Fastly ชี้เกือบหนึ่งในสามของทราฟฟิกเว็บในปัจจุบันมาจากบอต

รายงานฉบับใหม่ที่เผยแพร่โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเอดจ์คลาวด์ Fastly ระบุว่า ทราฟฟิกจากบอตยังคงเข้ามาปรับเปลี่ยนโฉมเว็บยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยครอว์เลอร์และตัวดึงข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงบอตไร้หัวที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เป็นตัวขับเคลื่อนทั้งภาระด้านการปฏิบัติการและการตัดสินใจทางธุรกิจรูปแบบใหม่ในหลายอุตสาหกรรม

ผลการศึกษาซึ่งระบุไว้ในรายงาน Q3 Threat Insights Report ของ Fastly พบว่า แม้มนุษย์จะยังคงเป็นแหล่งที่มาของทราฟฟิกเว็บส่วนใหญ่ แต่บอตคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 29% ของคำขอทั้งหมดในไตรมาสดังกล่าว รายงานชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมอัตโนมัติได้กลายเป็นองค์ประกอบเชิงโครงสร้างของอินเทอร์เน็ต มากกว่าจะเป็นเพียงประเด็นความมั่นคงปลอดภัยชายขอบ

แม้ทราฟฟิกจากบอตจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ทราฟฟิกจากครอว์เลอร์และตัวดึงข้อมูล AI ส่วนใหญ่มาจากแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย โดย Meta Platforms คิดเป็นประมาณ 60% ของทราฟฟิกครอว์เลอร์ AI ทั้งหมดในไตรมาสที่สาม ขณะที่ทราฟฟิกตัวดึงข้อมูล (fetcher) AI 68% มาจาก ChatGPT ของ OpenAI

บอตมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการค้นหา สรุปข้อมูล และการตอบสนองเชิงสนทนาของ AI แต่ขนาดและปริมาณของบอตก็ทำให้องค์กรต้องทบทวนใหม่ว่าควรยอมให้การเข้าถึงแบบอัตโนมัติมากน้อยเพียงใด โดยพบว่าในไตรมาสดังกล่าว มี 4% ของทราฟฟิกบอตที่องค์กรต้องการถูกบล็อก โดยเฉพาะในบริษัทกลุ่มสื่อและบันเทิง และภาคเทคโนโลยีขั้นสูง

รายงานยังเน้นถึงภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากบอตไร้หัว (headless) ซึ่งเป็นโปรแกรมอัตโนมัติที่ใช้เอนจินเบราว์เซอร์เต็มรูปแบบในการโต้ตอบกับเว็บไซต์และเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์จริงอย่างใกล้เคียง บอตเหล่านี้สามารถใช้ในงานที่ไม่เป็นอันตราย เช่น การทดสอบระบบ รวมถึงกิจกรรมที่เป็นอันตราย เช่น การดึงข้อมูล การฉ้อโกง และการละเมิดข้อมูลรับรอง

บอตไร้หัวสร้างคำขอหลายพันล้านครั้งในไตรมาสที่สาม โดยเครื่องมืออัตโนมัติแบบไร้หัวที่ใช้กันทั่วไปคิดเป็น 94% ของกิจกรรมดังกล่าว เกือบ 89% ของทราฟฟิกบอตไร้หัวมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่มีธุรกรรมหนาแน่น โดยเฉพาะบริการทางการเงินและพาณิชย์ ซึ่งผู้โจมตีใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อดึงข้อมูล ทดสอบข้อมูลรับรอง หรือค้นหาโอกาสในการฉ้อโกง ภายใต้คราบของพฤติกรรมการท่องเว็บที่ดูเหมือนถูกต้องตามปกติ

รายงานระบุว่า ปัจจุบันองค์กรกำลังเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนมากกว่าการบล็อกบอตทั้งหมดโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเครื่องมือหลายอย่างที่ผู้โจมตีใช้ ก็ถูกใช้งานภายในองค์กรเพื่อการทดสอบ การเฝ้าระวัง และการตรวจสอบประสิทธิภาพเช่นกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ หากบังคับใช้นโยบายควบคุมที่เข้มงวดเกินไป องค์กรอาจกระทบต่อกระบวนการพัฒนาและการดำเนินธุรกิจ

Fastly ชี้ว่า เมื่อทราฟฟิกที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทีมความมั่นคงปลอดภัยและผู้นำธุรกิจจะต้องมีการมองเห็นเชิงลึกและเครื่องมือกำหนดนโยบายที่ละเอียดมากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม การปกป้องเนื้อหา และความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ในยุคของเว็บที่มีความเป็นอัตโนมัติเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ที่มา: https://siliconangle.com/2025/12/18/fastly-report-finds-bot-traffic-now-makes-nearly-third-web-requests/

About นักเขียนฝึกหัดหมายเลขเก้า

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ