่อแบรนด์และสร้างยอดขายเพิ่ม เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ขอยกตัวอย่างประกอบ 4 มุมมอง คือ

1) กรณีของ Supply Chain ที่เป็นเส้นเลือดของการลำเลียงทุกสิ่งจากมือของผู้ผลิตสู่ลูกค้า หรือผู้ผลิตรายอื่น ซึ่ง Supply Chain มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยเบื้องต้นอาจประกอบด้วยผู้ค้าปลีก ค้าส่ง ผู้ผลิต คลังสินค้า ผู้ขนส่งสินค้าและอื่น ๆ ในปัจจุบันธุรกิจยังทวีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เพราะผู้ผลิตอาจมี Supplier ที่ภายในมี Supplier ย่อยลงไปได้ หากกระบวนการเหล่านี้ยังอาศัยการสั่งสินค้าผ่านโทรศัพท์ อีเมล หรือ Invoice ที่เป็นกระดาษ การทำงานภายใน Supply Chain ของท่านจะวุ่นวายเพียงใด ซึ่งในมุมของผู้ผลิตต้นทางต้องสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ แต่เพื่อตอบรับความยืดหยุ่นทาง Supplier เองก็คาดหวังที่จะคาดการณ์ปริมาณสินค้าและช่วงเวลาที่ต้องการเช่นกัน โดยวงจรของความซับซ้อนใน Supply Chain เหล่านี้จะถูกจัดการได้เมื่อทุกฝ่ายสามารถ Integrate ระบบการทำงานส่งต่อข้อมูลให้กันได้อย่างเป็นระบบและอัปเดตล่าสุดด้วย กรณีศึกษาของ EssilorLuxottica ลดเวลาการโปรเซสออเดอร์เหลือเพียง 30 วินาทีด้วย Boomi

2) กรณีของ ERP ที่รวมศูนย์ข้อมูล จากฟังก์ชันต่าง ๆ ในองค์กร หากสามารถทำ Integration ร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชที่มีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า เช่น ความยอดนิยม รายได้เฉลี่ยต่อตะกร้า ก็อาจนำไปสู่ระบบสั่งสินค้าอัตโนมัติ อัปเดตข้อมูลให้ซอฟต์แวร์สินค้าคงคลัง หรือมีข้อมูลวิเคราะห์ลูกค้าได้โดยไม่ต้องไปค้นหาจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชด้วยตัวเอง นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้กับการผสาน ERP เข้ากับซอฟต์แวร์ Project management หรือ BI ที่มักมีข้อมูลล้ำค่าต่อการตัดสินใจกลยุทธ์ทางธุรกิจ หรือในกรณีที่ธุรกิจใหญ่เข้าซื้อกิจการธุรกิจเล็ก ๆ จำนวนมากที่แต่ละรายมี ERP ต่างกัน ก็ต้องคิดเรื่องของ Integration ด้วยเช่นกัน  กรณีศึกษาของ EssilorLuxottica ลดเวลาการโปรเซสออเดอร์เหลือเพียง 30 วินาทีด้วย Boomi

3) กรณีของ CRM ยอดนิยมอย่าง Salesforce เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีให้แก่ SAP ที่เป็น ERP ชื่อดัง หากองค์กรสามารถเชื่อมต่อ 2 ระบบนี้ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อย่างเช่น เมื่อมีลูกค้าใหม่ใน Salesforce ก็เพิ่มลูกค้าใหม่ใน SAP ต่อทันที หรือสร้างรายการสั่งซื้อทันทีใน SAP หลังชนะการขายที่อัปเดตบน Salesforces ซึ่งข้อมูลที่อัปเดตอัตโนมัตินี้ยังช่วยลดข้อผิดพลาดที่เดิมที่คนต้องทำเอง นอกจากนี้ยังทำให้ทุกฟังก์ชันในองค์รับรู้ข้อมูลผู้ใช้ 360 องศา นำไปสู่การปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นเพื่อลูกค้ารายนั้นๆอย่างแท้จริง สร้างประสบการณ์ที่ดี ในมุมขององค์กรเองที่ข้อมูลเชื่อมต่อกันได้ยังนำไปสู่รายงานที่ละเอียดรอบด้านเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจวางกลยุทธ์ให้ธุรกิจด้วย 

4) กรณีการเชื่อมต่อ SaaS เข้าด้วยกัน โดยหากองค์กรทำได้ย่อมเป็นผลดีต่อฟังก์ชันส่วนใดส่วนหนึ่งในธุรกิจแน่นอน อย่างน้อยที่สุดคือแต่ละแอปมีข้อมูลเท่ากัน ล่าสุด ไม่ซ้ำซ้อนและความเป็นอัตโนมัติยังลดความผิดพลาดที่ต้องใช้คนจัดการได้ นอกจากนี้ยังมีผลดีต่อการทำ SaaS Migration อีกด้วย ที่ความท้าทายคือความยุ่งยากของการย้ายไปมา หากย้ายไปแล้วไม่พอใจจะย้ายกลับได้ยาก แต่ SaaS Integration คือการเชื่อมต่อข้อมูลกับ Ecosystem ให้ข้อมูลพร้อมใช้งานและไม่ได้จำกัดแค่ SaaS แต่ยังรวบไปถึง Application เฉพาะ, ERP หรือ Physical Sensor ด้วย สุดท้ายการเชื่อมต่อของข้อมูลนี้ยังสามารถเชื่อมโยงเพื่อสร้างเป็นรายงานที่ครอบคลุมในทุกมิติเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อด้วย กรณีศึกษาของ Secrid ที่เติบโตเร็วมากและต้องการสร้างมุมมองที่เหมาะแก่แต่ละลูกค้าโดย Boomi ช่วยแก้สถานการณ์นี้

เอาชนะความท้าทายของการทำ Integration ด้วย iPaaS จาก Boomi

การทำ Integration ในระบบต่างๆนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่วิธีการเดิมมักสร้างภาระให้แก่ทีมไอทีตั้งแต่การสร้างและบริการจัดการ หรือแม้แอปพลิเคชันนั้นจะมี Plug-in ก็อาจไม่ครอบคลุมกับแอปพลิเคชันที่ท่านมี แล้ว Boomi สร้างความแตกต่างได้อย่างไร?

ประเด็นแรก คือ Boomi เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้าง Integration ให้กับแอปพลิเคชันระดับองค์กรได้อย่างง่าย ๆ ผ่านเทคโนโลยี Low-code ที่มีหน้า Wizard ลากวางจุดเชื่อมต่อที่ท่านต้องการ ช่วยลดงานจากเดิมที่องค์กรต้องใช้ Developer เขียนโค้ดเพื่อสร้าง API หรือออกแบบระบบ Enterprise Service Bus (ESP) ที่ต้องวางกรอบมาตรฐานกลางทำให้ไม่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนักพัฒนาเหล่านี้จะได้หลุดพ้นจากงานที่ไม่จำเป็น โดยผู้สนใจระดับธุรกิจก็สามารถทำ Integration ได้ด้วยตัวเอง

ประเด็นที่สอง คือ การเขียนโค้ดที่นอกจากกินพลังงานของนักพัฒนาแล้ว การใช้เครื่องมือ Integration จากผู้เชี่ยวชาญย่อมมีความมั่นคงปลอดภัยมากกว่าการพัฒนาโค้ดด้วยตัวเอง ที่อาจมีบั๊กหรือข้อผิดพลาดที่นำไปสู่ปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยได้ในภายหลัง

ประเด็นที่สาม คือระบบ Integration นี้จะได้รับการดูแลโดยทีมงานของ Boomi ซึ่งเมื่อมีการอัปเดตใหม่ก็ไม่ต้องวุ่นวายแก้ไขโค้ดด้วยตัวเองดังในอดีต 

ประเด็นที่สี่ Boomi เป็นเครื่องมือ integration Platform as a Service (iPaaS) หรือบริการคลาวด์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าคลาวด์พร้อมให้บริการเสมอ จึงกล้ายืนยันความพร้อมให้บริการได้ถึง 99.99% นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้กับผู้ให้บริการ SaaS และ Cloud อีกด้วย โดยคำจำกัดความว่า PaaS นี้หมายถึงการให้บริการคลาวด์ที่ผู้ให้บริการดูแลในเรื่องของส่วนประมวลผลและ License ให้พร้อมนำไปสร้างเป็นแอปพลิเคชัน

ประเด็นที่ห้า Boomi มี Connector แบบพร้อมใช้งานกับแอปพลิเคชันมากมายนับร้อยรายการ และมี Community ของผู้ใช้งานอย่างแข็งแกร่ง โดยทั้งหมดนี้ยังมีการเสริมประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี Machine Learning ที่ให้คำแนะนำในการทำ Integration ของท่านได้

คำจำกัดความของ Integration ไม่ได้มีแค่การเชื่อมต่อระหว่างแอปพลิเคชันเท่านั้น แต่ภายใต้แพลตฟอร์มของ Boomi ยังครอบคลุมไปถึงการเชื่อมต่อตัวข้อมูลผ่าน Master Data Hub, การรวมศูนย์จัดการ API, พัฒนาแอปพลิเคชันด้วย Low-code, ผสานข้อมูลกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ B2B/EDI และการจัดเตรียมข้อมูลด้วย Data Catalog จึงเรียกได้ว่าครบเครื่องในวงจรของการทำ Integration ที่พร้อมเชื่อมต่อแอปพลิเคชันในทุกรูปแบบทั้ง Cloud-native, SaaS หรือ On-premise ให้เกิดการทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ ก้าวสู่การทำงานอย่างอัตโนมัติที่แท้จริง โดยบริการอยู่บนคลาวด์ที่พร้อมให้บริการได้เสมอ

สนใจผลิตภัณฑ์ของ Boomi สามารถติดต่อตัวแทนจำหน่ายหรือทีมงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาได้ที่ https://boomi.com/company/contact/


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Elevating Security with Akamai พบกับโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ล้ำสมัยจาก Akamai Technologies [อังคารที่ 19 ธันวาคม 23] เวลา14.00 น.

ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ธุรกิจต่างๆ ต้องการโซลูชันความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและครอบคลุมเพื่อปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัท ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์สุดพิเศษนี้ โดยท่านจะได้พบกับเทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยที่ล้ำสมัยจาก Akamai Technologies โดยมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของ API การปกป้องฝั่งไคลเอ็นต์ และตัวป้องกันบัญชี

ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วม งาน VSM365 | Softde’but Ep.18  ในหัวข้อ ❝ ปกป้ององค์กรของคุณ จากการโจมตีทางไซเบอร์ขั้นสูง ด้วย Proofpoint ❞

Softde’but ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วม งาน VSM365 | Softde’but Ep.18 ในหัวข้อ ❝ ปกป้ององค์กรของคุณ จากการโจมตีทางไซเบอร์ขั้นสูง ด้วย Proofpoint ❞ โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ …