อรูบ้าเผยปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง 3 ประการในการทำให้ Internet of Things ขึ้นผงาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

The Internet of Things (IoT) มีพัฒนาการอันยาวไกลนับตั้งแต่เริ่มมีการใช้ ATMs ที่ต้องใช้การต่อเชื่อมผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบ Online ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974)  กว่า 3 ทศวรรษต่อมา IoT ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องขึ้นเด่นชัดมากขึ้นเมื่อระบบเศรษฐกิจทั้งโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่โลกของระบบความจริงดิจิตอลที่ถูกเชื่อมต่อถึงกันอย่างยิ่งยวด (hyper-connected reality)  อุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลายกำลังติดล้อ – ติดล้อจริง ๆ ด้วยโดยเฉพาะในสิงคโปร์ที่มีรถแท็กซี่ที่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวมันเองโดยไร้คนขับ (self-driving taxis)

ในการปรับตัวขององค์กรที่มีความมุ่งมั่นที่จะเข้าสู่ยุคดิจิตอล คุณค่าที่แท้จริงของ IoT คือความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทางธุรกิจ ผลกำไรที่เพิ่มขึ้น และนวัตกรรมที่ไม่มีใครเหมือน IDC ได้ประมาณการให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคกลายเป็นแนวหน้าของ IoT ในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020)  มีจำนวนองค์กรธุรกิจมากขึ้นที่มองหาช่องทางการลงทุนในโอกาศทางธุรกิจนี้ ตามรายงานการศึกษาของอรูบ้าเรื่อง “The Internet of Things: Today and Tomorrow” พบว่า 50% ขององค์กรธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกที่นำ IoT มาใช้ จะมีประสิทธิภาพการดำเนินงานและการสร้างสรรค์นวัตกรรมมากขึ้น ขณะเดียวกันมีองค์กรถึง 74 % ยืนยันว่ามีผลกำไรมากขึ้นด้วย  อย่างเช่น JCB India โรงงานผู้ผลิตอุปกรณ์ก่อสร้างพบว่าอุปกรณ์และเครื่องจักรเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ยาวนานขึ้นหลังจากที่ต่อเชื่อมอุปกรณ์และเครื่องจักรกว่า 10,000 ตัวของตนเข้าสู่ระบบเครือข่าย

ด้วยเหตุนี้เราจะเห็นจำนวนองค์กรในภาคอุตสาหกรรมโรงพยาบาลและสถานพยาบาล อุตสาหกรรมการค้าปลีก ภาคการศึกษา และภาคการผลิตในเอเชียแปซิฟิคต่างทำการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ IoT มาปรับใช้สำหรับแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ มากมาย เช่นในการตรวจสอบติดตามอาการของคนไข้ การรวบรวมข้อมูลของลูกค้า หรือระบบรักษาความปลอดภัยผ่านกล้องวงจรปิดแบบไอพี  จำนวนอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเติบโตในการใช้ IoT : โดย 60 % ขององค์กรธุรกิจในภูมิภาคนี้ได้มีการนำ IoT มาใช้แล้ว ขณะที่อีก 26 % วางแผนที่จะนำ IoT มาใช้งานภายใน 24 เดือน

อย่างไรก็ตาม ระดับการพร้อมขององค์กรต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังแตกต่างกันเมื่อพูดถึงความเข้าใจและวิสัยทัศน์เชิงลึกในเรื่อง IoT  มีเพียง 1 ใน 4 ของผู้บริหารองค์กรธุรกิจชั้นนำที่แสดงให้เห็นความเชื่อมั่นในศักยภาพขององค์กรในการนำ IoT มาใช้ นั้นหมายความว่าองค์กรธุรกิจหลายองค์กรในภูมิภาคนี้ยังใช้ IoT ไม่เต็มศักยภาพของมัน

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตในการนำดิจิตอลมาปรับใช้อย่างรวดเร็ว และองค์กรล้วนต้องการจะขยายกลยุทธ์ทางธุรกิจของตนให้ครอบคลุมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความต้องการใช้ดิจิตอล ต่อไปนี้เป็นข้อควรพิจารณา 3 ข้อที่ต้องตระหนักเมื่อทำการวางแผนในการนำ IoT มาใช้ในองค์กรของคุณ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนสูงสุดและเพิ่มขีดความสามารถ ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า มีระบบเก็บข้อมูลที่สามารถรองรับจำนวนและความเร็วของข้อมูลที่เกิดจาก IoT ได้ทันและเพียงพอ

ตามความเห็นของคุณเควิน แอซตัน (Kevin Ashton) จาก British technology pioneer เขาเห็นว่า IoT คือความสามารถที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลและนำมาใช้อย่างมีประสิทธิผล ถึงแม้ว่าเกือบจะทุกองค์กรในภูมิภาคนี้อ้างว่าตนมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ส่วนมากกลับพบกับความท้าทายในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้อมูล มากกว่าครึ่งมัวแต่ยุ่งอยู่กับการจัดการข้อมูลที่ได้รับมาจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน ขณะที่ 44 % พบว่ามันยากมากที่จะทำการย่อยทำความเข้าใจข้อมูลมากมายที่มาจากอุปกรณ์ที่หลากหลาย

มันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักถึงระบบการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเดิม เป็นสิ่งที่ล้าสมัยและไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วย IoT การขยายระบบจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้ทันต่อการขยายตัวของการใช้งาน IoT เป็นเสมือนฝันร้ายของผู้จัดการระบบไอที ดังนั้นทุกองค์กรจำเป็นต้องทำการประเมินว่าระบบโครงสร้างพื้นฐานในการจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่ขณะนี้มีความสามารถที่จะรองรับข้อมูลจำนวนมหาศาลรวมทั้งมีความสามารถที่จะรวบรวมข้อมูลและทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่มาจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • สถาปัตยกรรม Intelligent edge มารองรับการขยายตัวของ IoT

มากกว่าครึ่งขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยืนยันว่าต้นทุนในการเริ่มนำมาใช้และบำรุงรักษาเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางพวกเขาไม่ให้สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจจาก IoT หลาย ๆ บริษัทที่ใช้โมเดลทางธุรกิจเป็นระบบคลาวด์แบบรวมศูนย์สำหรับ IoT ได้ตระหนักถึงค่าใช้จ่ายต่อปีที่เกิดขึ้นและไม่ส่งผลดีกับยอดขาย

เป็นที่มาของการประมวลผลที่ปลายทาง (Edge computing) มาแทนที่ การใช้ความสามารถในการประมวลผลไปสู่ที่ต่าง ๆ บนระบบเครือข่าย จะช่วยลดต้นทุนที่เกี่ยวกับการจัดการข้อมูลและการดำเนินงานและสามารถใช้ได้กับระบบที่มี latency ต่ำ ระบบที่ต้องการเข้าถึงแบบระยะใกล้ (proximity) และระบบที่มี bandwidthสูง เหมาะสมกับแอพพลิเคชั่นที่อ่อนไหวต่อเวลา (time-sensitive) และมีข้อมูลหนาแน่นมหาศาล (data-intensive) Intelligent Edge ให้บริการที่ฉลาดก้าวหน้าโดยยินยอมให้ระบบสามารถทำการตัดสินในการดำเนินงานได้ที่จุดที่มีการเก็บข้อมูลเลย ทำให้องค์กรสามารถขยายระบบได้ตามความจำเป็นและเร่งรัดการนำ IoT มาใช้ได้ในต้นทุนที่เหมาะสมไม่แพงเหมือนระบบรวมศูนย์เดิม

  • วางกลยุทธ์ระบบรักษาความปลอดภัยแบบองค์รวม ทั่วทั้งระบบของ IoT

มี 88% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการถูกโจมตีทางช่องโหว่ด้านความปลอดภัยบนระบบที่เกี่ยวข้องกับ IoT อย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทั้งโลก ความมั่นคงปลอดภัยของระบบเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับการใช้ IoT ลองพิจารณาระบบนิเวศทางไอทีที่มีอุปกรณ์และเซ็นเซอร์กว่า 10,000 ตัว นั้นหมายความว่ามีจุดที่คุณจะต้องกังวลใจเพิ่มขึ้นถึง 10,000 จุด การนำพลังการประมวลผลไปไว้ที่ชายครอบ (edge) ของระบบเครือข่ายอาจจะสามารถทำการป้องกันบางประการให้แก่ระบบนิเวศ IoT ได้บ้างแต่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ร้ายที่จ้องรอคอยที่จะกระโดดเข้าโจมตีระบบเมื่อมีช่องโหว่ของระบบความมั่นคงปลอดภัยให้เห็น

องค์กรควรจะมีมุมมองในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยและระบบรักษาความปลอดภัยแบบองค์รวม ครอบคลุมตลอดทั้งระบบเครือข่ายไอที  ในการควบคุมการเข้าสู่ระบบและมีนโยบายการจัดการความมั่นคงปลอดภัยที่ป้องกันได้ทั้งเครือข่ายและอุปกรณ์จำนวนมหาศาลทั้งหมด และ มีระบบการดูแลความมั่นคงปลอดภัยที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถมองเห็นการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบเครือข่ายของคุณได้ทั้งหมดจะทำให้คุณสามารถมองเห็นจุดที่อ่อนไหวและคาดการณ์ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้ล่วงหน้า

 

ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในการเป็นผู้นำด้านการนำ IoT มาใช้ เมื่อองค์กรสามารถแสวงหาคุณค่าได้อย่างเต็มที่จาก IoT  เราจินตนาการได้เลยถึงความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดในการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานของเราในอนาคต ขณะเดียวกันที่อรูบ้า เราทำงานอย่างต่อเนื่องกับพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ และองค์กรทั้งหลายเพื่อช่วยให้การนำ IoT มาปรับประยุกต์ใช้และเสริมประสิทธิภาพให้องค์กรต่าง ๆ สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมในระดับความเร็วที่ทันความก้าวหน้าของ mobile และ IoT

 

เยี่ยมชมที่นี่ Visit here เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความพยายามของอรูบ้าในการผลักดันวิสัยทัศน์ IoT


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Firefox ออกแพตช์ช่องโหว่ใน Password Manager

สำหรับผู้ใช้งาน Firefox ทาง Mozilla ได้ทำการแพตช์อุดช่องโหว่ให้ Password Manager ซึ่งสามารถใช้ลัดผ่านการป้องกันของ Master Password ได้

Azure ประกาศเปิดทดลอง Geo Zone Redundant Storage

Azure ได้ประกาศเปิดทดลองใช้งาน Geo Zone Redundant Storage เพื่อตอบโจทย์อีกระดับของการปกป้องข้อมูลและ Availability