[PR] ไฟเบอร์วัน จับมือสัมมากร สร้างบ้านตอบรับชีวิตยุคดิจิทัล 
ก้าวสู่คอนเซ็ปต์ Smart Home- Smart Living – Smart Society

ไฟเบอร์วัน ติดตั้งโครงข่ายไฟเบอร์ติก ตอบรับแนวโน้มบ้านอัจฉริยะ ตามปณิธานของสัมมากร
“เราไม่เพียงสร้างบ้าน แต่เราสร้างสังคม”

กรุงเทพฯ 29 มีนาคม 2560: ไฟเบอร์วัน ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกแบบรวมศูนย์ จับมือโครงการสัมมากร วางแผนติดตั้งโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกให้กับหมู่บ้าน และคอนโดในโครงการทั้งหมด 14 โครงการ  โดยปัจจุบัน
นำร่องติดตั้งที่โครงการสัมมากรบางกะปิ และเอส9 คอนโดมิเนียม สร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ตอบรับชีวิต
ยุคดิจิทัล ก้าวสู่บ้านแห่งอนาคต Smart Home, Smart Living , Smart Society

นายกิตติ โกสินสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไฟเบอร์วัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไฟเบอร์วัน เล็งเห็นถึงแนวโน้มของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป และเรากำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัล โลกดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา การสร้างโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติก จะเป็นหัวใจสำคัญและเป็นโครงข่ายพื้นฐานในการปูทางสู่การใช้งานดิจิทัลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และตอบสนองต่อความต้องการ โดยเฉพาะในเรื่องเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะพฤติกรรมคนเปลี่ยนไป การรอแค่เพียง 30 วินาที ก็อาจทำให้คนเปลี่ยนใจไปใช้บริการของอีกแบรนด์หนึ่งได้ ดังนั้นโครงข่ายไฟเบอร์
ออฟติก ที่ให้ความเร็วในระดับกิกะบิตต่อวินาที จึงเป็นโครงข่ายที่เป็นหัวใจสำคัญของโลกดิจิทัล”

นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือกับไฟเบอร์วัน ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในปณิธานของสัมมากรที่ว่า “เราไม่เพียงสร้างบ้าน แต่เราสร้างสังคม” เราเล็งเห็นว่าแนวโน้มของ Smart Home, Smart Living, Smart Society เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนรุ่นใหม่ และตอบรับกับการใช้ชีวิตยุคดิจิทัลในวันนี้ และในอนาคตอันใกล้ ยกตัวอย่างเช่น การติดกล้องวงจรปิดที่บ้านและดูผ่านมือถือ ช่วยให้คนทำงาน
ยุคใหม่ ดูลูกหรือพ่อ-แม่ ผู้สูงวัย ได้อย่างรู้สึกวางใจมากขึ้น การสั่งเปิดแอร์ก่อนถึงบ้าน 20 นาที ผ่านมือถือ พอถึงบ้านก็เย็นสบายพอดี การสั่งเปิดไฟหน้าบ้านหรือในบ้านตอนเราถึงบ้านเพื่อสะดวกในการเดินเข้าบ้าน หรือหลอดไฟรุ่นใหม่ที่มีเซ็นเซอร์เปิดอัตโนมัติยามพระอาทิตย์ตกดิน การเปิดทีวีและสั่งอัดรายการโปรดตอนเราไม่อยู่บ้าน รวมถึงบริการไฟเบอร์ทีวี ที่ให้ภาพคมชัดสมจริงได้อรรถรสความบันเทิงเต็มรูปแบบ หรือในอนาคตอันใกล้ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เราสามารถสั่งเปิด-ปิด ผ่านรีโมท หรือเชื่อมโยงเข้าอินเทอร์เน็ต”

นายกิตติพล กล่าวต่อว่า “เทคโนโลยีได้ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันของเราในทุกๆ การใช้งาน นี่คือ รูปแบบชีวิตยุคดิจิทัล และสัมมากรพร้อมในการให้บริการลูกบ้าน”

ปัจจุบัน ไฟเบอร์วันได้ติดตั้งโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกให้กับโครงการหมู่บ้านและคอนโดของสัมมากรแล้ว 2 แห่ง คือ โครงการสัมมากรบางกะปิ และเอส9 คอนโดมิเนียม และกำลังดำเนินการอยู่ 2 โครงการ คือ โครงการสัมมากรอเวนิว
รามอินทรา-วงแหวน และชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ รวมถึงมีแผนติดตั้งในโครงการสัมมากรสุวรรณภูมิ และอเวนิว
ชัยพฤกษ์-วงแหวน นอกจากนั้น ยังได้รับความไว้วางใจในการติดตั้งระบบ E-Security ผ่านกล้องวงจรปิด เพื่อให้ลูกบ้านในโครงการสัมมากร นอกจากสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังได้รับความปลอดภัยจากระบบ
E-Security system จากโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกของไฟเบอร์วัน

ที่สำคัญ คือ โครงการหมู่บ้านไม่จำเป็นต้องลงทุนติดตั้งโครงข่ายเอง เพราะไฟเบอร์วัน ใช้โมเดลในการดำเนินธุรกิจแบบ Sharing and Caring โดยไฟเบอร์วันเป็นผู้ติดตั้งโครงข่ายให้กับหมู่บ้านนิติบุคคล และดูแลรักษาโครงข่ายให้เป็นเวลา
15 ปี หลังจากนั้นจะยกโครงข่ายให้กับทางโครงการ

นอกเหนือจากนี้แล้ว ทางสัมมากรได้ร่วมมือกับบริษัท สมาร์ทไลฟ์ ซิสเต็ม จำกัดพาร์ตเนอร์ของทางชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการติดตั้งแอพพลิเคชั่นโฮมคอนโทรล โดยโซลูชั่นที่นำมาสาธิตในครั้งนี้ คือ ULTI Zigbee EZinstall3 โซลูชั่นสำหรับสมาร์ทโฮม ในการควบคุมระบบแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ  โทรทัศน์  และโคมไฟห้องรับแขกและห้องรับประทานอาหาร โดยสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน และมีโปรโมชั่นให้กับลูกบ้านในราคาพิเศษ

เกี่ยวกับไฟเบอร์วัน

บริษัท ไฟเบอร์วัน จำกัด (มหาชน) ให้บริการวางโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกถึงที่พักอาศัยและชุมชนของผู้อยู่อาศัย โดยร่วมมือกับนิติบุคคลอาคารชุด และนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในการติดตั้งโครงข่ายดิจิทัลแบบรวมศูนย์ (Digital Service Platform) เพื่อรองรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและบริการดิจิทัลอื่นๆ ในอนาคต โดยโครงข่ายที่ไฟเบอร์วันเดินสายเป็นโครงข่ายไฟเบอร์ออฟติกเข้าถึงบ้านแต่ละหลัง หรือห้องพักในคอนโดมิเนียมแต่ละห้อง แทนสายทองแดงในปัจจุบันที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า โดยการติดตั้งโครงข่ายนี้ ไฟเบอร์วันมิได้คิดค่าบริการใดๆ จากเจ้าของโครงการที่พักอาศัย หรือจากนิติบุคคลที่บริหารจัดการโครงการ หรือจากผู้อยู่อาศัยแต่ละรายแต่อย่างไร นอกจากนี้ ไฟเบอร์วันยังให้บริการดูแลและซ่อมบำรุงรักษาโครงข่ายดิจิทัลแบบรวมศูนย์นี้เป็นเวลา 15 ปี ด้วยค่าใช้จ่ายของบริษัทเอง ติดต่อเพื่อรับบริการติดตั้งโครงข่ายฟรี ได้ที่ 02-116-1113 หรือ http://www.fiber1.co.th หรือ อีเมล info@fiber1.co.th

###

เกี่ยวกับสัมมากร

บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2513 โดยมีหลักในการดำเนินธุรกิจ จะเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทจำหน่ายโดยเน้นคุณภาพของงานก่อสร้าง สภาพแวดล้อมและสาธารณูปโภคที่ได้มาตรฐาน และมีการจัดระบบบริการชุมชนเป็นสำคัญ ภายใต้สโลแกน “เราไม่เพียงสร้างบ้าน แต่เราสร้างสังคม” โดยเริ่มก่อสร้างโครงการแรก คือ สัมมากรบางกะปิ ที่ได้ผสมผสานระหว่างการอยู่อาศัย กับการพักผ่อน โดยใช้ทะเลสาบ 5 แห่งในโครงการ
เป็นจุดขาย

ปัจจุบัน สัมมากร มีโครงการที่พักอาศัยในแนวราบทั้งหมด 9 โครงการ ได้แก่ สัมมากรบางกะปิ สัมมากรมีนบุรี สัมมากร นิมิตใหม่ สัมมากรรังสิตคลอง 2 สัมมากรรังสิตคลอง 7 สัมมากรนครอินทร์ สัมมากรราชพฤกษ์ สัมมากรรามคำแหง
สัมมากรอควา ดิวิน่า สัมมากรชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ และสัมมากรอเวนิว รามอินทรา-วงแหวน

นอกจากนี้ สัมมากร ยังมีโครงการที่พักอาศัยในแนวดิ่ง ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียม เอส9 และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทให้เช่าในรูปแบบคอมมินิตี้ มอลล์ ภายใต้ชื่อศูนย์การค้า สัมมากรเพลส ซึ่งปัจจุบันมี 3 แห่ง คือ สาขารามคำแหง 110 สาขารังสิต คลอง 2 และสาขาราชพฤกษ์

ผู้สนใจบ้านโครงการสัมมากรติดต่อคอลล์เซ็นเตอร์ 02-106-8300 หรืออีเมล marketing@sammakorn.co.th


About TechTalkThai PR 2

Check Also

สัมภาษณ์พิเศษคุณชาง ฟูจาก Tencent Cloud ในโลกที่ทุกอย่าง คือ ดิจิทัล ธุรกิจไทยจะสร้างโอกาสจากการใช้ศักยภาพของคลาวด์ให้เต็มที่ได้อย่างไร

  เมื่อเทคโนโลยีได้ก้าวเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจในยุคปัจจุบัน และกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ ยิ่งโลกมีความผันผวนมาก ธุรกิจก็ยิ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน และจะต้องปรับตัวเองให้ทันท่วงที ในบทความนี้ ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณชาง ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Tencent ประเทศไทย …

คู่มือ CRM ฉบับฟรีสำหรับ SME ไทย เผยวิธีช่วยหาลูกค้า ขายของให้สำเร็จ และรักษาลูกค้าใหม่ไว้ให้ได้

การสร้างฐานลูกค้าเป็นบททดสอบที่ยิ่งใหญ่สำหรับสตาร์ทอัปและ SME และยิ่งกลายเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่เดิมสำหรับในช่วงสองปีที่ผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนไปคือตอนนี้ลูกค้าคาดหวังจากธุรกิจมากกว่าแต่ก่อน ลูกค้าต้องการประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม เมื่อไปช้อปปิ้งออนไลน์หรือเมื่อมีคำถาม และลูกค้ายังต้องการเข้าถึงบริการแบบ Personalisation ตลอดเวลา และมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะหันไปหาบริษัทที่ตอบสนองความต้องการของตนได้ ทั้งนี้ การปรับตัวให้ทันกับความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในยุคนี้เป็นอย่างมาก