[PR] เศรษฐกิจ DX จะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมไอซีทีในประเทศไทย: ไอดีซีเปิดเผยการคาดการณ์เทคโนโลยีสำคัญสำหรับประเทศไทยสำหรับปี 2560 เป็นต้นไป

กรุงเทพฯ 29 พฤศจิกายน 2559 – ไอดีซีประเทศไทยได้ประกาศการคาดการณ์เทคโนโลยีสำคัญสำหรับประเทศไทยสำหรับปี 2560 เป็นต้นไป โดยเน้นว่าผลจากการทำดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น (DX) ขององค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกนั้นจะเข้าสู่ระดับเศรษฐกิจมหภาคในอีก 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีที่บริษัทดำเนินการ และ การปรับเปลี่ยนรูปแบบของเศรษฐกิจโลกในที่สุด โดยไอดีซีเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นรุ่งอรุณของ “เศรษฐกิจ DX” อันเป็นระบบเศรษฐกิจที่องค์กรต่าง ๆ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ ประสบการณ์ใช้งาน และรูปแบบการทำงานใหม่ ๆ ผ่านการใช้งานเทคโนโลยีคลาวด์ โมบิลิตี้ คอกนิทีฟ/ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) ความเป็นจริงเสริม/ความเป็นจริงเสมือน (เออาร์/วีอาร์) และมีการทำดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่นซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้

Credit: ShutterStock.com
Credit: ShutterStock.com

“องค์กรต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงความต้องการในการใช้เทคโนโลยีไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทุกคนใช้เปลี่ยนแปลงแนวทางที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า และดำเนินธุรกิจของตน การที่องค์กรจะเติบโดในเศรษฐกิจ DX นี้ ทักษะทางเทคนิคของผู้บริหารองค์กร และความคิดสร้างสรรค์ในการที่จะนำศักยภาพของเทคโนโลยี ไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก” นายไมเคิล อาราเนตา รองประธานฝ่ายงานวิจัย ไอดีซีไฟแนนเชียลอินไซท์ประจำภูมิภาคเอเชีย/แปซิฟิก และผู้จัดการประจำประเทศของไอดีซีประเทศไทย กล่าว

โดยนายไมเคิล อาราเนตา และทีมนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไอดีซีประเทศไทย ยังเผยการคาดการณ์สำคัญเชิงกลยุทธ์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 เป็นต้นไป ที่สร้างผลกระทบมากที่สุดให้แก่องค์กรในประเทศไทย

 

# 1: รุ่งอรุณแห่งเศรษฐกิจ DX ภายในปี 2563 นั้น 30% ของผู้ประกอบการที่ใหญ่ที่สุด 500 บริษัทของไทย จะพบว่าธุรกิจของพวกเขาส่วนใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์การใช้งานที่มีดิจิทัลเป็นองค์ประกอบ

ในสองปีที่ผ่านมานั้น องค์กรไทยจำนวนมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ได้เริ่มกระบวนการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นโดยใช้เทคโนโลยีคลาวด์ อนาไลติกส์ เทคโนโลยีโซเชียล และเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านสินค้า/บริการ รูปแบบการทำธุรกิจ และความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในรูปแบบใหม่ แต่ในปัจจุบันการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นส่วนใหญ่นั้นยังอยู่ในระดับ “โครงการริเริ่ม” เท่านั้น

แต่ภายในปี 2563 นั้น การทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นจะเปลี่ยนไปสู่ระดับที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือระดับของเศรษฐกิจมหภาค อันเนื่องมาจากการที่ธุรกิจจำนวนมากนั้นสร้างรายได้กว่าครึ่งหนึ่งจากการทรานส์ฟอร์มผลิตภัณฑ์/บริการ การดำเนินงาน ซัพพลายเออร์ ผู้จัดจำหน่าย และเครือข่ายลูกค้า ซึ่งจะยังผลให้ในทุกบริษัท (ที่มีการเติบโต) กลายเป็น “ชาวดิจิทัล” และการผลักดันของรัฐบาลไทยสู่ “ประเทศไทย 4.0” ก็จะได้รับการเปลี่ยนรูปแบบในขณะที่องค์การต่าง ๆ นั้นได้ทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

 

#2: รายได้เชิงดิจิทัล ภายในปี 2062 นั้น 25% ของโครงการด้านไอทีจะสามารถสร้างบริการและแหล่งรายได้ใหม่เชิงดิจิทัล ที่เกิดจากการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นรายได้

ในยุค DX นั้นการทำทรานสฟอร์เมชั่นด้านข้อมูลเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ ทรานสฟอร์เมชั่นด้านข้อมูลเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์และการพัฒนาคุณค่า และประโยชน์ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า ตลาด การทำธุรกรรมบริการ ผลิตภัณฑ์ สินทรัพย์ และประสบการณ์ทางธุรกิจ ซึ่งข้อมูลจะกลายเป็น “ทุนดิจิตอล” อย่างแท้จริง การสร้างรายได้จากข้อมูลจะผลักดันในเกิดความต้องการสถาปัตยกรรมข้อมูลสำหรับทั่วทั้งองค์กรและการพัฒนาในด้านการวิเคราะห์อนาไลติกส์

บริษัทจะต้องจัดการข้อมูลเช่นเดียวกับสินทรัพย์ที่มีมูลค่าต่าง ๆ และซีไอโอจะต้องสร้างกลยุทธ์องค์กรสำหรับการนำข้อมูลมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์/บริการ ตามความต้องการของลูกค้าและโอกาสต่าง ๆ สถาปัตยกรรมข้อมูลแบบใหม่ที่เอื้อต่อการวิเคราะห์ข้อมูลในแบบเรียลไทม์รวมถึงทักษะการทำเหมืองข้อมูลนั้นจะมีความจำเป็นในการสร้างรายได้เชิงดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

 

#3: การซัพพอร์ตโดยใช้ดิจิทัล ภายในปี 2561 นั้น 60% ของการบริการซัพพอร์ตลูกค้าจะอยู่ในรูปแบบดิจิทัลและเกิดขึ้นในชุมชนออนไลน์

การมอบบริการซัพพอร์ตและการบริการต่าง ๆ ให้กับลูกค้าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ประสบการณ์การใช้แบรนด์’ ที่ดีไปกว่าแค่บริการทั่วไป และด้วยสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลกโซเชียลของไทย ที่มีการใช้งานโซเชียลมีเดียเกิน 40 ล้านคนไปแล้วนั้น ไอดีซีคาดการณ์ว่าจะมีองค์กรมากขึ้นที่จะเพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านชุมชนโซเชียลและชุมชนออนไลน์

การบริการซัพพอร์ตลูกค้าออนไลน์นั้น  ช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าและก็ยังช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ของแบรนด์อีกด้วย นอกจากนี้ชุมชนที่ประสบความสำเร็จจะสามารถสร้างแบรนด์แชมป์เปี้ยนหรือผู้สนับสนุนแบรนด์ ที่ไม่เพียงแต่จะแนะนำสินค้าหรือบริการให้แก่ลูกค้ารายอื่นเท่านั้น แต่ยังจะช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าในนามของแบรนด์อีกด้วย ซึ่งไอดีซีประเทศไทยเชื่อว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีองค์กรมากขึ้นที่จะใช้ไอทีเพื่อบูรณาการระบบการบริการลูกค้าและระบบซัพพอร์ตต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันเข้าด้วยกัน และจะมีการติดตั้งระบบที่สามารถดึงข้อมูลต่าง ๆ ออกมาจากชุมชนออนไลน์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ให้เข้าใจถึงพฤติกรรมลูกค้าและแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในรูปแบบเชิงรุกได้

 

#4: อินเตอร์เฟซแบบ 360 องศาจะได้รับความสนใจมากขึ้น ในปี 2561 นั้น 30% ของบริษัทขนาดใหญ่ 100 บริษัทแรกที่ขายผลิตภัณฑ์/บริการให้กับลูกค้าโดยตรงจะทำการทดสอบการใช้งานเออาร์/วีอาร์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาด

อินเตอร์เฟซเป็นหน้าด่านที่จำเป็นต่อการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า และในปัจจุบันได้มีการพัฒนาเร็วกว่าที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ การใช้งานเทคโนโลยีเออาร์/วีอาร์และความก้าวหน้าของเทคโยโลยีการสั่งงานด้วยเสียงจะทำให้ประเทศไทยเห็นโลกดิจิทัลเชื่อมต่อกับโลกแห่งความเป็นจริง และเห็นคนเข้าไปอยู่ในโลกดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบในอีก 3 – 4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการเพิ่มและขยายปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่าง ๆ ในเศรษฐกิจ DX

โดยในปี 2563 ประสบการณ์การใช้งานโมบายล์ เว็บ หรือแอปพลิเคชัน “ที่เจ๋งที่สุด” ของวันนี้จะดูน่าเบื่อมาก ดังนั้นนักการตลาดทั่วประเทศจะต้องริเริ่มและนำคอนเทนต์ในรูปแบบเออาร์/วีอาร์มาใช้ประโยชน์ เพื่อหาวิธีการใหม่ในการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า

 

#5: การเติบโตของอุตสาหกรรมไอโอที ในปี 2560 รถยนต์อัจฉริยะ ประกันภัยเชิงเทเลเมติกส์ เทคโนโลยีด้านสุขภาพส่วนบุคคล และสมาร์ตบิลดิ้งจะเป็น 4 กรณีการใช้งานไอโอทีที่แพร่หลายมากที่สุดของประเทศไทย ซึ่งจะกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีไอโอทีถึง 7 พันล้านบาท

ไอดีซีคาดการณ์ว่าการลงทุนไอโอทีของประเทศไทยจะมีจำนวนถึง 7 พันล้านบาทในปี 2560 เนื่องมาจากแนวโน้มการลงทุน ทัศนคติ และกรณีการใช้งานต่าง ๆ ที่จะถูกผลักดันโดยโครงสร้างธุรกิจ สถานการณ์ กฎข้อบังคับ และระดับนวัตกรรมที่หลากหลายและแตกต่างกัน

รถยนต์อัจฉริยะที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้จะเป็นตัวชูโรง ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ผู้ผลิตยานยนต์ ผู้ให้บริการไอที และผู้ให้บริการสาธารณูปโภคได้สร้างสรรค์ขึ้นมา ส่วนการประกันภัยเชิงเทเลเมติกส์จะยังคงเติบโต และกลายเป็นบริการมาตรฐานของอุตสาหกรรมนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เทคโนโลยีสุขภาพส่วนบุคคลจะเป็นกรณีการใช้งานที่เกิดขึ้นใหม่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และจะมีอุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อพร้อมด้วยคุณสมบัติการวิเคราะห์ที่ก้าวหน้าขึ้นเกิดขึ้นเรื่อย ๆ

สุดท้ายนี้ สมาร์ตบิลดิ้งจะมีระดับการลงทุนสูงมากในประเทศไทย โดยจะได้รับการส่งเสริมจากกฎหมายที่รอการบัญญัติอยู่ซึ่งเอื้อต่อการใช้งานเทคโนโลยีสนับสนุนต่าง ๆ ในอนาคต

 

#6: รถยนต์อัจฉริยะ ภายในปี 2562 นั้น 25% ของรถยนต์ที่เปิดตัวใหม่จะมาพร้อมความสามารถในการรายงานสภาพความสึกหรอของตนเอง แจ้งซ่อมบำรุง ส่งข้อมูลกลับไปหาผู้ผลิตเพื่อพัฒนาเพิ่มเติม และตรวจสอบการเคลมประกันได้

รถยนต์นั้นสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของรถผ่านเทเลมาติกส์มาได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่การใช้เซ็นเซอร์และเทเลมาติกส์ที่เพิ่มขึ้นนั้นช่วยยกระดับของรถยนต์เหล่านี้ไปสู่ระดับใหม่ที่สูงขึ้น ในไม่ช้านี้นวัตกรรมที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยปัญหาในระบบเครื่องกลหรือไฟฟ้าของรถยนต์จะเปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลย้อนหลังไปสู่เพื่อการเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่สามารถใช้ร่วมกับเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่ง เพื่อนำไปสู่การทำ “แอ๊คชันต่อไปที่ดีที่สุด” ได้ ผู้ผลิตอุปกรณ์ยานยนต์ในปัจจุบันนั้นมีศูนย์บริการลูกค้าที่ช่วยประสานการนัดหมายการเข้ารับบริการ หรือติดต่อประกันภัยได้ แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ รถยนต์จะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง

การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่ 3 (โมบิลิตี้ คลาวด์ และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบบิ๊กดาต้า) รวมถึงตัวเร่งนวัตกรรม เช่น ไอโอทีและคอกนิทีฟซิสเต็ม (แมชชีนเลิร์นนิง) นั้นช่วยนำไปสู่การสร้างระบบอัตโนมัติในรถยนต์ให้เกิดขึ้น และทำให้รถยนต์สามารถวินิจฉัยปัญหาเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าได้

 

#7: การปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วย ในปี 2017 การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จะเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดจากเชิงรับเป็นเชิงรุก

การเข้าถึงสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาในประเทศไทยไปแล้วเนื่องจากภายในปี 2560 นั้นประชากรไทยได้เข้าถึงสมาร์ทโฟนกว่า 73% บริการด้านสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพเอง ก็ได้เล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภค/ผู้ป่วยกับสภาวะแวดล้อมผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ และพยายามที่จะสร้างการปฏิสัมพันธ์แบบเดียวกันกับผู้ป่วยด้วย

การปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นนั้นสามารถนำไปสู่การปรับปรุงผลลัพธ์ของการรักษา การเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย การลดระยะเวลาในการนำยาตัวใหม่ออกสู่ตลาด และการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ ไอดีซีคาดการณ์ว่าองค์กรในภาคอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการดูแลสุขภาพจะพยายามหาวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในเชิงการปฏิสัมพันธ์กับสังคม เพื่อเพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้ป่วยอย่างสมบูรณ์และเปลี่ยนผู้ป่วยจากผู้เข้ารับการรักษาหรือผู้ใช้ยาไปเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ส่งผลกระทบต่อทุกแง่มุมของอุตสาหกรรม

 

#8: กลยุทธ์มัลติคลาวด์ กว่า 55% ของแผนกไอทีจะดำเนินกลยุทธ์การสรรหาและจัดการสถาปัตยกรรมมัลติคลาวด์ภายในปี 2563 ซึ่งจะช่วยผลักดันความเร็วของการเปลี่ยนแปลงภายในแผนกไอทีขององค์กรต่าง ๆ

องค์กรต่าง ๆ ของไทยกำลังทำการย้ายจากไอทีแบบดั้งเดิมไปสู่แพลตฟอร์มคลาวด์ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดที่มีการใช้งานเพิ่มมากขึ้นทั่วประเทศ การใช้เทคโนโลยีคลาวด์นั้น ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบต่อธุรกิจไทยในแง่ผลประโยชน์ด้านค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพการดำเนินงาน การใช้งานได้อย่างรวดเร็ว และความยืดหยุ่นด้วย

ไอดีซีคาดการณ์ว่าองค์กรที่มีความก้าวหน้าด้านไอที ที่ได้ทำการย้ายโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรไปสู่ระบบคลาวด์จะเริ่มดำเนินการสรรหา และควบรวมบริการคลาวด์ที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละกิจกรรมการทำงานหลาย ๆ บริการเพื่อนำไปสู่กลยุทธ์สถาปัตยกรรมมัลติคลาวด์ อันจะเป็นการใช้งานระบบคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับกิจกรรมการทำงานต่าง ๆ มากที่สุด

 

#9: การยกเครื่องเพย์ทีวี ในปี 2561 การเติบโตของผู้ใช้บริการทีวีที่มีการออกอากาศแบบโอเวอร์เดอะท็อป (โอทีที) จะผลักดันให้เพย์ทีวีแบบเดิมนั้นต้องทำการยกเครื่องตนเองผ่านการใช้งานคลาวด์

ปี 2561 จะเป็นปีสำคัญสำหรับโครงสร้างพื้นฐานของวิดีโอและเป็นปีที่มีการเพิ่มการใช้งานโซลูชั่นเทคโนโลยีของผู้ให้บริการทีวี ไอดีซีคาดว่าผู้ให้บริการเพย์ทีวีในปัจจุบันจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นเนื่องจากการพัฒนาของวิดิโอแอปพลิเคชัน ประเภททีวีเอวรี่แวร์ ที่สามารถรับชมได้แบบมัลติสกรีน ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการเพย์ทีวีถูกบังคับให้ต้องให้บริการแบบมัลติสกรีนอย่างเข้มข้นขึ้นเช่นเกียวกัน ไม่เพียงแค่แบบทีวีเอวรี่แวร์เท่านั้น แต่อาจจะรวมถึงบริการโอทีทีอื่น ๆ ด้วย ซึ่งในที่สุดจะผลักดันให้ทั้งอุตสาหกรรมทีวีให้ย้ายไปสู่ระบบคลาวด์มากขึ้น

แนวทางการใช้คลาวด์เป็นหลักเพื่อบริการวิดีโอนี้ต้องใช้โซลูชันที่สามารถจัดการการแพร่ภาพวิดิโอทั้งแบบสดและแบบโอทีทีโดยที่มีโฮสต์สำหรับบริการย่อยอื่น ๆ ซึ่งตั้งอยู่บนแพลตฟอร์มคลาวด์แบบโมดูลาร์ ผู้ให้บริการเพย์ทีวีจำเป็นจะต้องมีพาร์ทเนอร์ทางเทคโนโลยีที่มีแผนงานไปสู่ปลายทางของการพัฒนาการบริการมากกว่าจะมีแค่โซลูชันธรรมดาที่สนับสนุนการเสนอวิดีโอในปัจจุบันเท่านั้น

 

#10: คอกนิทีฟไซเบอร์ซิเคียวริตี้ ภายในปี 2562 กว่า 30% ของระบบไซเบอร์ซิเคียวริตี้ขององค์กรในประเทศไทยจะใช้เทคโนโลยีคอกนีฟ/เอไอ เพื่อช่วยในการจัดการกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นและซับซ้อนขึ้นอย่างมาก

ไซเบอร์ซิเคียวริตี้นั้นถือเป็น “เกมแมวไล่จับหนู” โดยเป็นการต่อสู้กับระหว่างเหล่าอาชญากรที่สร้างการโจมตีแบบใหม่ ๆ และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่ต้องหาวิธีการเพื่อเอาชนะการโจมตีดังกล่าวในภายหลัง

ในโลกที่ทุกสิ่งเชื่อมต่อกันภายใต้สถาปัตยกรรมใหม่ ๆ เช่น คลาวด์ การเติบโตของอุปกรณ์ปลายทางที่ปฏิสัมพันธ์กับเครือข่ายซึ่งรวมถึงอุปกรณ์บีวายโอดี และไอโอทีนั้นทำให้การปกป้องเครือข่ายที่มีข้อมูลเก็บอยู่กลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าเดิมมาก

ความซับซ้อนของการโจมตีนั้นทำให้การรับมือต้องอาศัยเครื่องมืออนาไลติกส์อย่างเข้มข้น ไอดีซีเชื่อว่าหลายองค์กรจะต้องทำการศึกษาการใช้งานอนาไลติกส์ และคอกนิทีฟขั้นสูงเพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมของภัยคุกคาม และต้องนำมาปรับใช้งานในที่สุด เทคโนโลยีคอกนิทีฟนั้นจะช่วยให้เกิดการสร้างฐานข้อมูลที่จะสามารถศึกษาและวิเคราะห์ได้ ส่งผลให้เกิดระบบไซเบอร์ซิเคียวริตี้แบบอัตโนมัติที่สามารถเรียนรู้ และคาดการณ์ภัยคุกคามและตอบสนองด้วยมาตรการที่เหมาะสมในระดับที่มนุษย์ไม่สามารถทำสำเร็จได้

 

สุดท้ายนี้ ไอดีซีคาดการณ์ว่าโลกจะได้เห็นแพลตฟอร์มที่ 4 ปรากฏขึ้นภายในปี 2563 ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หนึ่งในสามของบริษัทด้านสุขภาพ/วิทยาศาสตร์ชีภาพและสินค้าอุปโภคบริโภคจะเริ่มพัฒนาสินค้า/บริการกลุ่มแรกที่มีการผสานแพลตฟอร์มที่ 3 กับร่างกายมนุษย์ ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการประเภท “มนุษยชาติเสริม” จนกลายเป็นกระแสหลักได้ในช่วงปี 2568 เป็นต้นไป

 

หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานประชุมนี้ ท่านสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยคลิก ที่นี่

หรือติดต่อคุณศศิธร ที่อีเมลล์ Sasithorn@idc.com

 

เกี่ยวกับไอดีซี

ไอดีซี บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำระดับโลก ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โทรคมนาคม และ คอนซูมเมอร์เทคโนโลยี โดยนำเสนอข้อมูลจากการวิเคราะห์เจาะลึก ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้าน ไอที ผู้บริหาร และ นักลงทุน ให้สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจจัดซื้อเทคโนโลยีและกำหนดกลยุทธ์ ทางธุรกิจ ปัจจุบัน ไอดีซี มีนักวิเคราะห์มากกว่า 1,100 คน ทำหน้าที่นำเสนอข้อมูล และ ให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์อย่างรอบด้านแก่ลูกค้าในเรื่องเทคโนโลยี รวมถึงโอกาสทางธุรกิจ และ แนวโน้ม ของอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในระดับโลก ระดับภูมิภาค และ ในแต่ละประเทศ มากกว่า 110 ประเทศทั่วโลก  ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สะสมมามากกว่า 50 ปี ไอดีซีได้ให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์เพื่อช่วยให้ลูกค้าบรรลุทุกวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ไอดีซี เป็นบริษัทในเครือของไอดีจี ซึ่งดำเนินธุรกิจสื่อสารเทคโนโลยีวิจัย และ จัดงานสัมมนาชั้นนำระดับโลก ติดตามข้อมูลข่าวสารของเราได้ที่ facebook – @IDCResearchTH

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม :

คุณศศิธร แซ่เอี้ยว

เจ้าหน้าที่อาวุโสฝ่ายการตลาด

+662-645-2370 ต่อ 500

sasithorn@idc.com

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

CyberGenics ผนึก Ensign InfoSecurity ยกระดับ Cybersecurity ไทย รับมือภัยยุค AI และความเสี่ยง Quantum Safe [PR]

บริษัท ไซเบอร์จีนิคส์ จำกัด (CyberGenics) ผู้นำด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แบบครบวงจรในเครือบริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน) (G-ABLE) ประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Ensign InfoSecurity ผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชั้นนำจากสิงคโปร์ …

Cisco เผย AI Agent สร้าง Network Traffic พุ่ง 450% เล็งเปลี่ยนโฉมหน้าโครงสร้างพื้นฐาน WAN ทั่วโลกภายในทศวรรษหน้า

Cisco ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ในชื่อ “AI Impact on Wide Area Networks” ซึ่งระบุว่าการเข้ามาของ AI Inference และ AI Agents จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบ …