Leadership Vision: เทรนด์ Enterprise IT ปี 2564 ที่ธุรกิจองค์กรไทยต้องรู้ บทสัมภาษณ์คุณสุภัค ลายเลิศ แห่ง Yip In Tsoi

ในปี 2020 ที่ผ่านมานับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างก้าวกระโดดของวงการ Enterprise IT ไทยและทั่วโลก และปี 2021 นี้ธุรกิจองค์กรไทยเองก็ยังคงต้องปรับตัวไปอย่างต่อเนื่อง โจทย์สำคัญคือ ธุรกิจองค์กรไทยควรมีวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีอย่างไร? เทคโนโลยีใดบ้างที่ต้องให้ความสำคัญ? บุคลากรทางด้าน IT และฝ่ายอื่นๆ ควรต้องปรับตัวอย่างไร?

พบกับคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้ใน Leadership Vision: เทรนด์ Enterprise IT ปี 2564 ที่ธุรกิจองค์กรไทยต้องรู้ บทสัมภาษณ์คุณสุภัค ลายเลิศ แห่ง Yip In Tsoi

ผู้ถูกสัมภาษณ์: คุณสุภัค ลายเลิศ

บริษัท: บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

ตำแหน่ง: กรรมการอำนวยการ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ

ประวัติโดยย่อ:

คุณสุภัค ลายเลิศ ดำรงตำแหน่งกรรมการอำนวยการ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท ยิบอินซอย จำกัด สั่งสมประสบการณ์ด้านงานบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ การวางแผนการตลาด และการจัดจำหน่ายในวงการที่ปรึกษางานสารสนเทศของประเทศไทยมากว่า 10 ปี และเป็นกำลังสำคัญของความสำเร็จของยิบอินซอยยุคใหม่ที่มีบริการด้านไอทีเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจ โดยได้ผันทิศทางจากผู้ให้บริการระบบเมนเฟรมมาสู่ระบบเปิด และถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดอุปกรณ์เว็บแคช (Web caching appliances) ในประเทศไทย ซึ่งตอมาได้เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้วางรากฐานโครงข่ายระบบการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนศักยภาพการขยายตัวของธุรกิจผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต อีกทั้งกลุ่มองค์กรระดับเอ็นเตอร์ไพร้ซ์

เกี่ยวกับยิบอินซอย:

บริษัท ยิบอินซอย จำกัด ผู้นำด้านการให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีครบวงจร ทั้งซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่นส์ ฮาร์ดแวร์ รวมถึงให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำ อาทิ การเงินและการธนาคาร โทรคมนาคม ภาครัฐและเอกชน ด้วยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญกว่า 500 คน ที่มุ่งมั่นให้บริการอย่างเต็มประสิทธิภาพแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น การบำรุงรักษาระบบเครือข่าย อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริม โซลูชั่นศูนย์ข้อมูล และระบบเฝ้าระวัง (หรือระบบติดตามเฝ้าระวัง) โดยเน้นความร่วมมือกับลูกค้าอย่างเป็นระบบเพื่อการให้บริการและส่งมอบโซลูชั่นที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ลูกค้าเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน นอกจากนี้ยิบอินซอยยังเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกมากมาย

ช่องทางการติดต่อ:

Website บริษัท: https://www.yipintsoi.com
อีเมล์ติดต่อบริษัท: info@yipintsoi.com
เบอร์โทรติดต่อบริษัท: 02-353-8600

ในปี 2020 ที่ผ่านมาเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ในวงการ IT สำหรับภาคธุรกิจองค์กรเมืองไทยอย่างไรบ้าง?

ในปี 2020 ที่ผ่านมา  เกิดการระบาดของโควิด 19  ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยองค์ส่วนใหญ่มีแนวทางรับมือลดการแพร่กระจายของโรค และ การเว้นระยะห่างทางสังคมเป็นการทำงานจากบ้าน (Work From Home)  ซึ่งในแวดวงไอที คลาวด์ คอมพิวติ้ง นับว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีบทบาทสูงในการรองรับการทำงานจากระยะไกล (Remote Workforce)  เมื่อรวมกับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบเวอร์ช่วลไลเซชัน ได้ช่วยให้ระบบงานขององค์กรได้รับการปรับเปลี่ยนให้ทำงานเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หลากหลายชนิดผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการปรับเปลี่ยน และแชร์การใช้งานทรัพยากรไอทีในระบบได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องไปกับมาตรการ หรือสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โดยไม่ส่งผลกระทบกับการทำงานและการดำเนินธุรกิจมากนัก  ซึ่งแนวทางการพัฒนาสู่คลาวด์และเวอร์ช่วลไลเซชันจะกลายเป็นวิถีปกติ (New Normal) ทางเทคโนโลยีสำหรับองค์กรยุคดิจิทัลในอนาคต

ขณะที่การใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดแอปพลิเคขันออนไลน์ใหม่ๆ บนคลาวด์มากขึ้น (Cloud native) โดยใข้คอนเทนเนอร์เป็นเครื่องมือในการพัฒนา อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อผ่านออนไลน์ในปริมาณมากๆ ทำให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลจำนวนมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะข้อมูลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive  Data) การพัฒนาระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จึงถูกเน้นย้ำเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการรับมือแรนซั่มแวร์ การปกป้องสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูล  และกฎหมาย  PDPA

สุดท้าย คือ การกลับมาให้ความสำคัญกับแผนบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business Continuity Plan) เพื่อให้ได้ระบบไอทีและระบบข้อมูลสำรองที่ดีที่พนักงานสามารถเชื่อมเข้าสู่ระบบและทำงานจากที่ไหนก็ได้อย่างปลอดภัย เป็นการสร้างความได้เปรียบต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น โรคระบาด หรือภัยพิบัติ หลายองค์กรมีการนำแผนบริหารธุรกิจในสถานการณ์ฉุกเฉินกลับมาทบทวน ตรวจเช็คเทคโนโลยีเดิม เพิ่มเติมเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้ระบบกู้วิกฤตมีความทันสมัยมากขึ้น อาทิ คลาวด์ แพลตฟอร์มออนไลน์ โซเชียลมีเดีย การประชุมแบบเสมือน เป็นต้น

ในปี 2021 นี้ ภารกิจที่สำคัญของเหล่า CTO, CIO และ IT Manager ในธุรกิจองค์กรคืออะไร?

ภารกิจที่สำคัญคือ  การปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี  เน้นหาพันธมิตรใหม่ ที่เกี่ยวกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ โดยยิบอินซอยมีเป้าหมายที่จะสร้างบริการเป็นของตัวเอง  ด้วยบทบาทการเป็น SI จึงมีการเขียนแอปพลิเคชั่นต่างๆ ให้กับลูกค้ามายมาย  มีองค์ความรู้ที่สั่งสมมานาน  โดยจะนำเสนอองค์ความรู้เหล่านั้น มาสร้างเป็นบริการ As a Service ของตัวเอง

ท่ามกลางความกดดันของภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ ธุรกิจองค์กรควรมีกลยุทธ์ในการเลือกสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ หรือทำ Digital Transformation อย่างไร?

จากกระแสเรื่อง Digital Transformation ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในทุกอุตสาหกรรม  ไม่มีใครสามารถรอดพ้นจากความเปลี่ยนแปลงนี้ได้โดยไม่ปรับตัว ถึงแม้แต่บริษัทเทคโนโลยีที่เป็นผู้สร้างนวัตกรรมก็หนีไม่พ้นที่จะต้อง เปลียนแปลงตัวเองเพื่อรับกับแนวโน้มของโลก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีครั้งใหญ่ จนทำให้เกิด Digital Disruption ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกหลายรายที่รับมือไม่ทันต้องปิดตัวลงบ้างไม่ก็ต้องขายกิจการ หรือควบรวมกิจการ ซึ่งทุกอุตสาหกรรมล้วนต้องเผชิญกับความท้าทายนี้ รวมถึงธุรกิจ SI  ที่ยิบอินซอยดำเนินธุรกิจอยู่ โดย แบ่งออกเป็น 3  เรื่องหลักคือ

  1. การสร้างโมเดลการให้บริการแบบ Repeatable หรือการทำซ้ำ เพราะหลักสำคัญของธุรกิจผู้ให้บริการด้าน ไอทีคือ การสร้างโมเดลจะต้องสามารถขยายสเกลการให้บริการออกไปได้ แต่ธุรกิจ SI นั้นเป็นผู้เข้าไปวางระบบไอทีให้กับลูกค้า ซึ่งลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรมก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน ทำให้การติดตั้งระบบให้กับลูกค้า แต่ละครั้งยังมีต้นทุนสูง ส่งผลให้โอกาสที่จะมีการพัฒนาโมเดลการให้บริการในลักษณะ Repeatable นั้นทำได้ยาก
  2. ยิบอินซอยจะต้องทำความเข้าใจในตัวธุรกิจของลูกค้าให้มากกว่าเดิมที่เคยทำกันมา โดยยึดจุดแข็งองค์ความรู้ด้านการติดตั้งและวางระบบไอที ไม่สามารถทำให้องค์กรเป็นผู้ชนะในตลาดที่ทุกคนต้องการนำเทคโนโลยีมาเสริมศักยภาพทางธุรกิจ ดังนั้น ฝ่ายขายจะต้องมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการลงทุนของลูกค้า สามารถมองแนวโน้มธุรกิจไปจนถึงหาตัวอย่างกรณีศึกษาที่จะสอดคล้องมานำเสนอให้กับลูกค้าได้
  3. การเกิดคู่แข่งหน้าใหม่ในตลาด เป็นบริษัทที่มีขนาดเล็ก แต่มีจุดเด่นเรื่องความคล่องตัว เน้นการทำโซลูชั่นแพลตฟอร์มเชิงลึกเพียงด้านเดียว เช่น ระบบ Campaign Management หรือ Email Marketing โดยเฉพาะ ซึ่งโมเดลนี้ยังสามารถนำไปให้บริการกับธุรกิจอื่นๆได้ ด้านต้นทุนการให้บริการก็ต่ำกว่า เพราะว่าเน้นความเชี่ยวชาญเพียงเรื่องเดียว ในขณะที่ยิบอินซอยเน้นความเชี่ยวชาญในทุกเรื่องที่ลูกค้าต้องการ และพร้อมที่จะ   ซัพพอร์ตลูกค้าตลอดการใช้งานทำให้มีต้นทุนด้านองค์ความรู้สูงกว่า

ปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้าน IT กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ในมุมของ Yip In Tsoi เองนั้นสามารถเอาชนะความท้าทายนี้ได้อย่างไร? และมีคำแนะนำสำหรับธุรกิจองค์กรอื่นอย่างไร?

จากความท้าทายที่เกิดขึ้น ยิบอินซอยต้องการปรับองค์กรให้กลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพระว่าเวลานี้เทคโนโลยี่มีการเปลียนเร็วมาก ขณะที่ยิบอินซอยเองก็ต้องเข้าไปในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ดังนั้นจะต้องทำให้พนักงานของยิบอินซอย โดยเฉพาะฝ่ายขาย สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้มากขึ้น มีการ Learn Unlearn Relearn เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  

นอกจากนี้ยิบอินซอยมีสร้างทีมเพื่อเน้นการให้บริการเชิง Digital Service โดยเฉพาะ ซึ่งจะเน้นเทคโนโลยีคลาวด์ บิ๊กดาต้า และบริการอื่นๆ ที่อยู่ในรูปแบบ as a service เต็มรูปแบบ โดยเริ่มจาการทีมขนาดเล็กขึ้นมาก่อน เพื่อให้มีความคล่องตัวสูง ซึ่งจะทำหน้าที่แตกต่างจากกรอบธุรกิจ SI เดิมๆ เพื่อให้เกิดมุมมองและโอกาสใหม่ๆ ตลอดจนเพิ่มการลงทุนในการเฟ้นหาหัวกะทิด้านเทคโนโลยีที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงานมากขึ้น เพระเวลานี้สิ่งสำคัญคือ การสร้างคนสายเลือดใหม่ที่มีทักษะความสามารถตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

ที่ผ่านมาธุรกิจนั้นเลือกใช้งาน Cloud Computing กันเป็นหลัก แต่ในอนาคตนั้น Edge Computing ก็ถือว่าน่าจับตามองไม่น้อย Yip In Tsoi มีคำแนะนำเพื่อให้ภาคธุรกิจนั้นคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการมาของ Edge Computing อย่างไร?

Edge Computing เป็นเทคโนโลยีที่จะมาต่อเติมการใช้งานของอุปกรณ์ปลายทาง ( Endpoint) ที่เพิ่มขึ้นยิ่งในยุคที่ต้อง work from home โดยเฉพาะอุปกรณ์โมมายอย่างโทรศัพท์มือถือ ที่ส่งได้ทั้งภาพ เสียง ข้อมูล หรือจะเป็นอุปกรณ์ไอโอทีที่ใช้ในการดักจับสัญญาณข้อมูลเพื่อควบคุมกระบวนการทำงาน ซึ่งต้องการความรวดเร็วในการประมวลผล รับและส่งข้อมูล สำหรับองค์กรที่มีแนวคิดในการพ้ฒนาแอปพลิเคชันหรือบริการธุรกิจผ่านการใช้งานอุปกรณ์ข้างต้น การใช้ Edge Computing  จะเป็นประโยชน์ในการส่งต่อบริการที่รวดเร็ว เนื่องจากสามาถทำการประมวลผลรับ-ส่งข้อมูลได้ ณ จุดปลายทาง โดยไม่ต้องส่งเข้าสู่หน่วยประมวลผลกลาง พื่อไม่ให้การแสดงผลล่าช้า และเป็นการลดปริมาณงานประมวลผลบางประเภทให้กับระบบหลัก

ในยามนี้การ Reskill ก็ถือเป็นอีกเรื่องสำคัญ Yip In Tsoi มีคำแนะนำอย่างไรบ้างทั้งสำหรับคนที่ทำงานด้าน IT และทำงานด้านอื่นนอกจาก IT?

วิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้ทุกอุตสาหกรรมพยายามบูรณาการเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบเข้ามาเป็นกลไลสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น ธุรกิจธนาคารที่ปัจจุบันหันมาให้บริการดิจิทัลเป็นช่องทางหลัก การพัฒนาแอปพลิเคชันออนไลน์รูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสและช่องทางการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น การปลูกฝังวัฒนธรรมการเป็น “ องค์กรแห่งการเรียนรู้” ผ่านกระบวนการฝึกอบรมพนักงานในรูปแบบต่างๆ อย่างระบบ   e- Learning เพื่อเพิ่มเติมทักษะในการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ (reskill) เป็นประจำสม่ำเสมอ จะส่งผลให้องค์กรสามารถพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานที่ทันสมัย โดยบุคลากรที่มีศักยภาพซึ่งพร้อมเปิดรับและเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอดเวลา

สำหรับแนวโน้มเทคโนโลยีปี 2564  ที่ยิบอินซอยมองว่ามาแรงคือ?

1. คลาวด์-เวอร์ช่วลไลเซชัน

ปีนี้เราจะเห็นการผสานการทำงานของคลาวด์ประเภทต่าง ๆ ในแบบ Hyper Converged ในการเปลี่ยนผ่านระบบงานในปัจจุบัน และพัฒนาระบบงานใหม่ ๆ บนคลาวด์โดยเฉพาะ (Cloud Native) เพื่อนำบริการธุรกิจขึ้นสู่ออนไลน์มากกว่าเดิม ซึ่งรวมถึงองค์กรต้องเพิ่มระบบการทำงานเสมือนหรือเวอร์ช่วลไลเซชันภายใต้การควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ (Software-defined) ให้ครบครันทั้งเซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ เน็ตเวิร์ค แอปพลิเคชัน รวมถึงเทคโนโลยี VDI ในการจัดการกับเวอร์ช่วลเดสก์ท็อป เพื่อส่งต่อระบบทำงานที่แม่นยำและเป็นอัตโนมัติตรงจากส่วนกลาง (Automate Deployment) ผ่านการควบคุม ปรับปรุงประสิทธิภาพ และกำกับนโยบายความปลอดภัยในการเข้าใช้งานทรัพยากรได้ครบถ้วนและคุ้มค่า เช่น เทคโนโลยี HPE SimpliVity 380 แพลตฟอร์มคลาวด์องค์กร Nutanix และ Hypervisor AHV หรือ VMware Cloud Foundation ในการสร้างระบบเสมือนที่ครอบคลุมการใช้งานหน่วยประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล ระบบเครือข่าย แอปพลิเคชัน และการทำงานของเวอร์ช่วลแมชชีนต่าง ๆ

 

2. คอนเทนเนอร์

มาตรการล็อคดาวน์ทำให้พฤติกรรมคนมุ่งสู่การใช้งานออนไลน์ผ่านอุปกรณ์โมบายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นที่มาของการใช้ เทคโนโลยีเอดจ์คอมพิวติ้ง สำหรับประมวลผลและรับส่งข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อที่รวดเร็วให้กับอุปกรณ์ปลายทาง ทั้งเกิดการใช้ เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ ที่มากขึ้นเพื่อช่วยให้องค์กรพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ได้รวดเร็ว กะทัดรัด ใช้ทรัพยากรน้อยแต่มีประสิทธิภาพสูง ปัจจุบัน มีการหยิบฟังก์ชันการทำงานของซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ในองค์กรมาย่อส่วนด้วยคอนเทนเนอร์ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อลดขั้นตอนติดตั้งที่ยุ่งยากและส่งขึ้นคลาวด์ในรูปแบบไมโครเซอร์วิสต่าง ๆ ไว้เสริมบริการธุรกิจบนออนไลน์มากมาย โดยมี คูเบอร์เนเตส (Kubernetes) ไว้ควบคุมการทำงานของคอนเทนเนอร์ ซึ่งกระจายตัวบนคลาวด์หรือระบบคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ให้ทำงานได้เหมาะสมและไม่รบกวนกัน อย่างการใช้  HPE Container Platform ในการพัฒนาติดตั้งใช้งานซอฟต์แวร์คอนเทนเนอร์ Blue Data ซึ่งเป็นคอนเทนเนอร์สำหรับการจัดการด้านเอไอ แมชชีนเลิร์นนิ่ง และบิ๊ก ดาต้า หรือ HPE Machine Learning Ops ไว้สนับสนุนการทำงานของแมชชีนเลิร์นนิ่งบนคอนเทนเนอร์ที่เหมาะกับคลาวด์ในองค์กร คลาวด์สาธารณะ หรือ ไฮบริดคลาวด์ โดยมีความปลอดภัยสูง

 

3. แรนซั่มแวร์

การมุ่งขโมยข้อมูลธุรกิจและข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การโจมตีตรงเข้าสู่ฐานข้อมูลหรืออีเมล์เซิร์ฟเวอร์ในองค์กร แฝงตัวผ่านการใช้งานของยูสเซอร์เมื่อมีการเข้ารหัสผ่านเครื่องเดสก์ท็อประยะไกล บลูทูธ โอเอสหรือแอปพลิเคชันของอุปกรณ์โมมาย ไอโอทีต่าง ๆ ดังนั้น การรับมือภัยคุกคามจากนี้ไป ต้องเป็นระบบที่ตรวจสอบได้ครบทั้ง คน (People) และ อุปกรณ์ (Things) ว่าได้รับอนุญาตให้เชื่อมเข้าสู่ระบบหรือไม่ ได้ถึงระดับใด หรือมีพฤติกรรมเคลื่อนไหวใช้งานอย่างไร เพื่อหาทางป้องกันหรือแก้ไขได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดปัญหา เช่น HPE Cohesity ระบบบริหารจัดการข้อมูลบนแพลตฟอร์มกลางตัวเดียวในการสอดส่องการเข้าถึง สำรอง และกู้คืนข้อมูลเมื่อต้องเผชิญกับแรนซัมแวร์ Trend Micro XDR (Detection & Response) ซึ่งวิเคราะห์การและจัดการทุกการโจมตีในหลายลำดับชั้นความปลอดภัยทั้งอีเมล์ อุปกรณ์ปลายทาง เซิร์ฟเวอร์ เน็ตเวิร์ค คลาวด์ หรือ VMware Carbon Black ซึ่งพัฒนามาเพื่อรับมือกับแรนซั่มแวร์โดยตรง

         

4. ข้อมูลกับความเชื่อมั่นทางดิจิทัล และ PDPA          

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA จึงต้องมีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางดิจิทัล (Digital Trust) ซึ่งไม่ได้เป็นการห้ามไม่ให้มีการใช้ข้อมูลแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องนำไปใช้ให้ตรงกับคำขออนุญาต ต้องแสดงให้เห็นกระบวนการวิเคราะห์หรือนำข้อมูลไปใช้งานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงมีการเข้ารหัสข้อมูลในขั้นตอนการทำงานหรืออัลกอริทึมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล เช่น VMware Workspace one เพื่อดูแลการเข้าถึงข้อมูลจากอุปกรณ์ปลายทาง VMware Horizon กำกับการใช้งานข้อมูลและแอปพลิเคชันผ่านเวอร์ช่วลไลเซชันหรือคลาวด์ VMware vSAN เพื่อกำหนดนโยบายและขั้นตอนจัดเก็บข้อมูล VMware NSX ดูแลการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์คใน-นอกองค์กรหรือข้ามพรมแดนเพื่อสร้างระบบความปลอดภัยข้อมูลเชิงรุก Data Privacy Manager เน้นการจัดการความปลอดภัยที่เจาะจงต่อข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า พนักงาน ผู้บริหาร หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางธุรกิจ IBM Security Guardium ในการแยกแยะและป้องกันโดยการเข้ารหัสหรือควบคุมการเข้าถึงข้อมูล IBM MaaS 360 with Watson สำหรับกำกับการใช้งานอุปกรณ์ปลายทางที่เชื่อมผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อตรวจสอบสิทธิเข้าถึงข้อมูล ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยง และเพิ่มเครื่องมือระบุตัวตนเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ นอกจากนี้ องค์กรอาจเพิ่มเครื่องมือด้านการบริหาร เช่น เครื่องมือในการค้นหาข้อมูล บริหารจัดการสิทธิของเจ้าของข้อมูล รวบรวมบันทึกความยินยอมในรูปเอกสารหรือจากเว็บเพจต่าง ๆ และจัดการการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการรั่วไหลของข้อมูล เป็นต้น

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

AIS Business เปิดตัว AIS Quantum-Safe Networks ปูทางธุรกิจปกป้องข้อมูล เตรียมรับมือการมาของ Quantum Computer ได้แล้ววันนี้

ในปี 2025 ที่ผ่านมา หนึ่งในหัวข้อด้าน Cybersecurity ที่ถูกพูดถึงกันอย่างเนืองแน่นนั้นก็คือเรื่องของ Quantum Safe ที่ว่าด้วยการเตรียมความพร้อมของระบบ IT Infrastructure ให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงที่ข้อมูลซึ่งถูกเข้ารหัสเอาไว้ อาจจะถูก Quantum Computer …

Cisco เผย AI Agent สร้าง Network Traffic พุ่ง 450% เล็งเปลี่ยนโฉมหน้าโครงสร้างพื้นฐาน WAN ทั่วโลกภายในทศวรรษหน้า

Cisco ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ในชื่อ “AI Impact on Wide Area Networks” ซึ่งระบุว่าการเข้ามาของ AI Inference และ AI Agents จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบ …