Breaking News

[PR] ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ เผย 5 แนวโน้มหลัก กำหนดทิศทางระบบไอทีและธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก ปี 2016

บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น ( HDS ) ธุรกิจในเครือของบริษัท ฮิตาชิ จำกัด เผย คาดการณ์ 5 แนวโน้มธุรกิจและไอทีของภาคพื้นเอเซียแปซิฟิคในปี 2016 โดย มร. เอเดรียน เดอ ลูกา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ เอเชีย แปซิฟิก ว่าองค์กรต่าง ๆ จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่ระบบดิจิตอลในปีหน้า เพื่อเตรียมพร้อมรับรูปแบบการทำงานต่าง ๆ ทั้งฝ่ายที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีในองค์กร

มร. เอเดรียน เดอ ลูกา กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิตอลกำลังจะกลายเป็นประเด็นสำคัญขององค์กรอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ หรือ ซีไอโอ จะไม่ได้เป็นผู้นำหลักในการเปลี่ยน แต่ผู้บริหารในทุกภาคส่วนต่าง ๆ ในองค์กรจะเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริหารฝ่ายการตลาด หรือ ซีเอ็มโอ จะพบว่ากลยุทธ์การตลาดแบบเดิม ๆ จะไม่ได้ผลอีกต่อไป ในขณะที่ผู้บริหารฝ่ายการเงิน หรือ ซีเอฟโอ จะพบว่ารูปแบบการทำธุรกรรมของลูกค้าและผู้จัดจำหน่ายได้เปลี่ยนไป ทุกภาคส่วนต้องปรับมุมมองใหม่ด้วยการใช้ระบบดิจิตอลมาช่วยในการทำงาน

มร. เอเดรียน เดอ ลูกา
มร. เอเดรียน เดอ ลูกา

โดย 5 แนวโน้มหลักที่จะกำหนดทิศทางของระบบสารสนเทศและธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกในปี 2016 มีดังนี้

hitachi-data-system-banner

1. องค์กรที่ไม่เคยปรับตัวจะก้าวสู่ระบบดิจิตอล

จากผลสำรวจของ Gartner CIO Agenda Insights report ปี 2015 รายงานว่า ในปีที่ผ่านมา ซีไอโอคาดหวังว่ารายได้ของธุรกิจจากช่องทางดิจิตอลเพียงร้อยละ 16 แต่ในปีนี้ตัวเลขดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเกิน 2 เท่าไปเป็นร้อยละ 37 จึงเป็นการตอกย้ำว่าการใช้ระบบดิจิตอลจะไม่ได้ถูกผลักดันจากฝ่ายสารสนเทศอีกต่อไป หากแต่ผู้นำของทุกภาคส่วนได้ริเริ่มสร้างแพลตฟอร์มและหันมาใช้ระบบดิจิตอล เพื่อการใช้งานของฝ่ายด้วยตัวเอง

ยกตัวอย่างในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าฝ่ายซีเอ็มโอจะไม่ไปหาแผนกสารสนเทศเพื่อสร้างระบบอีกต่อไป แต่จะไปหาผู้ให้บริการที่ให้บริการในรูปแบบ as a service ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการในภาพรวมของธุรกิจ เพื่อตอบสนองความจำเป็นในเชิงรุก มากกว่าที่จะรอให้บริษัทผู้ค้าหรือคู่แข่งสร้างแพลตฟอร์มใหม่ขึ้นมา

2. บริษัทอัจฉริยะจะช่วยสร้างเมืองอัจฉริยะ

เมืองอัจฉริยะเป็นประเด็นที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ความสนใจมานานแล้ว โดยมีหลายประเทศเริ่มโครงการมากมายเพื่อตอบโจทย์ด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ความปลอดภัยสาธารณะจนถึงการเพิ่มศักยภาพระบบขนส่ง อย่างไรก็ดี ยังมีรัฐบาลของเพียงไม่กี่ประเทศที่มีประสบการณ์หรือช่องทางระดมทุนในการสร้างและดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง หากแต่ต้องร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้ลงทุนในระบบ Internet of Things (IoT) และนำทรัพย์สินทางปัญญาของตนพร้อมกับพันธมิตรในกลุ่มเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาโซลูชั่นที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เป็นรูปธรรมได้ร่วมกัน

นั่นย่อมหมายความว่าบริษัทอัจฉริยะต่าง ๆ จะเป็นตัวกระตุ้นให้เมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นได้จริง ในขณะที่รัฐบาลในประเทศต่าง ๆ ได้เปิดโอกาสสำหรับโครงการใหม่ ๆ อาทิ Digital India, Smart Nation Singapore และ Digital China ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับบริษัทในธุรกิจอุตสาหกรรมนี้จะมีมาก โดยมูลค่าการลงทุนเฉพาะด้านเทคโนโลยีในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าหรือเท่ากับ 11.3 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2023 ตามที่บริษัทวิจัย Navigant Research ได้คาดการณ์ไว้

3. ระบบสารสนเทศแบบ Cross-modal จะรวมธุรกิจเป็นหนึ่งเดียว

เป็นที่ทราบกันดีว่าองค์กรฝ่ายสารสนเทศมี 2 รูปแบบในการตอบสนองความต้องการขององค์กรดิจิตอล ได้แก่

รูปแบบที่ 1 – แอพพลิเคชั่นที่รองรับระบบการบันทึกแบบเดิม ๆ อาทิ ระบบ CRM และอีคอมเมิร์ซ ซึ่งระบบเหล่านี้ถูกสร้างภายใต้การคาดคะเนได้ ความแม่นยำ และการพร้อมใช้งาน เพื่อรองรับข้อมูลที่มีความสำคัญกับองค์กร

รูปแบบที่ 2 – ระบบสำหรับข้อมูลเชิงลึกที่ต้องอาศัยการทำงานเชิงลึก อาทิ การวิเคราะห์ข้อมูล big data เพื่อนำเสนอมุมมองความเป็นไปของธุรกิจในเชิงลึกให้ผู้ใช้สามารถทดสอบสมมติฐานบางประเภทได้โดยการจัดเรียงชั้นของชุดข้อมูล ระบบเหล่านี้ต้องอาศัยความคล่องตัวและความเร็วเพื่อให้องค์กรสามารถทดลองความคิดใหม่ ๆ ให้ธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและประหยัด พร้อมกับกำจัดสิ่งที่ไม่เกิดผล และพร้อมทดสอบสิ่งใหม่ได้ตลอดเวลา

ความจำเป็นในการรวมทั้ง 2 รูปแบบเข้าด้วยกันเพื่อสร้างระบบ cross-modal จะทวีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่ต้องการความคุ้มค่าสูงสุดในการดำเนินงาน และประสานระบบสำหรับการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ และการตอบสนองของลูกค้า โดยองค์กรที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด ได้แก่ องค์กรที่สามารถเลือกใช้กระบวนการที่มีความคล่องตัวในการทำงาน และพร้อมนำเสนอ application programming interfaces (API) ซึ่งเป็นช่องทางตัวกลางการเชื่อมต่อโปรแกรมประยุกต์หรือระบบปฏิบัติการอื่น ๆ ทำให้เกิดความรวดเร็วสำหรับการบริการด้านธุรกิจ และองค์กรที่สามารถสร้าง data lake สำหรับสินทรัพย์ดิจิตอล และสร้างมาตรฐานให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของตนจะอยู่รอดได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

4. ระบบ Multi-Cloud ช่วยต่อยอดธุรกิจระหว่างภูมิภาค

การเกิดขึ้นของความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ Trans-Pacific Partnership (TPP) จะสร้างประโยชน์อย่างมากให้กับภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกด้านเงื่อนไขการค้า และเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อตกลงการค้าดังกล่าว การลงทุนด้านโครงสร้างเทคโนโลยีจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อเชื่อมต่อภูมิภาคเศรษฐกิจนี้ หลายองค์กรได้มีการริเริ่มเพิ่มศักยภาพให้ดาต้า
เซ็นเตอร์ โดยการใช้ระบบคลาวด์คอมพิวติ้งมากขึ้น นอกจากนี้ยังลงทุนด้านการพัฒนาการเชื่อมต่อความเร็วสูงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างพื้นที่สำคัญระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ก็กำลังมีการดำเนินการไปได้ด้วยดี

การเปิดตลาดจะมีผลกระทบต่อการใช้ระบบคลาวด์ และเพิ่มทางเลือกจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยกว่าร้อยละ 70 ขององค์กรได้มีการใช้หรือกำลังพิจารณาระบบ Hybrid Cloud ในปัจจุบัน รวมถึงข้อกำหนดต่าง ๆ ใน TPP เพื่อคุ้มครองข้อมูลนอกประเทศ และหลีกเลี่ยงภาษีอิเล็กทรอนิกส์จะยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญในการสร้างระบบ Multi-Cloud ระหว่างภูมิภาคเพื่อการขยายตัวทางธุรกิจต่อไปในอนาคต

5. การขาดแคลนทักษะจะสร้างกระแสการจ้างผู้เชี่ยวชาญ

ในปี 2016 จะมีหลายปัจจัยกระทบต่อตลาดการจ้างงานในสายเทคโนโลยี ส่งผลให้หลายองค์กรต้องมองหาหนทางในการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านสารสนเทศนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแค่การสร้างเด็กจบใหม่ที่มีความชำนาญเฉพาะทางอย่างสาขา data science หากต้องรวมถึงการสร้างศักยภาพให้กับพนักงานในองค์กรที่มีอยู่เดิมเพื่อเติมเต็มช่องว่างในระยะยาว

มร. เอเดรียน กล่าวเพิ่มเติมว่า “การทำงานของวัยทำงานในกลุ่ม Gen Z แตกต่างจากกลุ่มอื่นก่อนหน้านี้อย่างมาก เพราะพวกเขามีแนวโน้มในการทำงานโดยเฉลี่ย 17 ตำแหน่งงานตลอดช่วงชีวิตการทำงาน ซึ่งพวกเขาจะพัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่หลากหลาย และในธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังนั้น องค์กรต้องหาช่องทางใช้ประโยชน์จากจุดนี้ เพราะคนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญกับการมีส่วนช่วยสังคมมากกว่าตัวองค์กร”

ภาครัฐจะให้ความสำคัญกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนรุ่นโดยการปรับตลาดแรงงาน นำเสนอแรงจูงใจทางภาษีรูปแบบใหม่ และผ่านกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการลงทุน อาทิ ระบบ crowd sourcing หรือการร่วมสร้างสรรค์ของกลุ่มคนเพื่อร่วมกันทำสิ่งต่าง ๆ รวมถึงแก้ไขปัญหาร่วมกันผ่านทางออนไลน์ การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลมุ่งเน้นเช่นกัน ดังที่ประเทศสิงคโปร์ได้ลงทุนกว่า 0.9 พันล้านเหรียญสหรัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนภาคสาธารณะ

 

เกี่ยวกับบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์

Hitachi-Data-Systems-Logo

บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ เป็นบริษัทในเครือของกลุ่มบริษัท ฮิตาชิ จำกัด โดยเป็นบริษัทผู้นำเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการข้อมูล ที่จะช่วยขับเคลื่อนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และยังสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม โดยมุ่งหวังให้เกิดสังคมที่ปลอดภัย, สร้างสุขภาพที่ดี และมีความทันสมัย ผ่านการคิดค้นนวัตกรรมและสร้างมูลค่าที่แท้จริงจากฐานข้อมูลสารสนเทศขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า Internet of Things ด้วยโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานทางด้านไอทีแบบครบวงจร ได้แก่ สตอเรจ, เซิร์ฟเวอร์, ซอฟต์แวร์, การวิเคราะห์ , การบริหารจัดการเนื้อหา, และคลาวด์คอมพิวติ้ง พร้อมการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายอย่างครบถ้วน ด้วยความเชี่ยวชาญของ ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ที่บูรณาการทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีปฏิบัติการที่ดีที่สุด จากบริษัทในเครือฮิตาชิฯ เพื่อส่งมอบนวัตกรรมข้อมูลเชิงลึกให้กับธุรกิจ และสังคม ให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง และการเติบโตในอนาคตได้อย่างดีเยี่ยม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ HDS.com

เกี่ยวกับบริษัท ฮิตาชิ จำกัด

Hitachi_inspire_the_next-Logo

บริษัท ฮิตาชิ จำกัด (ชื่อในตลาดหุ้นโตเกียว: 6501) มีสำนักงานใหญ่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำระดับโลก ด้วยจำนวนพนักงานทั่วโลกประมาณ 326,000 ราย โดยในปีงบประมาณ 2555 (จนถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556) บริษัทฯ มียอดขายรวม 9,041 พันล้านเยน (96.1 พันล้านดอลลาร์) ทั้งนี้ บริษัทฮิตาชิให้ความสำคัญกับธุรกิจที่เน้นด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมมากกว่าเดิม ซึ่งรวมถึงระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสารสนเทศและโทรคมนาคม ระบบไฟฟ้า ระบบเครื่องจักรก่อสร้าง วัสดุและอุปกรณ์ที่ครอบคลุมการทำงานระดับสูง ระบบยานยนต์และอื่น ๆ สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทฮิตาชิ สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ http://www.hitachi.com



About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Linux 5.8 Stable ออกแล้ว รองรับ AMD Energy Driver, F2FS LZO-RLE และ IBM POWER10 Booting

Linus Torvalds ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Linux 5.8 แล้วอย่างเป็นทางการ โดยถือเป็น Release Cycle ที่มีขนาดใหญ่มาก และมาพร้อมกับความสามารถใหม่ๆ มากมายดังนี้

[Guest Post] วิสัยทัศน์ของซัมซุงกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนไปสู่ Next Normal

ซัมซุง เปิดมุมมองใหม่ของอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน ผ่านบทความของ ดร. ทีเอ็ม โรห์ ประธานฝ่าย โมบายล์ คอมมูนิเคชั่น ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์