8 Startup กระแสใหม่ด้าน Network

คำว่า Transformation ทำให้ภาคอุตสหกรรมด้านเครือข่ายต้องย้ายตัวเองจากผู้เล่นในด้านฮาร์ดแวร์ไปสู่ซอฟต์แวร์แทน ดังนั้นพอทุกอย่างเป็นคำว่า Agile ส่งผลให้การพัฒนาต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วทำให้บริษัท Startup เกิดใหม่รายเล็กๆ ก็สามารถเข้าสู่ตลาดด้านนี้ได้ง่ายขึ้น วันนี้เราจึงขอนำเสนอบทความจาก NetworkComputing ที่จะพาเราไปชมกับ 8 บริษัท Startup ที่มีการปฏิวัติตัวด้วยการใช้งาน AI และทำให้กับอุปกรณ์ในเครือข่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริง

Credit: ShutterStock.com

เทคโนโลยีหนึ่งที่เรียกได้ว่าเขย่าวงการที่เกิดขึ้นคือ AI และ Analytics ที่ส่งเสริมให้อุปกรณ์เกิดทำงานได้อย่างอัตโนมัติ เช่น Autonomous Routing/Switching เป็นต้น ในกรณีนี้ประกอบด้วยการมองเห็นภาพในเครือข่ายสำหรับแพลตฟอร์มแบบ Hybrid หรือ Multi-cloud และผู้ใช้งานทางไกล อีกเทคโนโลยีหนึ่งด้านเครือข่ายคือการสร้างให้อุปกรณ์ในเครือข่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริงและได้รับความสนใจจากลูกค้าระดับองค์กรเป็นอย่างมากในขณะนี้ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนมีไว้แค่ประดับแต่ปัจจุบันอุปกรณ์ในเครือข่ายต้องสามารถทำงานรวมกันได้ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่ก็มีการปล่อย API ของตัวเองกันออกมาแต่ก็ยังเป็นเฉพาะยี่ห้ออยู่ ผิดกับทาง Startup จะเน้นไปที่การเป็น Open-source ที่จะสามารถผลักดันคอนเซปต์การทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ให้โตไปข้างหน้าได้

มี 8 Startup ที่น่าสนใจซึ่งมีการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีทั้งเก่าและใหม่ได้อย่างลงตัวมาแนะนำดังนี้

  • Ennetix บริษัทนี้ได้ปล่อยผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ xNET ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาประสิทธิภาพด้านการใช้งานเครือข่ายแก้ไขอย่างทันที โดยแพลตฟอร์มที่ใช้งาน AI เพื่อวิเคราะห์การทำงานในเครือข่ายนี้ยังสามารถทำงานข้ามการใช้งานแบบ Hybrid และ Multi-cloud ได้ด้วย
  • Meta Networks ได้สร้างคอนเซปต์ Network as a Service (NaaS) ให้เกิดขึ้นจริงด้วยการสร้างเครือข่ายระดับสากลและมีความมั่นคงปลอดภัยที่องค์กรสามารถใช้เป็นทางเลือกในการเชื่อมต่อแบบทางไกลกลับไปหา LAN ภายในได้และจะมีการเลือกเส้นทางกลับไปยังผู้ให้บริการ Public Cloud เท่านั้น
  • Lumina Networks หนึ่งในทรัพย์สินของเทคโนโลยี SDN ของ Brocade หลังถูกขายกระจัดกระจายออกไปได้รับทุนจาก Verizon และ AT&T ให้พัฒนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Network Delivery ในเทคโนโลยีไร้สายใหม่ที่กำลังจะมาถึงอย่าง 5G
  • Barefoot Networks ได้เข้าไปโชว์ตัวในงาน Cisco Live 2018 ถึงเทคโนโลยีที่ชื่อ Smart Programmable Real-time In-band Network Telemetry (SPRINT) ที่สามารถปฏิบัติการและทำให้มองเห็นภาพครอบคลุมทุกแพ็กเกจที่วิ่งผ่าน Cisco Switch รุ่นใหม่อย่าง Nexus 3400 โดยสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อยอดได้ด้วยแพลต์ฟอร์ม Deep Insight Network Monitoring and Analyatics 
  • NS1 ผลงานที่ชื่อ Pulsar RUM Steering ของบริษัทนี้เจ๋งจนเคยได้รับรางวัล ‘Best of Interop ITX Award’ มาแล้ว โดยการสร้างแอปพลิเคชันที่มีการใช้งานข้อมูลอย่างอัตโนมัติทำให้การใช้งาน DNS ทำได้รวดเร็วมากขึ้นด้วยการค้นหาว่า CDN ไหนที่ผู้ใช้งานจะมีประสิทธิภาพด้านเครือข่ายดีที่สุด เช่น Throughput Speed และ Lentency
  • Arrcus ได้ออกผลิตภัณฑ์อย่าง ArcOS ซึ่งเป็น OS ของการทำ Routing และ Switching นั่นเองเพื่อตอบโจทย์การใช้งานทั้ง Hybrid และ Multi-cloud ให้มีประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยมากที่สุด
  • Apsta สร้าง Apstra Operating System (AOS) ที่อนุญาตให้ผู้ใช้เลือกฮาร์ดแวร์ซึ่งรองรับได้หลาย Vendor ที่ต้องการติดตั้งใช้งาน โดย AOS จะทำการติดตั้ง บริหารจัดการ และแก้ปัญหาอุปกรณ์เหล่านี้ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล เหลือเพียงการใช้งานง่ายๆ และเป็นอัตโนมัติ
  • 128 Technology ได้ใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ Session Smart Router หรือ VM ติดตั้งภายในบ้านหรือคลาวด์ได้ทันใจ โดยการใช้งานโปรโตคอลที่เรียกว่า Secure Vector Routing ทำให้ส่งข้อมูลในระดับ Session และแก้ปัญหาในเรื่อง Overhead ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีแบบเดิมที่ต้องมีทั้ง Firewall, Packet Inspection หรืออื่นๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ได้ครอบคลุมจบในที่เดียว

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

SK Telecom จับมือ KISTI ใช้ Digital Twin จำลองเครือข่าย Quantum ก่อนติดตั้งจริง ลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่

SK Telecom ร่วมมือกับ Korea Institute of Science and Technology Information (KISTI) ในการพัฒนาระบบ Digital Twin สำหรับจำลองและทดสอบเครือข่าย …

พลิกการดิสรัปของเวอร์ชวลไลเซชัน เป็นโอกาสสร้างนวัตกรรมแอปพลิเคชัน [PR]

กว่า 30 ปีที่ผ่านมา การบริหารต้นทุนของเซิร์ฟเวอร์เวอร์ชวลไลเซชันให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จุดประกายการเปลี่ยนผ่านด้านไอทีระลอกแรก โดยเน้นดึงศักยภาพใหม่ออกมาจากเซิร์ฟเวอร์ x86 ที่เคยกำหนดทิศทางของศูนย์ข้อมูลมาตลอด จนถึงวันนี้ โลกยุคใหม่ที่ปริมาณข้อมูลเติบโตอย่างรวดเร็วและเวิร์กโฟลว์ด้าน AI กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังทดสอบขีดจำกัดของสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม และบีบให้หลายองค์กรต้องปรับตัว