เผยเบื้องหลังการพัฒนาหุ่นยนต์สัญชาติไทยสู้ COVID-19 ในโครงการ CU-RoboCovid โดยดร.มหิศร ว่องผาติ แห่ง HG Robotics และ Obodroid

ในช่วงวิกฤต COVID-19 นั้น เราได้เห็นความร่วมมือร่วมใจระหว่างหลายภาคส่วนของไทยเพื่อบรรเทาความรุนแรงของปัญหาในแง่มุมต่างๆ จนในทุกวันนี้เราก็ได้เห็นผลลัพธ์ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อไม่เพิ่มขึ้นมาหลายวันแล้ว และหนึ่งในนั้นก็คือความพยายามในการสร้างหุ่นยนต์ของทีมงาน HG Robotics และ Obodroid สำหรับใช้งานทางการแพทย์เพื่อลดโอกาสที่แพทย์และเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลจะติดเชื้อจากผู้ป่วยลง

ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์กับดร.มหิศร ว่องผาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท Obodroid และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท HG Robotics ซึ่งเป็นกำลังหลักในการออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์พร้อมทั้งซอฟต์แวร์เพื่อช่วยให้ทีมแพทย์และพยาบาลสามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ ลดปริมาณการใช้ชุด PPE ที่ขาดแคลนเป็นอย่างหนักในช่วงเริ่มต้นของวิกฤตภายในโครงการ CU-RoboCovid ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ MI Workspace ในบทความนี้เราจะเล่าถึงเบื้องหลังความเป็นมาของการพัฒนาหุ่นยนต์สัญชาติไทยเพื่อช่วยเหลือสังคมไทย และมุมมองต่ออนาคตในการที่ไทยจะสร้างหุ่นยนต์เพื่อใช้งานในเชิงพาณิชย์กันครับ

รู้จักกับ HG Robotics และ Obodroid ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีหุ่นยนต์สัญชาติไทย

ดร.มหิศรได้เล่าถึงความเป็นมาของบริษัทที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ CU-RoboCovid ในครั้งนี้ โดย HG Robotics คือบริษัทที่มุ่งเน้นด้านการพัฒนา Drone ทางการทหารและการเกษตรเป็นหลัก พร้อมระบบบริหารจัดการให้ Drone เหล่านี้สามารถทำงานได้อย่างเป็นอัตโนมัติและถูกต้องแม่นยำ ในขณะที่ Obodroid นั้นจะมุ่งเน้นไปที่โซลูชันด้าน Security Robot และ Smart Speaker Robot สำหรับใช้งานในเชิงพาณิชย์ เพื่อเปลี่ยนงานด้านการตรวจตราความปลอดภัยและการให้บริการหรือสือสารให้เป็นอัตโนมัติ

ทักษะและองค์ความรู้ของทั้ง HG Robotics และ Obodroid นี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญของโครงการ CU-RoboCovid ครั้งนี้ เพราะการพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับใช้งานทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์เฉพาะทางในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 นี้ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยมีผู้ผลิตรายใดในไทยทำมาก่อน และโซลูชันสำเร็จรูปจากต่างประเทศนั้นนอกจากจะมีราคาที่สูงจนเกินไปแล้วก็ยังไม่อาจตอบโจทย์ความต้องการได้แบบเต็มร้อย ดังนั้นงานนี้จึงถืองานที่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในการเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาให้สำเร็จ

ด้วยเหตุนี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ร่วมมือกับ MI Workspace, HG Robotics และ Obodroidจัดตั้งโครงการ หุ่นยนต์และอุปกรณ์สนับสนุนการแพทย์ในสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 หรือ CU-RoboCovid ขึ้นมา เพื่อผสานองค์ความรู้และการประสานงานอย่างทันท่วงทีเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ขึ้นมาช่วยบุคลากรทางการแพทย์กันเป็นการเร่งด่วน

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการติดต่อทีมงาน CU-RoboCovid เพื่อสอบถามข้อมูลหรือให้การสนับสนุน สามารถเยี่ยมชม Facebook Fan Page ได้ที่  https://www.facebook.com/curobocovid/ หรือติดต่อผ่านทาง LINE ของโครงการได้ที่ @curobocovid

โจทย์สำคัญคือการแข่งกับเวลา การกำหนด Requirement ให้เหมาะสมคือหัวใจ

ในช่วงแรกเริ่มนั้น ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นว่าการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นมีโอกาสที่สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นได้ จึงได้ทำการติดต่อทีมงานของดร.มหิศรเข้ามาถึงความต้องการของทีมแพทย์และพยาบาลซึ่งกำลังขาดแคลนชุด PPE เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่จากการติดเชื้อในระหว่างทำการรักษาผู้ป่วย COVID-19 ให้ได้ ทีมงานของดร.มหิศรจึงต้องลงพื้นที่หน้างานเพื่อสำรวจความต้องการ, กระบวนการในการทำงาน และการออกแบบ Best Practice ในการนำหุ่นยนต์มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งก็ได้กลายออกมาเป็น 2 โจทย์หลัก ได้แก่

  1. การรับส่งเวชภัณฑ์, อาหาร, น้ำ และสิ่งอื่นๆ ระหว่างทีมแพทย์พยาบาลและผู้ป่วย เพื่อให้การรักษา
  2. การสื่อสารกันระหว่างทีมแพทย์พยาบาลและผู้ป่วย

ทั้งสองโจทย์นี้คือกิจกรรมที่ทีมแพทย์พยาบาลและผู้ป่วยเคยต้องอยู่ใกล้ชิดกันและทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ ดังนั้นในช่วงแรกก่อนที่จะมีหุ่นยนต์เข้ามาช่วยนั้น ปริมาณการใช้ชุด PPE จึงมีสูงมาก เพราะทุกครั้งที่ต้องส่งเวชภัณฑ์, อาหาร, น้ำ หรือเข้าไปตรวจอาการสอบถามกับผู้ป่วย ก็ต้องเปลี่ยนชุด PPE ทุกครั้ง และยิ่งสถานการณ์ช่วงนั้นที่โรคกำลังแพร่ระบาดทั่วโลกจนชุด PPE ขาดแคลน ประเด็นนี้จึงกลายเป็นปัญหาสำคัญ

โครงการนี้เริ่มต้นคุยกันในวันที่ 15 มีนาคม 2020 ที่ผ่านมานี้เท่านั้น และมีแผนที่จะต้องเริ่มพัฒนาระบบให้ใช้งานจริงได้ภายในต้นเดือนเมษายน ทีมงานของดร.มหิศรจึงต้องนำเอาความรู้และประสบการณ์เดิมที่มีมาประยุกต์เข้าใช้กับโจทย์ และปรับให้เหลือเฉพาะฟังก์ชันที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้สามารถเริ่มต้นนำมาใช้งานจริงได้เร็วที่สุด

2 เทคโนโลยีตอบโจทย์แพทย์สู้ COVID-19: ปิ่นโต & น้องกระจก จาก CU-RoboCovid

เมื่อได้รับโจทย์เรียบร้อยแล้ว ทีมงานขอ CU-RoboCovid ก็ได้ทำการออกแบบเทคโนโลยีออกมาด้วยกัน 2 ส่วน คือ

1. ปิ่นโต หุ่นยนต์ส่งเวชภัณฑ์, อาหาร, น้ำ และอื่นๆ ที่นำเอารถเข็นในโรงพยาบาลมาปรับแต่งให้กลายเป็นหุ่นยนต์บังคับวิทยุ เพื่อให้ทีมแพทย์และพยาบาลสามารถส่งของต่างๆ ไปยังผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องสัมผัสใกล้ชิด และยังสามารถติดตั้งน้องกระจกในตัวเพื่อเสริมความสามารถด้านการสื่อสารได้

2. น้องกระจก ระบบ Telepresence ที่ออกแบบมาเพื่อลดการสัมผัสอุปกรณ์ในระหว่างการสื่อสารโดยเฉพาะ เพื่อให้ทีมแพทย์พยาบาลและผู้ป่วยสามารถพูดคุยแบบเห็นหน้ากันได้ โดยน้องกระจกนี้จะทำงานบน Tablet ซึ่งสามาถติดตั้งบนปิ่นโต หรือติดตั้งภายในห้องของผู้ป่วยก็ได้ พร้อมระบบบริหารจัดการเพื่อให้แพทย์และพยาบาลสามารถเลือกติดต่อไปยังน้องกระจกที่ติดตั้งอยู่ในจุดต่างๆ ของโรงพยาบาลได้ ในขณะที่ผู้รับสายเองก็ไม่จำเป็นต้องสัมผัสหน้าจอใดๆ ก่อนจะทำการสื่อสาร ช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสใกล้ชิดลงไปได้

ทั้งสองเทคโนโลยีนี้มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการที่แตกต่างกันไปของแต่ละโรงพยาบาลได้ ซึ่งด้วยความเชี่ยวชาญของทีมงาน การพัฒนาทั้งในส่วนของ Hardware และ Software จึงสำเร็จลุล่วงได้ในเวลาที่จำกัด

ต้องทนทานต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก และสามารถล้างทำความสะอาดได้เป็นประจำ

โจทย์สำคัญของการพัฒนาหุ่นยนต์ไปใช้ในโรงพยาบาลนั้น นอกจากความสามารถของระบบที่ต้องตอบโจทย์ต่อสถานการณ์เฉพาะนี้แล้ว ระบบทั้งหมดก็ยังต้องสามารถตอบรับต่อสภาพแวดล้อมในการใช้งานจริงในโรงพยาบาลได้

ประการแรกนั้นก็คือความแข็งแรงทนทานของระบบ เพราะการทำงานในโรงพยาบาลนั้นทุกสิ่งต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ ในขณะที่การรักษาชีวิตของผู้ป่วยเองนั้นก็มีความซับซ้อนหลากหลาย อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้งานในโรงพยาบาลจึงต้องมีความแข็งแรงมั่นคงทนทาน รับกับสถานการณ์ต่างๆ ได้โดยไม่พังทั้งจากการกระแทกหรืออุบัติเหตุต่างๆ และยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง การออกแบบหุ่นยนต์หรือการเลือก Tablet มาใช้ติดตั้งกับน้องกระจกจึงต้องพิจารณาเรื่องความทนทานเอาไว้เป็นสำคัญ

ประการถัดมาก็คือการทนทานต่อการล้างทำความสะอาด เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ทั้งหมดจะปลอดเชื้อและสามารถนำไปใช้งานซ้ำได้โดยไม่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคเพิ่มเติม ดังนั้นหุ่นยนต์และ Tablet ที่ใช้จึงต้องใช้วัสดุที่รองรับต่อการล้างทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอได้ ซึ่งอุปกรณ์ทั่วไปมักไม่รองรับในประเด็นนี้

ประการสุดท้ายก็คือความง่ายในการใช้งานและการดูแลรักษา เพราะบุคลากรทางด้านสาธารณสุขนั้นอาจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี และแผนการนำหุ่นยนต์เหล่านี้ไปใช้งานก็อยู่ในภาวะเร่งรีบและมีความต้องการอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้นการออกแบบให้ระบบทั้งหมดเข้าใจง่ายสำหรับผู้ใช้งานและการถอดประกอบดูแลรักษานั้น จึงเป็นหัวใจสำคัญอีกประการที่ขาดไปไม่ได้

สำหรับเฟสแรกของการรับบริจาคเพื่อสร้างหุ่นยนต์มาใช้ในโรงพยาบาลนี้ ก็สามารถสร้างปิ่นโตได้จำนวน 200 ชุด และน้องกระจกอีกจำนวน 700 ชุด ซึ่งทางทีมงานก็หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการแพร่ระบาดที่รุนแรงอีกหลังจากนี้

Samsung Galaxy Tab Active 2: Tablet ความทนทานสูงสำหรับการใช้งานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมจาก Samsung ที่ใช้งานในปิ่นโตและน้องกระจก

จากความต้องการของอุปกรณ์ที่จะต้องมีความมั่นคงทนทาน, ทำความสะอาดได้อย่างสม่ำเสมอ และต้องใช้งานง่าย ดร.มหิศรระบุว่าท้ายที่สุดแล้วทางทีมพัฒนาก็เลือกใช้งาน Samsung Galaxy Tab Active 2 ที่เป็น Tablet สำหรับการใช้งานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมาประยุกต์ใช้ในน้องกระจกเพื่อนำไปติดตั้งบนปิ่นโตและห้องของผู้ป่วย ด้วยความทนทานของการออกแบบมาเป็น Rugged Tablet ที่สามารถทนทานต่อการตกหล่นหรือการกระแทกได้, สามารถทำความสะอาดได้ และมีแบตเตอรี่ในการใช้งานที่ทนทาน

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Samsung Galaxy Tab Active 2 ถูกเลือกใช้งานในครั้งนี้ ก็คือปากกาสำหรับใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ ที่ทำให้ทีมแพทย์และพยาบาลซึ่งมักจะต้องใส่ถุงมือปฏิบัติงานนั้นยังสามารถสัมผัสหน้าจอด้วยปากกาได้อย่างแม่นยำ รวมถึงในหลายครั้งเองก็อาจต้องมีการสวมถุงมือหลายชั้นทำให้การสัมผัสด้วยนิ้วนั้นอาจจะไม่เหมาะ ในขณะที่ตัวปากกาเองนั้นก็สามารถนำมาทำความสะอาดได้ด้วยเช่นกัน

ในการใช้งานจริงที่ผ่านมา Samsung Galaxy Tab Active 2 ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นอุปกรณ์ประมวลผลและแสดงผลที่ตอบโจทย์ต่อการใช้งานท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 นี้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งด้วยการสนับสนุนจากทีมงาน Samsung ในประเทศไทย ก็ทำให้การจัดซื้อหรือซ่อมบำรุงนั้นกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย เหมาะต่อการนำมาใช้งานอย่างจริงจัง

ทั้งนี้เพื่อเป็นอีกกำลังในการช่วยสนับสนุนการทำงานของทีมแพทย์และพยาบาลไทย ทาง Samsung เองก็ได้มอบ Samsung Galaxy Tab Active 2 จำนวน 20 เครื่องเพื่อให้นำไปใช้งานในโครงการนี้ด้วย

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Samsung Galaxy Tab Active สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่  https://www.samsung.com/us/business/products/mobile/tablets/galaxy-tab-active/

เชื่อหุ่นยนต์จะมีบทบาทในธุรกิจไทยมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการปรับใช้ให้เหมาะกับเอกลักษณ์ของธุรกิจ

ดร.มหิศรได้ปิดท้ายการพูดคุยครั้งนี้ด้วยการให้ความเห็นถึงอนาคตของวงการหุ่นยนต์ไทย ว่าสำหรับกรณีของ CU RoboCovid นี้ ทีมงานของดร.มหิศรก็จะทำการพัฒนาต่อยอดให้หุ่นยนต์เหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือที่โรงพยาบาลสามารถทำการจัดซื้อและนำไปใช้งานในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้ในงบประมาณที่เหมาะสม ไม่ต้องนำเข้าเทคโนโลยีราคาแพงจากต่างประเทศมาใช้เพียงอย่างเดียว เพราะด้วยการที่เทคโนโลยีที่พัฒนาจนมาถึงจุดในปัจจุบันนี้ ส่วนประกอบต่างๆ ก็เริ่มมีราคาที่สมเหตุสมผลต่อการนำมาใช้จริงในประเทศไทยได้แล้ว

สำหรับในภาพรวมทางด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ดร.มหิศรระบุว่าหลังจากนี้เราคงจะได้เห็นนวัตกรรมหุ่นยนต์ไทยใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การนำไปใช้งานในรูปแบบที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น อย่างหุ่นยนต์ในโครงการ CU RoboCovid เองนี้ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อดูแลผู้คนแบบ Social Distancing ได้ทั้งการดูแลรักษาผู้อาวุโส, การดูแลแขกผู้มาเข้าพักในโรงแรม ตลอดจนการนำไปใช้งานรูปแบบอื่นๆ เช่น ในห้างสรรพสินค้า, ในพื้นที่สาธารณะ, ในหน่วยงานรัฐที่ต้องให้บริการผู้คน เป็นต้น เพื่อลดการสัมผัสใกล้ชิดกันระหว่างผู้คน

ทั้งนี้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เองก็จะต้องกลายเป็นเทคโนโลยีที่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของทุกๆ ประเทศในอีกไม่นาน การริเริ่มสร้างนวัตกรรมด้านหุ่นยนต์ของดร.มหิศรในครั้งนี้จึงถือเป็นการวางรากฐานสู่อนาคตของเมืองไทยให้สามารถผลิตและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ต่อการใช้งานได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพิงต่างชาติมากนัก ซึ่งก็จะส่งผลดีกับธุรกิจในแง่ที่จะได้รับโซลูชันที่ตรงตามความต้องการในราคาที่สมเหตุสมผลและมีทีมงานในไทยคอยดูแล สามารถสร้างนวัตกรรมในรูปแบบของตนเองและแข่งขันกับทั่วโลกได้อย่างมั่นคง

อย่างไรก็ดี ความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วนเองก็เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริงได้ อย่างในกรณีนี้ ความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, MI Workspace, HG Robotics, Obodroid และทีมบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อนำความถนัดเชิงวิชาชีพและทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่มาผสานรวมกัน ก็ทำให้การสร้างหุ่นยนต์ทางการแพทย์สำหรับตอบโจทย์เฉพาะทางเกิดขึ้นมาได้ในเวลาอันสั้นและสามารถใช้งานได้จริงอย่างสัมฤทธิ์ผล

สนใจโซลูชันอุปกรณ์ Smartphone หรือ Tablet สำหรับธุรกิจ ติดต่อทีมงาน Samsung ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันด้านการนำ Smartphone หรือ Tablet สำหรับนำไปใช้งานกับธุรกิจ หรือระบบบริหารจัดการอุปกรณ์เหล่านี้ให้มีความมั่นคงปลอดภัยและกำหนดค่าการใช้งานต่างๆ ได้จากศูนย์กลาง สามารถติดต่อทีมงาน Samsung Business ได้ทันทีที่โทร 02-118-1000 หรืออีเมล์ b2b_thailand@samsung.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Samsung Business ได้ที่ https://www.samsung.com/th/business/

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ