
ปัจจุบันองค์กรต้องรับมือกับความท้าทายจากปริมาณข้อมูลมหาศาล สภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้น แผนธุรกิจหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การนำ AI มาใช้ แต่คือการตั้งคำถามว่าจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจ, ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า, เพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจ และสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินงานได้อย่างไร
จากปัญหาดังกล่าว Elastic ผู้ให้บริการ Search AI ที่ไม่ใช่แค่การค้นหาด้วย AI ตามความหมาย แต่สามารถประยุกต์การค้นหานั้นไปสู่ระบบต่าง ๆ ได้หลากหลาย ได้จัดงาน AI Agent Summit Thailand 2026: From Vision to Value เพื่อชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีจากการใช้ Generative AI เพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ไปสู่ Agentic AI ที่สามารถคิดวิเคราะห์ได้อัตโนมัติ
ภายในงานสัมมนาได้มีการเจาะลึกถึง 3 หัวข้อที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยืดหยุ่นทางดิจิทัล ได้แก่ ระบบการค้นหาอัจฉริยะ, การเฝ้าระวังระบบ, และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งผสานรวมกันเพื่อสร้างเวิร์กโฟลว์การทำงานแบบอัตโนมัติผ่านการใช้เทคโนโลยี Retrieval Augmented Generation (RAG) ทั้งยังมีผู้บริหารระดับสูงมาเล่าถึงความท้าทายในการใช้ AI ให้เกิดเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง โดยมีรายละเอียดเชิงลึกดังนี้

The Evolution of Search จาก Keyword สู่ Agentic AI
Ravi Rajendran ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน ฮ่องกง ไต้หวัน และเกาหลีของ Elastic เล่าให้ฟังว่า รากฐานสำคัญของการนำ AI มาใช้ในองค์กรคือความสามารถในการจัดการและดึงข้อมูลมาใช้ได้อย่างแม่นยำ ระบบการค้นหาได้วิวัฒนาการจากอดีตที่อาศัยเพียง Keyword-based Search มาสู่การค้นหาเชิงความหมาย หรือ Semantic Search และ Vector Search ที่สามารถเข้าใจบริบทของสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการได้อย่างแม่นยำ
อย่างไรก็ตาม การใช้งาน Vector Search เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะความแม่นยำคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยป้องกันปัญหา AI ให้ข้อมูลผิดพลาด จุดนี้เอง Elastic จึงได้ผสานเทคโนโลยี Hybrid Search ที่รวมเอาการค้นหาทั้งแบบ Vector, Lexical และ Geospatial เข้าไว้ในฐานข้อมูลเดียว เพื่อแก้ปัญหาความยุ่งยากในการจัดการฐานข้อมูลหลายระบบ
นอกจากนี้ยังมีการนำเทคนิค Better Binary Quantization (BBQ) มาใช้ ซึ่งสามารถลดการใช้หน่วยความจำของระบบลงได้ถึง 90% ส่งผลให้ต้นทุนในการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงยังเปิดตัวเปิดตัว Elastic Agent Builder ซึ่งเป็นเครื่องมือแบบ No-code ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้าง AI Agent ที่เชื่อมต่อกับข้อมูลขององค์กรและ API ภายนอกได้อย่างรวดเร็วผ่านการสั่งการด้วยภาษาทั่วไป และมีความปลอดภัยสูง
ยกระดับความยืดหยุ่นของระบบด้วย Agentic Observability
ในทางกลับกันการนำ AI มาใช้ในงานวิเคราะห์ช่วยเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากการตั้งรับเป็นการทำงานแบบอัตโนมัติ ซึ่งแพลตฟอร์มของ Elastic สามารถรวบรวมข้อมูลสัญญาณต่าง ๆ ทั้ง Logs, Metrics และ Traces เข้ามาประมวลผลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีการพัฒนา logsDB เพื่อช่วยบีบอัดและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูล และมีการใช้ภาษา ESQL ที่ช่วยให้การคิวรีข้อมูลจากหลายแหล่งทำได้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น
เมื่อเกิดเหตุขัดข้องในระบบ Agentic AI จะตรวจสอบหาต้นตอของปัญหาผ่านเครื่องมือ Attack Discovery และประเมินผลกระทบในวงกว้าง โดย AI สามารถแนะนำขั้นตอนการแก้ไขปัญหา พร้อมหลักฐานสนับสนุน โดยมีระบบ Human-in-the-Loop ที่ให้วิศวกร SRE เป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายก่อนที่ AI จะลงมือแก้ไขระบบโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดระยะเวลา Mean Time To Resolve (MTTR) หรือระยะเวลาเฉลี่ยที่ทีมงานใช้ในการแก้ไขปัญหาลงได้
Agentic SOC ที่รวมศูนย์ด้านความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ด้วยรูปแบบของภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ไม่ประสงค์ดีมีการใช้ AI ในการสร้างมัลแวร์และโจมตีระบบโดยอัตโนมัติ ซึ่งสามารถเจาะระบบและขยายผลได้ภายในเวลาเพียง 27 วินาที ดังนั้นระบบ SIEM หรือ Security Information and Event Management แบบดั้งเดิมที่ต้องอาศัยนักวิเคราะห์มานั่งตรวจสอบทีละการแจ้งเตือนไม่สามารถรับมือกับความเร็วระดับนี้ได้อีกต่อไป
การเปลี่ยนผ่านสู่ Agentic SOC คือทางออกที่จำเป็น Elastic ได้เปิดตัวระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI Assistants ซึ่งเข้ามาช่วยจัดกลุ่มและวิเคราะห์การแจ้งเตือนนับพันรายการต่อวันให้กลายเป็นภาพรวมของการโจมตีตามกรอบ MITRE ATT&CK ซึ่ง AI Agent สามารถดึงข้อมูลขององค์กร เช่น ข้อมูลเครือข่าย หรือระดับความสำคัญของเซิร์ฟเวอร์มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภัยคุกคาม
ส่งผลให้องค์กรสามารถลดระยะเวลาในการวิเคราะห์ภัยคุกคามลงได้สูงสุดถึง 50% – 99% และสามารถยกระดับความสามารถของ SOC ไปสู่การทำงานแบบอัตโนมัติได้ในที่สุด

เจาะลึกมุมมองผู้บริหารระดับสูงกับภาพ Agentic AI
ภายในงาน AI Agent Summit Thailand 2026: From Vision to Value ทาง Elastic ได้เชิญตัวแทนจากองค์กรชั้นนำในประเทศไทยมาร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมและการประยุกต์ใช้ Agentic AI ในระดับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ NCSA, Microsoft, Kyndryl และ Gosoft ผู้ให้บริการ Retail Tech ภายใต้ CP ALL
เริ่มต้นที่ พลอากาศตรี จเด็ด คูหะก้องกิจ ผู้ช่วยเลขาธิการ NCSA ที่เน้นย้ำว่า การใช้ Agentic AI ต้องมาพร้อมกับมาตรฐาน AI Security ที่เข้มงวด เพื่อรับมือกับความเสี่ยง เช่น การบิดเบือนข้อมูลและ Prompt Injection องค์กรควรจัดทำนโยบาย Acceptable Use Policy สำหรับ AI เพื่อความโปร่งใส ปลอดภัย และมีการตรวจสอบผลลัพธ์โดยมนุษย์ควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก
ด้าน คุณวสุพล ธรรมานุชิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการจาก Microsoft Thailand ชี้ให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นส่วนต่อประสานผู้ใช้งานหลักขององค์กร ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ตัว Model แต่อยู่ที่การเชื่อมโยง AI เข้ากับบริบททางธุรกิจและข้อมูลเชิงลึกขององค์กร เพื่อให้ AI สามารถนำเสนอทางออกหรือคำแนะนำที่ถูกต้องแก่พนักงานและลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คุณวิสุทธิ์ชัย ศิริวรรธนาภา Digitally-Enabled Products Team Lead จาก Gosoft มองว่า ระบบการค้นหาแบบเดิมกำลังถูกแทนที่ด้วย AI ที่เข้าใจบริบทและเจตนาของผู้ใช้ สิ่งสำคัญในการนำ AI มาใช้ในสเกลระดับ Enterprise คือการทำ Data Governance เพื่อให้ข้อมูลมีคุณภาพสูงสุด การสร้างความเชื่อมั่นและการรักษาจุดสมดุลระหว่างความคุ้มค่าของการลงทุนกับการประยุกต์ใช้แนวคิด AI Does, Human Verifies เพื่อรักษามาตรฐานประสบการณ์ลูกค้า
ปิดท้ายด้วย คุณกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ กรรมการผู้จัดการ Kyndryl Thailand กล่าวว่า งบประมาณที่องค์กรส่วนใหญ่มักหมดไปกับการดูแลรักษา Legacy Systems องค์กรจำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบเดิมเพื่อนำงบประมาณที่เหลือมาลงทุนในนวัตกรรม AI นอกจากนี้ การใช้งาน AI จะไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องหากระบบโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพของข้อมูลต้นทางยังไม่มีความพร้อมอย่างสมบูรณ์
จากการที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดสำคัญในการก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยมีการตั้งเป้าหมายระดับชาติในการพัฒนาบุคลากรด้าน AI ให้มากกว่า 30,000 คน ภายในปี 2570 และเม็ดเงินลงทุนใน Data Center ถึง 91,000 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคในการผสานระบบที่องค์กรกว่า 46% กำลังเผชิญอยู่ องค์กรต้องมองหาแพลตฟอร์มที่รวมศูนย์ขีดความสามารถด้าน Data, Search, Observability และ Security ไว้ในที่เดียว
การลดความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการปล่อยให้ Agentic AI ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ ผู้บริหารและผู้นำองค์กรในปัจจุบันจึงมีหน้าที่สำคัญในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันและขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตแห่งการทำงานอัตโนมัติอย่างยั่งยืน

สำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และกำลังมองหาโซลูชันด้าน Agentic AI, Search, Observability และ Security ของ Elastic ที่ตอบโจทย์การทำงานในระดับ Enterprise อย่างแท้จริง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ประเมินความพร้อมของระบบ หรือขอรับคำปรึกษาจากทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญได้ที่ บริษัท Metro Connect โดยติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
- อีเมล: mktmcc@metroconnect.co.th
- โทรศัพท์: 02-089-4691
- Website: www.metroconnect.co.th
- Facebook: Metroconnect co.,ltd
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย











