HID ออกรายงาน State of the Security Industry ประจำปี 2024 [PR]

HID ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการระบุตัวตนได้เผยแพร่ผลรายงาน State of the Security Industry Report ประจำปี 2567 ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัย โดยรวบรวมความคิดเห็นจากพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ใช้งาน และบุคลากรด้านความปลอดภัยและไอที ในตำแหน่งต่างๆ จำนวน 2,600 คน ในทวีปต่างๆ รวมทั้งเอเชียแปซิฟิก และทำงานอยู่ในองค์กรหลากหลายขนาดกว่า 11 อุตสาหกรรม

รายงาน State of Security Report ประจำปี 2567 ได้เจาะลึกเรื่องข้อกังวลที่เป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อช่วยจัดการกับข้อกังวลดังกล่าว พร้อมเสนอแนะให้ผู้บริหารที่ดูแลด้านความปลอดภัยปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น การสำรวจได้จัดทำขึ้นเมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา โดยเผยถึง 6 ประเด็นสำคัญดังนี้

1. การยืนยันตัวตนผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile ID) จะแพร่หลายมากในอีกห้าปีข้างหน้า

โทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้ผลักดันให้มีการใช้งานด้านการระบุและยืนยันตัวตนอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้งานที่ตอบแบบสำรวจระบุว่า เกือบ 80% ขององค์กรจะใช้โทรศัพท์มือถือในการยืนยันตัวตนภายในเวลา 5 ปีข้างหน้า ในส่วนของของพันธมิตรในอุตสาหกรรมก็มีมุมมองในเชิงบวกมากขึ้น โดยระบุว่า 94% ของลูกค้าจะใช้งาน Mobile ID ในระยะเวลาเดียวกัน

2. การยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน (MFA) กำลังเป็นที่แพร่หลาย แม้ว่าการใช้งาน Zero Trust จะเติบโตอย่างช้าๆ

ผู้ตอบแบบสำรวจที่เป็นผู้ใช้งานกว่า 83% กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรของตนใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน (MFA) สาเหตุหลักมาจากช่องโหว่ของการใช้รหัสผ่าน ที่หลายๆ คน มองว่าเป็นก้าวแรกบนเส้นทางสู่ Zero Trust ซึ่งเป็นแนวคิดด้านความปลอดภัยที่เรียกร้องให้องค์กรใช้มาตรการที่เข้มงวดก่อนอนุมัติการเข้า-ออกอาคาร และไม่ไว้วางใจสิ่งใดๆเลย โดยจะตั้งค่าเริ่มต้นให้ตรวจสอบผู้ใช้งานทุกคนเสมอ ไม่ว่าจากภายในหรือภายนอกระบบ การสำรวจยังพบว่า 16% ขององค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 100,000 คน และ 14% ขององค์กรที่มีพนักงานไม่เกิน 10,000 คนได้นำ Zero Trust ไปใช้งานแล้ว ข่าวดีก็คือ มีแนวโน้มของการใช้งาน Zero Trust ที่เพิ่มมากขึ้น โดย 24% ขององค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 100,000 คนกำลังอยู่ในขั้นตอนการนำ Zero Trust ไปใช้

การใช้ MFA ที่แพร่หลายมากขึ้น จะทำให้การใช้รหัสผ่านสิ้นสุดลง นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานใหม่ เช่น FIDO (Fast Identity Online) ซึ่งใช้เทคนิคการเข้ารหัสแบบกุญแจสาธารณะเพื่อป้องกันการโจมตีหรือหลอกลวงให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลการเข้าถึง จะเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาระบบใหม่ๆ เพื่อการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม Zero Trust

3. ความยั่งยืนมีบทบาทมากขึ้น ในการตัดสินใจทางธุรกิจ

ผู้ตอบแบบสำรวจของ HID มองว่าความยั่งยืนยังคงมีความสำคัญทางธุรกิจในอันดับต้นๆ โดยทั้งผู้ใช้งานและพันธมิตรต่างให้คะแนนความสำคัญที่ระดับ “4” จากระดับ 1 ถึง 5 นอกจากนี้ 74% ของผู้ใช้งานระบุว่าความยั่งยืนมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา และ 80% ของพันธมิตรก็ได้เผยว่า ลูกค้าให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ การใช้โซลูชันที่ช่วยลดการใช้พลังงาน ลดขยะและของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรจะยังเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องให้สำคัญอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนไปใช้โซลูชันที่ทำงานผ่านระบบคลาวด์และการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ให้มากขึ้นเป็นสองกลยุทธ์หลักในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนดังกล่าว

4. การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกซ์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลสำรวจประจำปีนี้ยังเผยว่า 39% ของผู้ให้บริการระบบและโซลูชันด้านความปลอดภัยกล่าวว่า ลูกค้ามีการใช้ลายนิ้วมือหรือลายฝ่ามือแล้ว และ 30% ให้ข้อมูลว่าใช้การจดจำใบหน้า ดังนั้น การใช้ไบโอเมตริกซ์จึงยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก 8% วางแผนที่จะทดสอบหรือนำไบโอเมตริกซ์บางรูปแบบไปใช้ในปีถัดไป และ 12% วางแผนที่จะดำเนินการดังกล่าวในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านี้

5. การจัดการข้อมูลระบุตัวตนด้วยระบบคลาวด์

ผู้ใช้งานที่ตอบแบบสำรวจเกือบครึ่งหนึ่งกำลังเปลี่ยนไปใช้การจัดการข้อมูลระบุตัวตนผ่านระบบคลาวด์ โดย 24% ได้เริ่มใช้งานแล้ว และอีก 24% อยู่ในขั้นตอนการนำระบบดังกล่าวไปใช้

พันธมิตรในอุตสาหกรรมกล่าวว่า ลูกค้าของตนเผชิญกับอุปสรรคหลายประการในประเด็นนี้ รวมถึงการที่ยังคงต้องพึ่งพาอุปกรณ์เดิม/อุปกรณ์ที่ติดตั้งภายในองค์กร (28%) การขาดงบประมาณ (24%) และการที่การระบุตัวตนผ่านระบบคลาวด์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอันดับแรกๆ ทางธุรกิจ (21%)

6. มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล (analytics) มากขึ้น

AI ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยจำนวนมากมองว่าสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลได้ไม่ยาก

ดังนั้น แทนที่จะมุ่งใช้ AI กับระบบความปลอดภัยทั้งหมด สิ่งที่อาจทำได้คือการใช้งานด้าน analytics ของ AI ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ในทันที ภายใต้สถานการณ์นี้ ผู้ใช้งาน 35% มีแผนที่จะใช้ประโยชน์จาก AI ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า โดยที่ 15% ได้เริ่มใช้ระบบการยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกส์ที่ทำงานด้วย AI แล้ว

อ่านรายงานฉบับเต็มที่มีข้อมูลของทั่วโลก และการวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่ here

ติดตามข้อมูลข่าวสารของ HID ได้ที่

Visit our Media Center, read our Industry Blog, and follow us on FacebookLinkedIn and X (Twitter).

###########

เกี่ยวกับ HID

HID เป็นผู้ขับเคลื่อนระบบระบุตัวตนของผู้คน สถานที่และสิ่งต่างๆ ทั่วโลก เราช่วยให้ผู้คนทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และเดินทางได้อย่างเสรี โซลูชั่นการระบุตัวตนช่วยให้ผู้คนเข้าถึงสถานที่ได้อย่างสะดวก ทั้งสถานที่จริงทางกายภาพและสถานที่เสมือนจริงในโลกดิจิตอล และเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ ที่บ่งชี้ ตรวจสอบ และติดตามผ่านช่องทางดิจิตอลได้ ผู้คนนับล้านทั่วโลกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเอชไอดี ในชีวิตประจำวัน และมากกว่าสองพันล้านสิ่งที่เชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีของเอชไอดี เราทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล สถาบันการเงิน ธุรกิจอุตสาหกรรม และบริษัทที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดของโลก เอชไอดีมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 4,500 คนทั่วโลกและมีสำนักงานในประเทศต่างๆ ที่รองรับลูกค้าได้มากกว่า 100 ประเทศ เอชไอดีเป็นแบรนด์ในเครือกลุ่มบริษัท ASSA ABLOY ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hidglobal.com

About chanphen

Check Also

CyberGenics ผนึก Ensign InfoSecurity ยกระดับ Cybersecurity ไทย รับมือภัยยุค AI และความเสี่ยง Quantum Safe [PR]

บริษัท ไซเบอร์จีนิคส์ จำกัด (CyberGenics) ผู้นำด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แบบครบวงจรในเครือบริษัท จีเอเบิล จำกัด (มหาชน) (G-ABLE) ประกาศลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Ensign InfoSecurity ผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ชั้นนำจากสิงคโปร์ …

Trend Micro เตือนช่องโหว่ Zero-day บน Apex One ถูกใช้โจมตีจริงแล้ว

Trend Micro ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day CVE-2026-34926 บน Apex One เวอร์ชัน On-premises หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงแล้ว ขณะที่ CISA สั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แพตช์ภายในวันที่ …