[Guest Post] Finema สตาร์ทอัพไทยสุดภูมิใจ ได้เป็นหนึ่งในคณะทำงานขององค์กรระดับโลกอย่าง Global COVID Certificate Network (GCCN)

ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของไทยอีกครั้ง เมื่อบริษัท ฟินีม่า (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม Decentralized Digital Identity ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนอิเล็กทรอนิกส์รายแรกของประเทศ และเป็นบริษัทเดียวในไทย ที่ได้เข้าร่วมกับองค์กรระดับโลกอย่าง  Linux Foundation Public Health (LFPH)  รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยเป็นหนึ่งในคณะทำงานร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ในกลุ่ม Global COVID Certificate Network (GCCN) โดยใช้พิมพ์เขียวการทำงานร่วมกันของ Good Health Pass Collaborative เพื่อสร้างเครือข่ายใบรับรอง COVID มาตฐานสากล ที่มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัยและสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ระหว่างประเทศ ช่วยให้การเปิดประเทศด้านการท่องเที่ยวสามารถทำได้อย่างปลอดภัยในอนาคต 

“จากการทำงานร่วมกับภาครัฐฯและภาคอุตสาหกรรมต่างๆที่ผ่านมา เพื่อสร้างความไว้วางใจและเชื่อมั่นให้กับแพลตฟอร์มดิจิทัล Finema (ประเทศไทย) พร้อมที่จะสนับสนุนและมีส่วนร่วมในความพยายามของ Global COVID Certificate Network (GCCN) ในการสร้างเครือข่ายความไว้วางใจและชุดเครื่องมือที่จะช่วยให้ประเทศต่างๆ สามารถกลับมาเปิดพรมแดนได้อย่างปลอดภัยอีกครั้ง  บริษัทรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญจาก Linux Foundation Public Health (LFPH) ให้เข้าร่วมพัฒนาเครือข่ายใบรับรอง COVID มาตฐานโลก โดยโอกาสนี้นับเป็นการเติมเต็มวิสัยทัศน์ของเราที่ว่า ใบรับรองการฉีดวัคซีน รวมถึงข้อมูลด้านสุขภาพส่วนบุคคลอื่นๆ ควรใช้จะงานได้ง่ายและเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน” ปกรณ์ ลี้สกุล Founder & CEO, Finema Co., Ltd.

ข้อมูลอ้างอิง

https://www.lfph.io/2021/06/08/gccn/

About Maylada

Check Also

ขอเชิญร่วมงาน DevSecOps Meetup: Build and Govern Agentic AI in Production with Gemini Enterprise Agent Platform | 30 Jun 2026 @ตึกพหลโยธินเพลส ชั้น 35

DevSecOps Community Thailand ร่วมกับ Ingram Micro, Google Cloud, Opsta และ TechTalkThai ขอเรียนเชิญชาว IT ในธุรกิจองค์กรที่สนใจเทคโนโลยี DevSecOps …

Gartner เตือนการใช้พลังงาน Datacenter โต 26% เสี่ยงชนกำแพงพลังงานภายในปี 2030

Gartner เผยการใช้พลังงานของ Datacenter ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตขึ้น 26% ในปีนี้จากภาระงาน AI และเตือนว่ากริดไฟฟ้าอาจไม่สามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ภายในปี 2030