AIS Business เผย 5G Smart Manufacturing จะเป็นเทคโนโลยีที่เร่งขีดความสามารถใหม่ในการแข่งขันให้ภาคการผลิต และโรงงานอุตสาหกรรมของไทย

ในการที่ธุรกิจโรงงานและการผลิตจะก้าวสู่ Smart Manufacturing การเชื่อมต่อระบบในโรงงานหรือ OT (Operation Technology) เข้ากับเทคโนโลยี Digital หรือ IT (Information Technology) เป็นปัจจัยสำคัญ AIS Business ในฐานะของผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อ และแพลตฟอร์ม Digital ครบวงจร ได้นำเทคโนโลยีด้าน IT อย่างเช่น 5G, Cloud และ Digital Services มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตอย่างเช่น Robotics และ IoT เพื่อนำเสนอถึงนวัตกรรมใหม่ที่จะสร้างความเป็นไปได้ให้กับภาคอุตสาหกรรมโรงงานและการผลิต ในการก้าวไปสู่การเป็น Smart Manufacturing อย่างเต็มตัวด้วยเทคโนโลยี AIS 5G

การเชื่อมต่อ 5G Ecosystem เข้ากับธุรกิจและอุตสาหกรรม เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของ AIS Business ในปี 2022

เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตและโรงงานนั้นถือเป็นธุรกิจกลุ่มที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยิ่งยวด ทาง AIS Business จึงได้มีวิสัยทัศน์ในการเร่งเสริมศักยภาพแก่ธุรกิจโรงงานและการผลิตของไทย ให้สามารถก้าวสู่การเป็น Smart Factory และ Industry 4.0 ได้อย่างเต็มตัว ดังกลยุทธ์ 5 ประการทางด้าน 5G ที่ AIS ได้ประกาศเอาไว้ในปี 2022 ได้แก่

  1. เชื่อมต่อ 5G Ecosystem เพื่อการทำงานของภาคธุรกิจอย่างรอบด้าน
  2. ยกระดับการทำงานของโครงข่ายด้วย Intelligent Network
  3. มุ่งเสริมความสมบูรณ์ของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์ม
  4. เสริมอาวุธด้านการตลาด และเพิ่มโอกาสการเติบโตด้วย Business Big Data
  5. ส่งมอบบริการด้วยทีมงานมืออาชีพ

ความโดดเด่นของระบบ 5G จาก AIS Business นั้นก็คือการที่ AIS เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายที่มีความถี่มากที่สุด ครอบคลุมทุกความต้องการใช้งาน พร้อมลงทุนพัฒนา เครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรม เช่น EEC ทำให้การนำ 5G ไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจนั้นมีความเป็นไปได้ที่หลากหลาย สามารถมีความร่วมมือเพื่อทดสอบโครงข่าย 5G ในการใช้งานจริงได้ตามความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละกรณีการใช้งาน

นอกจากนี้ ทาง AIS Business ก็ยังได้มีการสร้าง Ecosystem ของการนำ 5G มาใช้ในภาคธุรกิจโรงงานและการผลิตโดยเฉพาะ ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตรด้าน OT ที่เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดด้านการสร้างสรรค์ Solution บนโครงข่าย 5G และ Digital Platform ของ AIS Business เพื่อให้นำไปใช้ ตอบโจทย์ของภาคอุตสาหกรรมได้จริง

ในปี 2022 นี้ AIS ยังมุ่งเน้นการสร้าง 5G Ecosystem และเชื่อมเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากข่าวความร่วมมือของ AIS Business กับธุรกิจโรงงานและการผลิตชั้นนำ ไปจนถึงการลงทุนเพื่อเสริมศักยภาพให้กับนิคมอุตสาหกรรมทั่วไทย ในการนำ 5G, ระบบเครือข่าย และ Digital Platform ของ AIS Business เข้าไปใช้งานอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

AIS 5G โครงสร้างพื้นฐานกับการเสริมความคล่องตัวเพื่อต่อยอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ในภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

AIS Business ได้เผยถึงบทบาทหนึ่งที่สำคัญของ AIS 5G ซึ่งก็คือการเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย เพื่อให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตมีทางเลือกใหม่ๆ ในการเชื่อมต่อ Internet และวางระบบโครงข่ายไร้สายเพื่อใช้งานภายในโรงงานหรือภายในนิคมอุตสาหกรรมให้ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละธุรกิจได้ ดังนี้

1. 5G Fixed Wireless Access (5G FWA)

5G FWA คือการนำตัวรับสัญญาณ 5G เข้าไปติดตั้งภายในโรงงาน เพื่อใช้ 5G ในการเชื่อมต่อ Internet ออกไปยังภายนอกได้อย่างอิสระ ทดแทนการเดินสาย Fiber Optics ที่อาจมีข้อจำกัดในบางพื้นที่ทำให้ไม่สามารถเดินสายและเชื่อมต่อ Internet ได้ในอดีต ทำให้ในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึง Internet ได้อย่างครอบคลุม ติดตั้งใช้งานได้อย่างสะดวกและง่ายดาย เชื่อมต่อเครือข่ายได้รวดเร็วและมั่นคงปลอดภัย

การใช้ 5G FWA ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านการเชื่อมต่อ Internet ให้กับโรงงานเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อโรงงานหลายๆ แห่ง หรือหลายๆ สาขาได้ด้วยการใช้เทคโนโลยี SD-WAN เข้ามาเสริมความสามารถ อีกทั้ง 5G FWA ก็ยังสามารถถูกใช้งานในฐานะของเส้นทางการเชื่อมต่อ Internet สำรองให้กับแต่ละโรงงาน เพื่อให้การทำงานในแต่ละวันที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อ Internet ออกไปยัง Cloud นั้นมีความมั่นคงทนทาน ช่วยให้ธุรกิจไม่สะดุดติดขัด

2. 5G Network Slicing

ด้วยความสามารถของเทคโนโลยี 5G ที่มีชื่อว่า Network Slicing ทำให้ระบบโครงข่าย 5G มีคุณสมบัติในการตอบโจทย์การใช้งานเชิงธุรกิจที่เหนือกว่า 4G ได้ โดยการแบ่งสัญญาณ 5G ออกเป็นหลายส่วน และกำหนดให้แต่ละส่วนมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป เพื่อรองรับการใช้งานในแต่ละ Workload ที่ธุรกิจต้องการได้อย่างเหมาะสม ดังตัวอย่างเช่น

  • สำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ภายในสายพานการผลิต ก็อาจเหมาะกับโครงข่าย 5G ที่เน้นการรับส่งข้อมูลได้อย่างต่อเนื่องโดยมี Latency ต่ำเพื่อให้สามารถส่งข้อมูล Sensor ไปยัง Cloud ได้อย่างมั่นคง
  • สำหรับการเชื่อมต่อกับระบบกล้อง AI เพื่อการตรวจสอบคุณภาพของสินค้าในสายการผลิต ก็อาจต้องใช้โครงข่าย 5G ที่มี Bandwidth สูง เพื่อให้สามารถส่งภาพหรือวิดีโอขึ้นไปประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว
  • สำหรับการเชื่อมต่อกับระบบหุ่นยนต์สำหรับจัดการคลังสินค้าภายในโรงงาน ก็อาจต้องใช้โครงข่าย 5G ที่มี Latency ต่ำและรองรับการเคลื่อนไหวในระหว่างการเชื่อมต่อได้ เพื่อให้หุ่นยนต์ที่ต้องเดินทางภายในคลังสินค้าสามารถเข้าถึงทุกส่วนของคลังสินค้าได้อย่างทั่วถึง และตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างได้อย่างทันท่วงที

จะเห็นได้ว่าระบบโครงข่าย 5G ที่มีคุณสมบัติที่หลากหลายนี้สามารถถูกนำมาให้บริการได้ภายในพื้นที่เดียวกันด้วยความสามารถ Network Slicing ช่วยให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตมีทางเลือกในการใช้งาน 5G ได้อย่างหลากหลายตามต้องการ

3. 5G Multi-Access Edge Computing

ถึงแม้การเชื่อมต่อโครงข่ายจะเป็นหัวใจของ 5G แต่การประมวลผลก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยไปได้ และด้วยความต้องการของธุรกิจโรงงานที่ระบบ IoT และ Automation ต่างๆ มักต้องการการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็วเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายในสายการผลิตหรือภายในโรงงานได้ทัน 5G Multi-Access Edge Computing จึงกลายเป็นคำตอบของโจทย์นี้

5G Multi-Access Edge Computing หรือ 5G MEC คือการนำระบบประมวลผลด้วย Edge Computing ไปติดตั้งกระจายอยู่ภายในระบบโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่าย 5G และนำมาเปิดให้บริการแก่ภาคธุรกิจ ทำให้ระบบ Application สำคัญในโรงงานไม่ว่าจะเป็นระบบ Automation, AI, Machine Learning, Data Analytics และอื่นๆ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วด้วยการส่งข้อมูลจาก Sensor ผ่านเครือข่าย 5G และประมวลผลด้วย 5G MEC โดยตรง แทนที่จะต้องส่งต่อข้อมูลจาก 5G ออกไปยัง Internet และขึ้นสู่ Cloud อย่างในอดีต

นอกจากในแง่ของประสิทธิภาพและความรวดเร็วแล้ว 5G Multi-Access Edge Computing ยังช่วยให้ธุรกิจโรงงานและการผลิตสามารถเพิ่มพลังการประมวลผลได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องลงทุนจัดซื้อระบบประมวลผลหรือดูแล Data Center และ Edge Computing ด้วยตนเอง ตอบโจทย์ได้ทั้งสำหรับกรณีที่มีโรงงานเพียงแห่งเดียวหรือมีหลายแห่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ให้ทุกโรงงานมีพลังประมวลผลประสิทธิภาพสูงและตอบสนองได้ด้วย Latency ที่ต่ำที่สุดอยู่เสมอ

4. 5G Private Network

เมื่อ 5G นั้นกลายเป็นเทคโนโลยีหลักในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ภายในโรงงานเข้าด้วยกัน ธุรกิจกลุ่มนี้ก็อาจพิจารณาการวางระบบ 5G Private Network ของตนเองสำหรับใช้งานเป็นการภายใน เพื่อตอบโจทย์ของการออกแบบและกำหนดคุณสมบัติของโครงข่าย 5G ได้อย่างอิสระ, เพิ่มเติมพื้นที่ครอบคลุมได้ตามต้องการ อีกทั้งยังมีความมั่นคงปลอดภัยสูงยิ่งขึ้นอีกด้วย

4 แนวทางของการใช้งาน 5G ในฐานะของระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเครือข่ายข้างต้นนี้ จะช่วยให้ธุรกิจโรงงานมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวและใช้งานเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้อย่างหลากหลายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งจุดนี้เองก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทางธุรกิจหรือการปรับปรุงกระบวนการการทำงานภายในโรงงานได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

5G กับนวัตกรรมใหม่และโซลูชันสำหรับธุรกิจโรงงานและการผลิต

AIS Business ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT ได้ทำการจับมือร่วมกับกับพันธมิตรหลากหลายราย เช่น Mitsubishi, Omron, Schneider, TCS และ TKK ในการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมในฝั่งของโรงงานและการผลิตมาผสานทำงานร่วมกับ 5G พร้อมให้บริการได้ครบทุกโซลูชัน รองรับได้ทั้งการปรับ Production Line ให้ Smart ขึ้น, การปรับ Workforce ให้ทำงานได้มากขึ้น, การทำ Remote Factory, การทำโรงงานให้ปลอดภัย, การควบคุมมลพิษ, การควบคุม Warehouse และอื่นๆ อีกมากมาย

AIS Business ได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นโดยมี 5G เป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยมีตัวอย่างการนำไปใช้งานจริง เช่น

1. ระบบ Autonomous Mobile Robot (AMR)

ด้วยความร่วมมือระหว่าง AIS Business และบริษัท เลิศวิลัยแอนด์ซันส์ จำกัด ภายใต้สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) ก็ได้เกิดโซลูชันร่วมกันโดยใช้ใช้ AIS 5G Private Network ที่มี Latency ต่ำในการควบคุมหุ่นยนต์ได้อย่างแม่นยำ สำหรับทำหน้าที่เป็นหุ่นยนต์ขนส่งวัสดุภายในโรงงานและคลังสินค้าได้อย่างครอบคลุม

เมื่อเทียบกับ Wi-Fi แล้ว การใช้ 5G สำหรับตอบโจทย์ระบบ AMR นี้ถือว่ามีข้อดีกว่ามากทั้งในแง่ของความเสถียรของระบบเครือข่ายที่สูงขึ้น ความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้น และ Latency ที่ต่ำลงอย่างชัดเจน

2. ระบบ Factory Automation

AIS Business ได้นำตัวอย่างของระบบ Factory Automation จาก Omron ที่มีการเชื่อมต่อนำข้อมูลจาก Sensor และเครื่องจักรภายในโรงงานส่งขึ้นไปยังระบบ Cloud เพื่อให้ผู้บริหารโรงงานสามารถเห็นข้อมูลของสิ่งต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นภายในโรงงานได้อย่างครบถ้วนแบบ Real-Time ได้จากทุกที่ทุกเวลา ทำให้เกิดเป็นการบริหารโรงงานได้แบบ Remote Factory

นอกจากนี้ข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมอยู่บน Cloud นี้ก็ยังสามารถถูกนำมาใช้งานต่อยอดได้หลากหลาย ไม่วาจะเป็นการทำ OEE Visualization, การตรวจสอบและวิเคราะห์กระบวนการผลิต, การทำ Predictive Maintenance และอื่นๆ อีกมากมาย

3. 5G IoT Emission Management

AIS Business ยังได้แสดงถึงตัวอย่างของระบบบริหารจัดการมลพิษและสภาพแวดล้อมภายในโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำ Wastewater Monitoring สำหรับตรวจสอบและติดตามการบำบัดน้ำเสีย หรือการทำ Ambient Air Monitoring สำหรับตรวจสอบและติดตามค่ามลพิษในอากาศที่เกิดขึ้นจากกระบวนการต่างๆ ภายในโรงงานรวมถึงทิศทางการระบายอากาศ ซึ่งต่างก็ใช้ Sensor ที่ทำงานร่วมกับ AIS 5G

การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่ธุรกิจโรงงานทุกแห่งต้องเผชิญ ซึ่งการนำเทคโนโลยี 5G พร้อมโซลูชันเหล่านี้เข้ามาช่วยก็จะสามารถเปลี่ยนกระบวนการการทำงานที่เกี่ยวข้องในส่วนนี้ที่เดิมทีเป็นแบบ Manual มาสู่การทำงานแบบ Automation ได้ อีกทั้งยังสามารถติดตามคุณภาพของน้ำหรืออากาศได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น เช่น สามารถติดตั้ง Sensor ในทุกๆ จุดของโรงงานเพื่อวัดค่ามลพิษที่เกิดขึ้นและมองเห็นถึงการเคลื่อนไหวหรือทิศทางของการระบายอากาศได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสามารถติดตั้ง Sensor ภายนอกอาคารเพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในโรงงานจะไม่ส่งผลเสียต่อชุมชนโดยรอบ

สนใจเทคโนโลยี AIS 5G และ Smart Manufacturing ติดต่อทีมงาน AIS Business ได้ทันที

AIS Business พาร์ทเนอร์ที่ช่วยตอบโจทย์ทุกเรื่อง ICT & Digital ที่คุณมั่นใจ

“Your Trusted Smart Digital Partner”

ปรึกษาและวางแผนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการทำงานและต่อยอดธุรกิจได้ที่

Email : business@ais.co.th

Webhttps://business.ais.co.th


About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

[Guest Post] บทบาทของ Digital CFO เพื่อก้าวข้ามกระแสพลวัตโลก

“บทบาทของ Digital CFO เพื่อก้าวข้ามกระแสพลวัตโลก” How Digital Transformation Enables CFOs to Achieve Organizational Agility and Resilience …

นักวิจัยสาธิตการแฮ็กเซิร์ฟเวอร์ Oracle เพื่อแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ที่ร้ายแรง

สืบเนื่องมาจากความล่าช้าในการแก้ไขข้อพร่องพกนานถึง 6 เดือน กับช่องโหว่ที่นักวิจัยเรียกว่า “mega 0-day” ช่องโหว่นี้สามารถถูกใช้ได้จากทางไกลโดยไม่ต้องผ่านการพิสูจน์ตัวตน ถูกค้นพบโดย Jang และ Peterjson นักวิจัยด้านความปลอดภัย พวกเขาตั้งชื่อมันว่า The Miracle …