รายงาน Datadog ชี้ AI กำลังเผชิญขีดจำกัดด้านการทำงานสวนทางดีมานด์ที่พุ่งกระฉูด [PR]

รายงาน State of AI Engineering 2026 จาก Datadog ชี้องค์กรไทยเร่งใช้ AI โตไวในอาเซียน แต่ยังขาดความพร้อมด้านระบบปฏิบัติการ สอดคล้องกับสถิติโลกที่พบ 1 ใน 20 ของคำสั่ง AI ล้มเหลวระหว่างโปรดักชัน โดยมี ‘ข้อจำกัดด้านกำลังรองรับของระบบ’ เป็นคอขวดสำคัญที่ฉุดรั้งการขยายสเกล

อุปสรรคของการนำ AI ไปใช้งานจริงอาจไม่ใช่เรื่องความฉลาดของโมเดลอย่างที่หลายคนเข้าใจ รายงานล่าสุดจาก Datadog (NASDAQ: DDOG) แพลตฟอร์มชั้นนำด้าน Observability และ Security เผยให้เห็นว่า เมื่อกระแสการใช้ AI เติบโตอย่างก้าวกระโดด ‘ความซับซ้อนในการบริหารจัดการระบบ’ กลายเป็นความท้าทายหลักที่ฉุดรั้งไม่ให้องค์กรสามารถขยายสเกลการใช้งาน AI ได้อย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ

โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน แม้ประเทศไทยจะเร่งเดินหน้าประยุกต์ใช้ AI อย่างรวดเร็วเทียบเคียงกับมาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่เรายังคงเห็นช่องว่างสำคัญในเรื่อง ‘ความพร้อมด้านการทำงาน’ เมื่อเทียบกับตลาดที่มีความตื่นตัวสูงกว่าอย่างสิงคโปร์

รายงาน ‘State of AI Engineering 2026’ จาก Datadog ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากองค์กรนับพันแห่งที่ใช้งาน AI ในระบบการทำงานจริง ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาความซับซ้อนที่ทวีคูณขึ้นเมื่อองค์กรพยายามขยายสเกลระบบ ปัจจุบัน 69% ของบริษัทต่างๆ มีการใช้งานโมเดล AI ตั้งแต่ 3 โมเดลขึ้นไป ควบคู่ไปกับระบบการทำงานของเอเจนต์ (Agent Workflows) ที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลคือ ราว 5% ของคำสั่งประมวลผลที่ส่งไปยัง AI เกิดความล้มเหลวบนสภาพแวดล้อมการใช้งานจริง โดยกว่า 60% ของข้อผิดพลาดดังกล่าวมีสาเหตุมาจาก ‘ข้อจำกัดด้านกำลังรองรับของระบบ’ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงทำให้แอปพลิเคชัน AI ทำงานล่าช้า เกิดข้อผิดพลาดในระบบ และลดทอนประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ที่น่าจับตามองในวงการ AI อีกหลายประเด็น:

  • การก้าวเข้าสู่ยุค Multi-model อย่างเต็มตัว: องค์กรต่าง ๆ เริ่มลดการพึ่งพาโมเดลใดโมเดลหนึ่งเพียงอย่างเดียว แม้ว่า OpenAI จะยังคงครองสัดส่วนผู้ใช้งานสูงสุดที่ 63% แต่ทางเลือกที่กำลังมาแรงอย่าง Google Gemini และ Anthropic Claude ก็เติบโตขึ้นอย่างน่าจับตามอง ด้วยสัดส่วนการใช้งานที่พุ่งสูงขึ้น 20% และ 23% ตามลำดับ
  • การใช้ Agent Framework เติบโตขึ้นถึงเท่าตัวในรอบปี: แม้เครื่องมือกลุ่ม Agent Framework จะช่วยเร่งความเร็วในการพัฒนาแอปพลิเคชันได้ดีเยี่ยม แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความซับซ้อน (Moving Parts) ให้กับโปรดักชันด้วยเช่นกัน
  • ปริมาณข้อมูลที่ป้อนให้ AI ประมวลผลต่อครั้งพุ่งสูงขึ้น: ขนาดของข้อมูลที่ส่งให้โมเดล AI ประมวลผลต่อหนึ่งคำสั่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างชัดเจนจำนวนโทเค็นเฉลี่ยต่อหนึ่งคำขอเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวในกลุ่มทีมที่มีการใช้งานระดับกลาง และเพิ่มขึ้น 4 เท่าสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานหนัก

“ภาพรวมของเทคโนโลยี AI ในขณะนี้มีความคล้ายคลึงกับยุคเริ่มต้นของคลาวด์ (Cloud) เป็นอย่างมาก” คุณ Yanbing Li ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Datadog กล่าวเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันไว้อย่างน่าสนใจ “คลาวด์ทำให้ระบบต่าง ๆ สามารถควบคุมและปรับแต่งผ่านซอฟต์แวร์ได้มากขึ้น แต่ก็ทำให้การบริหารจัดการซับซ้อนขึ้นอย่างมาก ซึ่งปัจจุบัน AI ก็กำลังสร้างผลกระทบในลักษณะเดียวกันในระดับแอปพลิเคชัน”

เธอยังได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญว่า “ในสมรภูมินี้ องค์กรที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดจะไม่ใช่แค่ผู้ที่สร้างโมเดลได้เก่งกว่า แต่เป็นองค์กรที่สร้างการควบคุมการทำงานรอบโมเดลเหล่านั้นได้ และในยุคนี้ AI Observability จะมีความจำเป็นเช่นเดียวกับ Cloud Observability เมื่อหนึ่งทศวรรษก่อน”

ก้าวให้ไว แต่ต้องคุมระบบให้อยู่

แรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดกำลังเร่งให้ทั้งสตาร์ทอัพและองค์กรระดับเอนเตอร์ไพรส์นำ AI มาประยุกต์ใช้ในวงกว้าง ทว่าเมื่อถึงคราวที่ต้องขยายสเกลระบบ ‘ความเร็วที่ปราศจากการควบคุม’ กลับกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ ปัจจุบันเราจึงพบเห็นความล้มเหลวอันเกิดจากรากฐานการออกแบบระบบที่
เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาเวิร์กโฟลว์ที่กระจัดกระจาย การลองเรียกใช้งานซ้ำมากเกินไป และการกำหนดเส้นทางการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ

“ความล้มเหลวระลอกถัดไปของระบบเอเจนต์ (Agent) จะไม่ได้มาจากข้อจำกัดว่ามันทำอะไรไม่ได้ แต่จะมาจากข้อผิดพลาดที่ทีมพัฒนา ‘มองไม่เห็น’” นี่คือมุมมองที่น่าสนใจจากคุณ Guillermo Rauch ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Vercel ผู้อยู่เบื้องหลัง Next.js และแพลตฟอร์มชั้นนำสำหรับการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI

คุณ Rauch อธิบายเจาะลึกถึงประเด็นนี้ว่า “ที่ Vercel เรามุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเอเจนต์ (Agentic Infrastructure) โดยเฉพาะ เพราะเอเจนต์เองก็จำเป็นต้องมีการเก็บฟีดแบ็กจากโปรดักชันมาพัฒนาต่อ ไม่ต่างจากซอฟต์แวร์ชั้นนำทั่วไป ข้อแตกต่างสำคัญคือ ซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมจะทำงานตามลำดับคำสั่งที่ตายตัว แต่สำหรับเอเจนต์ มีลำดับและเส้นทางการทำงานที่ถูกกำหนดโดย LLM เอง ทำให้ Observability ไม่ใช่เพียงสิ่งที่มีประโยชน์ แต่เป็นสิ่งจำเป็น”

“นวัตกรรมเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป” คุณ Li กล่าวเสริม “หากองค์กรต้องการขยายสเกล AI อย่างมั่นใจการมีระบบที่สามารถมองเห็นสถานะการทำงานแบบเรียลไทม์ได้ครอบคลุมทุกส่วนของโครงสร้างระบบถือเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งต้องสามารถเจาะลึกได้ตั้งแต่ระดับฮาร์ดแวร์อย่าง อัตราการใช้งาน GPU (GPU Utilization) ไปจนถึงระดับซอฟต์แวร์อย่างการติดตามพฤติกรรมของโมเดล และเวิร์กโฟลว์ของเอเจนต์”

เธอย้ำว่า “ความสามารถในการมองเห็นภาพรวมและการควบคุมการปฏิบัติการเหล่านี้ คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ทีมงานสามารถเดินหน้าพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ลดทอนความน่าเชื่อถือของระบบและยังคงรักษา การกำกับดูแลระบบไว้ได้อย่างรัดกุมเมื่อระบบมีขนาดใหญ่ขึ้น ในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อระบบขยายสเกล วิธีที่องค์กรปฏิบัติการและดูแลระบบ AI อาจสำคัญยิ่งกว่าการเลือกโมเดล”

อ่านรายงานฉบับเต็ม The State of AI Engineering 2026  และศึกษาวิธีที่ Datadog ลงทุนใน AI Observability เพื่อช่วยให้ทีมสามารถบริหารจัดการและขยายสเกลระบบ AI ในระดับโปรดักชันได้ที่นี่

About Suphasin Sueklab

Check Also

iZeno ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Microsoft Project Retirement 2026 — Your Migration Path to Jira PPM with BigPicture” [4 มิ.ย. 2569 — 10.00น.]

iZeno ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Microsoft Project Retirement 2026 — Your Migration Path to Jira PPM with BigPicture” …

วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) ครบรอบ 38 ปี สานต่อกิจกรรม CSR มอบโซลาร์เซลล์และเครื่องพิมพ์ ให้ รพ.สต.บ้านกุดครอง จ.กาฬสินธุ์ [PR]

บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือวีเอสที อีซีเอส กรุ๊ป ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เดินหน้าสานต่อกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เนื่องในโอกาสครบรอบ 38 ปี มอบแผงโซลาร์เซลล์ …