ที่ผ่านมาเรามักจะเห็น AIS Business ได้มีความร่วมมือกับธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อนำ 5G, Cloud และเทคโนโลยีที่หลากหลายเข้าไปช่วย Transform การทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ SCG เองก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ AIS Business ได้ร่วมงานด้วยอย่างใกล้ชิด
ในปี 2025 นี้ SCG โดยธุรกิจเอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ ได้บรรลุเป้าหมายใหม่ในการดำเนินการด้าน Smart & Green Mining ยกระดับการทำเหมืองให้ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิง 75% ลดการปล่อยคาร์บอน 35% ประสิทธิภาพการดำเนินงานสูงขึ้น 20% ในขณะที่กระบวนการการทำเหมืองทั้งหมดก็มีความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานมากขึ้น ด้วยการนำทั้งนวัตกรรม AI, Data, Cloud, Robotics, Electric Vehicle, Drone และ Private 5G มาประยุกต์ใช้
วันนี้ SCG และ AIS Business ก็พร้อมที่จะประกาศถึงความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ให้กับอุตสาหกรรมเหมืองแร่แล้ว โดยในในบทความนี้ เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับแนวคิดของ SCG Smart & Green Mining พร้อมเผยถึงเทคโนโลยีเบื้องหลังซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจองค์กรไทยในการสร้างสรรค์นวัตกรรมมาพลิกโฉมอุตสาหกรรมของตนเองได้กันครับ
AIS Business กับกลยุทธ์จับมือพันธมิตร ร่วมพัฒนาโครงการ Digital Transformation ที่สร้างผลกระทบระดับประเทศและระดับโลกร่วมกัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่า AIS Business ได้เปิดรับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อมาร่วมทำ Digital Transformation สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และ SCG ก็เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับ AIS มาโดยตลอด
หนึ่งในโครงการที่เป็นความร่วมมือระหว่าง SCG และ AIS Business ที่แสดงผลลัพธ์ให้เห็นมาก่อนหน้านี้ ก็คือโครงการ Remote Driving Forklift ที่มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เข้ามาร่วมในงานวิจัย เพื่อทำการปรับแต่งรถ Forklift ที่ SCG มีการใช้งานอยู่ ให้สามารถควบคุมแบบ Real-Time จากระยะไกลผ่านเครือข่าย 5G ของ AIS Business ได้ ซึ่งช่วยเปิดมิติใหม่ในการทำงาน พนักงานขับรถสามารถควบคุมรถ Forklift ที่โรงงานในสระบุรีจากสำนักงานใหญ่ของ SCG ที่กรุงเทพมหานครได้อย่างคล่องตัว
ความสำเร็จในครั้งนั้นได้กลายเป็นความไว้วางใจระหว่าง SCG และ AIS Business จนต่อยอดมาสู่โครงการ Smart & Green Mining ในครั้งนี้ ที่เรียกได้ว่าเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มุ่งมั่นจะเอาชนะความท้าทายในการทำเหมืองแร่หลายประการ เช่น
- ความปลอดภัยในการดำเนินการ เนื่องจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่นั้นต้องมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่อันตราย และเครื่องจักรหนักมากมาย ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อันตรายและซับซ้อน ดังนั้นการดำเนินการให้มีความปลอดภัยที่เพียงพอต่อผู้ปฏิบัติงานและทรัพย์สินต่างๆ จึงมีความสำคัญสูงมาก
- ประสิทธิภาพในการดำเนินการ ด้วยพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีขนาดใหญ่ ห่างไกลจากชุมชน และต้องใช้เครื่องจักรหนักในการทำงานหลายภาคส่วน ทำให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและทักษะเฉพาะทางสำหรับงานนี้มีจำกัด อีกทั้งยังต้องมีขั้นตอนและระเบียบในการทำงานมากมายเพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานจะมีความปลอดภัยเพียงพอ รวมถึงยังมีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสูง มีราคาผันผวนอยู่ตลอด ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพในการดำเนินการนั้นยังไม่สูงเท่าที่ควร
- การรักษาสิ่งแวดล้อม การทำเหมืองแร่นั้นย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในกระบวนการการขุดเจาะ, การบดย่อย และการขนส่ง ซึ่งก่อให้เกิดทั้งการปลดปล่อยคาร์บอน, การสร้าง PM2.5, การก่อมลภาวะด้านเสียง, ฝุ่น ไปจนถึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการออกแบบกระบวนการทำงานให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด และดำเนินการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมโดยรอบจึงเป็นอีกสิ่งที่ผู้ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องให้ความสำคัญ
แน่นอนว่าความท้าทายเหล่านี้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั่วโลกรวมถึงไทยด้วย ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเหมืองแร่จึงได้เร่งทำ Digital Transformation กันอย่างรวดเร็วเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ และในปัจจุบันที่ AI กำลังกลายเป็นอีกเทคโนโลยีที่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้เป็นอย่างมาก SCG เองก็ไม่พลาดที่จะเป็น First Mover โดยการประยุกต์นำเอาเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีในปัจจุบัน มาพัฒนาต่อยอดสู่แนวคิด SCG Smart & Green Mining ที่ก้าวล้ำยิ่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง และเริ่มมีการดำเนินการจริงแล้ว
ผสานพันธมิตร 5 ราย ร่วมพัฒนานวัตกรรมใหม่สำหรับ Smart & Green Mining
ในโครงการ SCG Smart & Green Mining นี้ไม่ได้มีเพียงแค่ SCG กับ AIS Business ร่วมมือกันเท่านั้น แต่ยังมี Huawei, Yutong และ Waytous เข้ามาร่วมดำเนินการในส่วนต่างๆ ด้วยเช่นกัน ดังนั้น 5 บริษัทนี้จึงต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสร้างสรรค์กระบวนการและเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับใช้ในโครงการนี้ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย จนในวันนี้โครงการดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จและใช้งานจริงได้แล้ว
วางระบบเครือข่าย Private 5G ให้ครอบคลุมพื้นที่การทำเหมืองแร่ สร้างความเป็นไปได้ใหม่ให้กับ Smart & Green Mining
ในมุมของ AIS Business เอง ก็ได้รับบทบาทสำคัญทั้งในส่วนของการวางระบบ Private 5G และบริการ Cloud รวมถึง Edge Computing ให้กับทาง SCG เพื่อใช้เป็นระบบเครือข่ายและระบบประมวลผลหลักสำหรับโครงการในครั้งนี้ และในฐานะของผู้ที่ต้องดูแลระบบ IT Infrastructure สำคัญทั้งหมดของโครงการ จึงทำให้ AIS Business ต้องเรียนรู้เทคโนโลยีของทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับแต่งระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้สอดคล้องต่อความต้องการเฉพาะทางและการตอบสนองในแบบ Real-Time สำหรับแต่ละ Workload ที่จะเกิดขึ้นในโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างมาก และ AIS Business ก็สามารถเอาชนะความท้าทายเหล่านี้มาได้อย่างครบถ้วน
โจทย์ความต้องการของโครงการนี้ คือการที่ทุกพื้นที่ของเหมืองและป่าโดยรอบนั้นต้องสามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้าไปใช้งานได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ทาง SCG จึงได้ร่วมมือกับ AIS Business ในการนำเทคโนโลยี Private 5G เข้าไปใช้วางระบบเครือข่ายสำหรับเชื่อมต่อทุกข้อมูลในพื้นที่เหมืองและป่าโดยเฉพาะ ซึ่งในมุมของ AIS Business นั้น ก็มีวิสัยทัศน์ที่พร้อมจะจับมือร่วมกับธุรกิจองค์กรไทยในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
ระบบ Private 5G นี้คือการนำเสาสัญญาณ 5G ไปติดตั้งโดยตรงในพื้นที่ที่จะใช้งาน และให้บริการโครงข่ายด้วยเทคโนโลยี 5G ที่มีการแยกการรับส่งข้อมูลออกจากระบบโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ใช้งานทั่วไป เพื่อให้ SCG สามารถใช้งานระบบโครงข่ายเหล่านี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และมั่นคงปลอดภัย ซึ่งโทรศัพท์มือถือทั่วไปจะไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณเข้าไปได้เลย โดยระบบโครงข่าย Private 5G ดังกล่าวนี้จะสามารถกำหนดให้เชื่อมต่อออกไปยัง Data Center หรือ Edge ที่ต้องการได้ เทคโนโลยีนี้จึงเหมาะสมกับโจทย์ทางด้านระบบ IoT, Robotics และ Unmanned Vehicle ดังที่ SCG ต้องการเป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ด้วยความต้องการเฉพาะทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งข้อมูลรูปภาพหรือวิดีโอจากกล้องที่ติดตั้งในรถยนต์หรือ Drone ไปจนถึงการวิเคราะห์ของ AI และการสั่งการกลับไปยังยานยนต์หรือเครื่องจักรต่างๆ แบบ Real-Time ในส่วนนี้จึงมีความท้าทายเป็นอย่างมากสำหรับการปรับแต่งคุณสมบัติของระบบโครงข่ายให้มีทั้งประสิทธิภาพ, คุณภาพ และความรวดเร็วในการตอบสนองให้สอดคล้องกับโจทย์ความต้องการของแต่ละเทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป
อย่างไรก็ดี AIS Private 5G นั้นรองรับสิ่งที่เรียกว่า Network Slicing ซึ่งเป็นความสามารถในการแบ่ง 5G Network ออกเป็นหลายส่วน และกำหนดคุณสมบติ, พฤติกรรม และระดับประสิทธิภาพของแต่ละส่วนย่อยเหล่านี้ได้ ทำให้การประยุกต์ใช้งานในแต่ละประเภทนั้น สามารถเชื่อมต่อมายัง Network Slicing ที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์ที่สุด และทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพทั้งหมด ซึ่งทีมงาน AIS Business เองก็ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ SCG เพื่อดำเนินการในส่วนนี้
SCG Smart & Green Mining: การทำ Digital Transformation ของธุรกิจเหมืองแร่ ต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่บนกระบวนการที่สร้างขึ้นบนความเป็นไปได้ใหม่จาก AI, Private 5G, Cloud และ Edge
โครงการ SCG Smart & Green Mining นี้ได้ถูกริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เป็นการบรรจบกันระหว่างกระแสเรื่อง Sustainability และเทคโนโลยี 5G, AI, Data, Cloud และ Unmanned Vehicle กำลังมาแรง ทำให้ทาง SCG มีแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่มีทั้งความปลอดภัย, ประสิทธิภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มต้นพัฒนาและทดลองใช้งานในเหมืองแร่ของตนเองที่สระบุรีก่อน
ความสำเร็จของโครงการนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการผสมผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือหลายภาคส่วน ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จของโครงการ SCG Smart & Green Mining นั้นเกิดขึ้นได้จากการสร้างสรรค์กระบวนการและนวัตกรรมใหม่หลายส่วนเลยทีเดียว
จุดเริ่มต้นสำคัญจึงเป็นการทำ Intelligent Survey & Mapping และ Intelligent Mine Plan & Develop โดยมีการใช้ Drone มาบินสำรวจ ทำรังวัด ซึ่งสามารถลดแรงงานคนที่ต้องใช้ในการสำรวจลงได้ อีกทั้งยังมีความรวดเร็วและมีข้อมูลที่ครบถ้วนแม่นยำยิ่งขึ้น แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาทำ Photogrammetry และ 3D Block Model
ข้อมูลที่แม่นยำนี้เองจะนำไปสู่การทำ Zero Waste Mining ด้วย Intelligent Drill & Blast ที่มีการวางแผนและดำเนินการขุดเจาะระเบิดที่แม่นยำเฉพาะส่วนที่จำเป็นโดยไม่เกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ โดยในกระบวนการขุดเจาะ ก็ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีหลายส่วนเพื่อให้การขุดเจาะมีความแม่นยำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางเข้ารูเจาะ, ระบบวิเคราะห์ความเบี่ยงเบนรูเจาะ, ระบบวิเคราะห์คุณภาพเคมี ไปจนถึงการติดตามผลการระเบิดด้วย Drone และการประมวลผลการระเบิดจากภาพถ่ายของ Drone เพื่อให้ทราบถึงการกระจายตัวของขนาดและรูปทรงของกองหิน
ขั้นตอนถัดมาก็คือการวางแผนการทำงานของรถตักและรถบรรทุกด้วย Intelligent Fleet Management System ซึ่งเดิมทีกระบวนการนี้จะต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ ประสบการณ์ และใบรับรองเฉพาะทางในการทำงาน รวมถึงต้องมีการวางแผนกำหนดช่วงเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน จึงได้มีการนำเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับและเครื่องจักรที่ควบคุมได้จากระยะไกลมาใช้ ได้แก่ Unmanned EV Truck และ Remote Excavator นั่นเอง
ในขณะเดียวกัน การวางแผนเส้นทางการขนส่งและการตักกองหินก็ถูกเปลี่ยนไปสู่ระบบอัจฉริยะ ที่มีการรับข้อมูลการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ของเหมืองได้ในแบบ Real-Time และทำให้ระบบสามารถคำนวณเส้นทางการเดินรถและเวลาที่ใช้ในแต่ละจุดได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้สามารถทำการสั่งงานแบบ Dynamic Patching ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้อยู่ตลอดเวลา เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และเปลี่ยนการทำงานจาก Batch Processing มาสู่ Parallel Processing ได้
สำหรับขั้นตอนการบดและคัดแยกหิน SCG ก็ได้มีการพัฒนา Smart Crusher & Aggregation Plant โดยมีระบบ Auto-Feed Crusher ที่นำ AI และ Deep Learning เข้ามาตรวจจับหินที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้เครื่องควบคุมเครื่องย่อยหินสามารถปรับความเร็วของสายพานให้เหมาะสมกับขนาดของหิน และจัดการกับหินแต่ละขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน
ในส่วนสุดท้าย Intelligent Reforestation ทาง SCG ก็ได้เพิ่มขีดความสามารถในการออกแบบพื้นที่ที่ฟื้นฟูหลังการทำเหมือง วางแผนเพาะปลูกพันธุ์ไม้ป่า รวมถึงติดตามและประเมินผลอย่างแม่นยำ ด้วยการทำ Forest Digital Twin ให้มีข้อมูลป่าที่แม่นยำ, ทำการจำลองแผนการปิดเหมืองเพื่อสร้างสมดุลนิเวศเชิงบวก, การใช้ AI จำแนกพรรณไม้และติดตามช่วงเวลาการสร้างดอกติดผล, การใช้ Drone ระบุตำแหน่งต้นไม้และหย่อนเมล็ดพันธุ์อย่างแม่นยำ ไปจนถึงการติดตามพืชพันธุ์สัตว์ป่าต่อเนื่องในภายหลัง
ในการทดสอบโครงการนี้ พบว่า SCG Smart & Green Mining ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน, ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และเสริมสร้างความยั่งยืนได้ในหลายมิติ เช่น
- สามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิงในการขนส่งหินได้มากถึง 75%

- สามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการทำเหมืองได้ถึง 35%

- สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความเร็วในการดำเนินการในแต่ละวันได้ถึง 20%

SCG: ดำเนินธุรกิจบนความรับผิดชอบต่อสังคมไทย ส่งเสริมความยั่งยืนในทุกอุตสาหกรรม
บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายแรกของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2456 ด้วยพันธกิจในการใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างคุ้มค่า ลดการพึ่งพาการนำเข้า และพัฒนาความรู้ความสามารถของคนไทยในการบริหารจัดการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
กว่า 110 ปี ด้วยความเชี่ยวชาญ การพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทั้งการนำเทคโนโลยีอันทันสมัย มาปรับใช้ ปรับปรุงกระบวนการผลิต การบริหารจัดการภายในโรงงานและส่วนเหมือง ภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยสูงสุด มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
เรามุ่งมั่นในการ Building the Future สร้างธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อม (Sustainable Business and Environment) โดยใช้พลังของนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมทั้งให้ความสำคัญต่อการบรรลุ Carbon Neutrality ในอนาคต
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดต้นแบบเหมืองสีเขียว (Green Mining) ได้ที่ https://www.scgsustainability.com/th/green-mining/
AIS Business พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยเทคโนโลยี
AIS Business มีวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับธุรกิจองค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐ ที่อยากนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าไปสร้างสรรค์ให้เกิดการประยุกต์ที่มีคุณค่าต่อการผลักดันอุตสาหกรรมต่างๆ ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ยกระดับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยด้วย 5G, Cloud, AI และ Sustainability
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อการทำ Digital Transformation, การวางรากฐานนวัตกรรม Cloud + AI และโซลูชัน 5G สำหรับธุรกิจองค์กรได้ที่ https://m.ais.co.th/ApHPEDbi8
TechTalkThai ศูนย์รวมข่าว Enterprise IT ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทย

















