Breaking News

บริหารจัดการสินทรัพย์ในองค์กรอย่างมีคุณภาพด้วย IBM Maximo โดย Triple Dot Consulting

ปัจจุบันการติดตามและจัดการสินทรัพย์ในองค์กรถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับองค์กรขนาดใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงต้องกำหนดแผนการซ่อมบำรุงเพื่อป้องกันและประเมินความเสียหายของอุปกรณ์ หากเป็นเชิงซอฟต์แวร์ก็ต้องวางแผนเรื่อง License เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยงจากการชำรุดกลางคันที่จะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ คำถามคือกระบวนการเหล่านั้นควรเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน ซึ่งยังส่งผลไปถึงเงินทุนที่ต้องจมไปกับการสั่งซื้ออุปกรณ์อะไหล่สำรองที่ไม่รู้ว่าจะได้ใช้เมื่อไหร่ ดังนั้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ทีมงาน Triple Dot Consulting จึงได้จัดงานสัมมนาขึ้นในหัวข้อ “IBM Maximo Exchange” ซึ่งเป็นเครื่องมือบริหารจัดการสินทรัพย์ของ IBM ที่มีมาอย่างยาวนานเพื่อให้กลุ่มผู้ใช้งานระบบ IBM Maximo ได้รับทราบ Product Road-map และทิศทางของระบบในอนาคต รวมถึงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ success story ต่างๆของผู้ใช้งานรายอื่น ทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอสรุปสาระทั้งหมดของงานมาให้ได้ติดตามกันครับ

คุณ Kittipong Asawapichayon รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิ
จซอฟต์แวร์ ของ IBM ประเทศไทย

IBM Maximo ก็คือซอฟต์แวร์ด้านการบริการจัดการสินทรัพย์ขององค์กรจาก IBM ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมากกว่า 10 ปีแล้ว โดยคุณ Kittipong Asawapichayon รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจซอฟต์แวร์ ของ IBM ประเทศไทย ได้เผยว่าอันที่จริงแล้ว Maximo ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจใหญ่มาแล้วทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น สนามบิน รถไฟ อย่างในประเทศไทยทางปตท. ก็ได้นำไปใช้เพื่อทำ Predictive Maintenance ที่สามารถทำนายความเสียหายของอุปกรณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำถึง 90 วัน อย่างไรก็ตามคุณ Kittipong ยังได้ฝากทิ้งท้ายว่า “เมื่อไม่กี่ปีก่อนธุรกิจใหญ่กลัวสตาร์ทอัปหน้าใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราจะเห็นแนวโน้มแล้วว่าคู่แข่งที่แท้จริงของธุรกิจก็คือ คู่แข่งหน้าเดิมที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ต่อยอดได้มากกว่านั่นเอง

ตอบโจทย์ปัจจัย 3 ด้านเพื่อแก้วิกฤตปัญหาการผลิตด้วย IBM Maximo

รูปคุณ Louis Stoop, Presale Leader Maximo and Tririga, APAC

IBM ได้นำเสนอปัจจัย 3 ด้านที่จะทำให้องค์กรสามารถแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพของการปฏิบัติงานไว้ดังนี้

1.Enterprise Asset Management(EAM) – องค์กรจะต้องทราบถึงข้อมูลสินทรัพย์ที่มีอยู่และสามารถบริหารจัดการวางแผนเกี่ยวกับสินทรัพย์เหล่านั้นได้

2.Asset Performance Management(APM) – องค์กรควรจะสามารถคาดการณ์และปรับปรุงการวางแผนเกี่ยวกับอุปกรณ์ได้ โดยในส่วนนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการใช้งานข้อมูลหรือ Insight ที่มีอยู่นั่นเอง

3.Maintenance, Repair and Operation Inventory Optimization(MRO IO) – องค์กรต้องสามารถพัฒนาให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและลดค่าใช้จ่ายด้วยการควบคุมคลังสินค้า

ทั้งนี้ปัจจุบันทาง IBM ได้พัฒนาให้ Maximo สามารถตอบโจทย์ได้ในปัจจัย 3 ข้อ นั่นคือการบริหารจัดการสินทรัพย์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในทุกภาคธุรกิจเช่น ยานยนต์ โรงพยาบาล พลังงาน หรืออื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดข้อมูลที่ได้มาด้วย AI และ Data Visualization ด้วยความสามารถของ Watson หรือ Cognos ที่ IBM มีอยู่แล้ว มากกว่านั้นยังมีความสามารถในการบริหารจัดการคลังสินค้าและสามารถเชื่อมต่อเข้ากับซอฟต์แวร์ด้านการเงินได้ด้วย เช่น SAP และ Oracle เป็นต้น

ฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจและทิศทางการดำเนินงานของ IBM Maximo

  • Work Center เป็นหน้าจอการทำงานที่ IBM ได้เพิ่มเข้ามาในปีก่อนหรือพูดง่ายๆ คือมีหน้าจอการใช้งานที่สามารถปรับแต่งให้เข้ากับหน้าที่ของผู้ใช้งานได้ โดยปัจจุบันมีอยู่ 3 รูปแบบคือ Supervisor, Technician และ Business Analyst 
  • Equipment Maintenance Adviser – ปัจจุบันองค์กรมักมีพนักงานรุ่นใหม่เข้ามาซึ่งไม่ค่อยกล้าถามรุ่นพี่สักเท่าไหร่ ดังนั้นในเมื่อมีประวัติการใช้งานเก็บอยู่แล้ว Maximo จึงสามารถแชร์เคสและข้อมูลเกี่ยวข้องที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานผ่านโปรแกรมเพื่อให้คำแนะนำกับผู้ปฏิบัติงานได้
  • Cognos – ผู้ใช้งาน Maximo เวอร์ชัน 7.6 ขึ้นไปจะสามารถใช้งาน Cognos 11 ขึ้นไปได้ฟรี (เครื่องมือ BI ของ IBM) โดยไม่ต้องเสียค่า License แต่อย่างใด
  • Connector – Maximo 7.6.1 ขึ้นไปสามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ระดับองค์กรอื่นๆ อย่าง SAP, SAP S/4 HANA และ Oracle ได้โดยง่าย
  • Technical Update – Maximo 7.6.1 ขึ้นไปสามารถรองรับ Java 8, WAS 9, WAS Liberty, DB2 11.1(AWSE) และ MMI
  • Better User Experience – ปรับ UI ให้มีสีสันสวยงานขึ้น รวมถึงสามารถย่อขยายแล้วส่วนประกอบอย่างฟอนต์หรือ Scroll Bar ปรับตาม
  • Privacy Law – Maximo สามารถคอมไพล์กฎหมายส่วนบุคคลของข้อมูลได้(GDPR) เช่น หากผู้ใช้ไม่ต้องการให้ติดตามตัวตนก็สามารถลบข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกได้เช่น อีเมล ชื่อ เบอร์ หรืออื่นๆ 

โดยแนวทางการพัฒนาของ Maximo นั้น ทาง IBM ได้มีการผนวกเอาเทคโนโลยีใหม่ที่เล็งเห็นว่าเป็นประโยชน์เพื่อต่อยอดให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานและเกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุดด้วยเทคโนโลยี เช่น Blockchain ที่มีคุณสมบัติ Immutable ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกับองค์กรที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลและไม่เกิดการสูญหายได้ง่ายๆ หรือเชื่อมต่อ BI และเสริม AI แม้กระทั่งเทคโนโลยีอย่าง VR ที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมองเห็นภาพเสมือนของสินทรัพย์ได้ เป็นต้น

สำหรับในกรณีของอุปกรณ์ IoT ตัว Maximo ก็สามารถรองรับอุปกรณ์ IoT ได้เช่นกัน ซึ่งในงานครั้งนี้คุณ Louis ก็ได้สาธิตการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ของตัวเองให้เราได้รับชมกันด้วย ที่สามารถแสดงติดตามพฤติกรรมการใช้งานหรือแสดงพิกัดของอุปกรณ์ได้ อย่างไรก็ตามเขายังได้กล่าวฝากปิดท้ายไว้ว่า “หากวันนี้องค์กรของใครยังไม่เริ่มประยุกต์ใช้งานข้อมูลก็ยังไม่เป็นไร แต่ผมอยากฝากว่าข้อมูลต่างๆ ที่ท่านได้วันนี้กรุณาทำบันทึกเก็บเอาไว้ไม่ว่าจะเป็น Root Cause Analysis หรือวิธีแก้ปัญหา ในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้าทุกท่านอาจจำเป็นต้องใช้เพื่อต่อยอดในด้าน Prediction แต่อนาคตนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากท่านขาดข้อมูลเหล่านั้น

ถอดบทเรียน : Maximo on Cloud จากบริษัทบ้านปู (BANPU) จำกัด

คุณ Ganokkul Wuttinonchai ผู้จัดการฝ่ายโปรเจ็คด้านไอทีของบริษัทบ้านปูจำกัด

ในช่วงนี้เราได้รับเกียรติจาก คุณ Ganokkul Wuttinonchai ผู้จัดการฝ่ายโปรเจ็คด้านไอทีของบริษัทบ้านปูจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทประกอบธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินและปัจจุบันได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย รวมถึงยังมีฐานธุรกิจในหลายประเทศ โดยเธอได้เล่าที่มาของปัญหาว่าก่อนหน้านี้บริษัทได้เผชิญปัญหาของฮาร์ดแวร์ล้าสมัย ซึ่งหากตัดสินใจซื้อฮาร์ดแวร์ต่อจะต้องลงทุนอีกมหาศาลและหลังจากศึกษาดีแล้วจึงพบว่าโซลูชัน Cloud นั้นตอบโจทย์มากที่สุด นอกจากนี้ขั้นตอนการย้ายระบบจาก On-premise สู่ Cloud ก็ใช้เวลาสั้นกว่า(เพียงแค่ 2 เดือน) จึงส่งผลกระทบต่อการทำงานน้อยกว่าที่สำคัญคือประหยัดงบในการทำ DR อีกด้วย

อีกปัญหาหนึ่งในด้านธุรกิจเธอพบว่าก่อนหน้านี้บริษัทต้องลงทุนสั่งชิ้นส่วนสำรองมากักตุนเอาไว้จำนวนมาก แต่หลังจากที่ใช้ Maximo ได้ 3 ปีบริษัทก็สามารถประเมินการซื้อชิ้นส่วนเหล่านั้นและประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ถึง 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 2,100 ล้านบาท(ค่าเงินปัจจุบัน) นอกจากนี้หลังจากมั่นใจมากขึ้นแล้วจึงได้เสริมความสามารถของ Maximo เข้าไปในหลายส่วนของการทำงาน อาทิเช่น ลดการใช้กระดาษคนงานหน้าเหมืองด้วยการใช้มือถือแทนเพื่อส่งข้อมูลขึ้นเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง จากเดิมต้องจดลงกระดาษกรอกข้อมูลลง Excel และส่งขึ้นโปรแกรม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า Maximo ได้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างแท้จริง รวมถึงยังใช้กับระบบ Work Order, Warranty และเชื่อมต่อกับระบบบัญชี Oracle ด้วย

อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ยกระดับระบบไอที คุณ Ganokkul จึงได้ฝากถึงบริษัทที่กำลังเตรียมตัวย้ายระบบเก่าสู่ Maximo บน Cloud ว่าต้องมีการเตรียมตัวใน 3 ด้าน

  • โปรเซส – องค์กรต้องประเมินกระบวนการปฏิบัติว่าเป็นอย่างไร โดยสำหรับกรณีของบ้านปูพบว่าหากใช้งานแบบ On-premise ยังมีความเสี่ยงในด้าน Security มากกว่า Cloud ด้วย
  • เทคโนโลยี – เทคโนโลยีที่ใช้อยู่เป็นอย่างไร ฟีเจอร์ที่มีอยู่พร้อมรองรับการย้ายสู่เวอร์ชันใหม่หรือยัง เพราะหากไม่ประเมินให้ดีอาจจะพบปัญหาในภายหลังที่ยุ่งยากตามมาได้ โดยแนะนำว่าควรเชิญ User ที่มีความคุ้นเคยมาร่วมทดลองด้วยเพราะมีประสบการณ์ตรงมากกว่าไอที
  • คน – ปกติแล้วระบบแบบ On-premise จะใช้คนที่มีทักษะเฉพาะแบ่งแยกกันอย่าง Network, Server และ Application แต่การขึ้น Cloud ฝ่ายเทคนิคจะต้องมีทักษะในทุกด้านที่จำเป็น ดังนั้นควรจะการเตรียมทักษะของคนจึงสำคัญไม่แพ้กัน

ถอดบทเรียน : Maximo Anywhere จาก Ramathibodi Facilities Services(RFS)

คุณ Lertvitch Lertratkosum วิศวกรอวุโสจาก RFS (ซ้าย)

RFS เป็นบริษัทผู้รับเหมาเรื่องการดูแลระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไอที อาคาร หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลเครือรามาธิบดีซึ่งความท้าทายอย่างที่ทราบกันดีคือการให้บริการระบบที่มีผลต่อชีวิตคน ดังนั้นในกรณีฉุกเฉินบริษัทได้รับประกัน SLA สินทรัพย์บางรายการอยู่ที่ 5 นาทีเท่านั้นซึ่งกรณีนี้สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการออก Work Order ได้จาก Maximo สู่มือถือของผู้ปฏิบัติงานได้โดยตรง โดยในช่วงนี้ได้รับเกียรติจากคุณ Lertvitch Lertratkosum วิศวกรอวุโสจาก RFS มาแชร์ประสบการณ์ในครั้งนี้

คุณLertvitch ได้เผยว่าเหตุที่ตัดสินใจเปลี่ยนระบบเก่าสู่ Maximo Anywhere เพราะว่าระบบเดิมไม่รองรับการแก้ไขฟอร์มเอกสาร และแก้ไข Work Flow ได้ยากมาก รวมถึงไม่รองรับการใช้งานบนมือถือด้วยและต่อเข้าใช้งานระบบอื่นไม่ได้เลย อย่างไรก็ตามพื้นที่บริการของโรงพยาบาลนั้นกว้างใหญ่มากทางบริษัทจึงได้เลือกใช้ Maximo Anywhere ที่รองรับได้ทั้ง iOS และ Android และทำงานแบบ Offline ได้ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถเลือกใช้เครือข่ายได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น 4G หรือ WiFi และขนาดเหมาะแก่การพกพาสู่หน้างานจริง ไปจนถึงพบว่า Maximo มี Plugin เสริมอย่าง Building Information Model(BIM) ที่ช่วยให้ทีมงานสามารถวิเคราะห์ปัญหาของอาคารจริงได้โดยการจำลองภาพเสมือนทำให้ไม่ต้องลงพื้นที่จริงด้วย

อย่างไรก็ตามคุณLertvitch ได้ให้ข้อคิดจากประสบการณ์ตรงไว้ 2 ข้อดังนี้

1.ต้องเตรียมความพร้อมของข้อมูลที่จะย้ายระบบให้ดี

2.พิจารณา Workflow ที่จะนำขึ้นระบบมือถือให้ดีเพราะหากมีค่าพารามิเตอร์มากอาจทำให้การทำงานล่าช้าได้

ความสามารถเสริมของ IBM Maximo และ License การใช้งาน

ซอฟต์แวร์ Maximo ถือเป็นส่วนหลักในการดูแลจัดการสินทรัพย์ขององค์กรอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีเพื่อส่งเสริมความสามารถให้เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจ ทาง IBM จึงได้พัฒนาโมดูลเสริม (Add-on) ให้แก่ผู้ที่สนใจไว้มากมายที่ช่วยลดการพึ่งพาซอฟต์แวร์ Third-party เช่น ERP Adapter เพื่อเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ SAP หรือ Oracle โดยไม่ต้องทำการปรับแต่งระบบให้ยุ่งยาก, Asset Configuration Manager ที่เหมาะกับธุรกิจการบินหรือสายการผลิตพาหนะต่างๆ, Server Provider สำหรับบริษัทผู้ให้บริการที่จะนำไปบริหารให้ลูกค้าของตนอีกทีหนึ่ง หรือแม้กระทั่ง Anywhere ก็เป็นอีกโมดูลหนึ่งของ Maximo ด้วยเช่นกันที่ทำให้สามารถใช้งานผ่านมือถือ รองรับได้ถึง 19 ภาษาและทำงานแบบ Offline ได้ซึ่งตอบโจทย์ในพื้นที่อับสัญญาณ รวมถึงรองรับ RFID, GPS และการทำ E-Signature ด้วย

สำหรับรูปแบบของการใช้งานนอกจากลูกค้าจะสามารถนำซอฟต์แวร์ไปติดตั้งแบบ On-premise หรือลงบน Cloud เจ้าต่างๆ ได้แล้ว ทาง IBM ยังได้นำเสนอ Maximo ในรูปแบบของ SaaS ใน 2 ลักษณะคือแบบนี้มีความสามารถเป็น Standard เหมาะแก่การใช้งานทั่วไปหรือแบบที่ Customize(Flex) ได้มากซึ่งมีราคาสูงกว่า ทั้งนี้ License ของฝั่งผู้ใช้จะแบ่งตามหน้าที่คือ Admin (Full Feature), Limited User (เลือกใช้งาน 3 โมดูลจาก 6 โมดูล), Express (ผู้บริหารหรือทีมงานที่ใช้งาน Work Order เป็นหลัก) หรือ Self-service เข้ามาใช้ได้ฟรี โดยค่าใช้จ่ายจะเรียงจากมากมาน้อยตามลำดับ นอกจากนี้ยังมี License ในลักษณะ Concurrent หรือการใช้งานพร้อมกันอีกด้วย ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมหรือทดลองใช้ Maximo ฟรีๆได้ที่นี่

สรุปเนื้อหาของงานในวันนี้จะเห็นได้ว่าซอฟต์แวร์บริหารจัดการสินทรัพย์ IBM Maximo ได้ขยายขีดความสามารถไปกว้างไกลในหลายอุตสาหกรรมเพราะประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงทั้งแบบ On-premise หรือ SaaS รวมถึงยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อกับระบบอื่นและใช้งานผ่านมือถือได้ อย่างไรก็ดี Triple Dot Consulting เจ้าภาพของงานก็ได้ฝากถึงผู้อ่านทุกท่านว่า “ไม่มีระบบใดเพียงระบบเดียวที่ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจได้ทุกอย่าง ดังนั้นองค์กรจึงต้องมีการศึกษา Use Case ใหม่ๆ และปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการอย่างเหมาะสม งานสัมมนาครั้งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อสร้างการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ใช้งานและผลักดันคอมมูนิตี้ของ IBM Maximo ในประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปครับ

ติดต่อทีมงาน Triple Dot Consulting เพื่อปรึกษาหรือนำเสนอโซลูชันเพิ่มเติม

Facebook: https://www.facebook.com/tripledotconsulting/

Email : info@tripledotconsult.com

Telephone : +66 2 610 3104


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce ประกาศใช้ Azure ขยายฐานการให้บริการ Marketing Cloud

เมื่อวานนี้ Salesforce ผู้นำตลาด Cloud CRM ได้ประกาศว่ากำลังจะใช้ Azure เพื่อให้บริการ Marketing Cloud

Fortinet เปิดตัว FortiGate 60F พร้อมชิปประมวลผล SOC4 เพิ่มสมรรถนะ SD-WAN ให้ถึงขีดสุด

Fortinet ผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยประสิทธิภาพสูง ประกาศเปิดตัว FortiGate 60F ที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล SOC4 สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อ SD-WAN ไปอีกขั้น ในขณะที่ Throughput การใช้งานสูงกว่าคู่แข่งอื่นในท้องตลาดถึง 17 เท่า