รายงานเผย จีนมีสิทธิบัตรด้าน Blockchain มากที่สุดในโลก สูงกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 3 เท่า

Nikkei ได้ออกมารายงานถึงผลการวิจัยจาก Astamuse แห่งญี่ปุ่น ถึงการยื่นจดสิทธิบัตรด้าน Blockchain ในอดีตที่ผ่านมาในช่วงปี 2009 – 2018 ซึ่งสหรัฐอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และเยอรมนีนั้นได้ยื่นจดสิทธิบัตรรวมกันประมาณ 12,000 รายการ ซึ่งหากนับสิทธิบัตรจากจีนเพียงอย่างเดียวแล้ว ก็มีมากถึง 7,600 รายการหรือราวๆ 60% เลยทีเดียว

Credit: ShutterStock.com

ถัดจากจีนและสหรัฐอเมริกาที่มีส่วนแบ่งรวมกันราวๆ 80% ของสิทธิบัตรเหล่านี้แล้ว เกาหลีใต้นั้นมีการยื่นจดสิทธิบัตรด้วยกัน 1,150 รายการ ในขณะที่ญี่ปุ่นมีการยื่นจดอยู่ที่ 380 รายการ

อ้างอิงจากรายงานของ NGB นั้น Alibaba Group Holding ถือเป็นบริษัทที่มีการยื่นจดสิทธิบัตรมากที่สุดที่ 512 รายการ ตามมาด้วย nChain จากสหราชอาณาจักรที่มีการยื่นจดสิทธิบัตร 468 รายการ ในขณะที่ IBM นั้นมีสิทธิบัตรอยู่ที่ 248 รายการ

การผลักดันเทคโนโลยี Blockchain นี้ถือเป็นวาระแห่งชาติของจีนในการนำ Blockchain มาใช้เป็นศูนย์กลางของการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยมีนักวิเคราะห์คาดว่าจีนนั้นอาจมีแผนเปิดตัว Digital Currency ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา: https://cointelegraph.com/news/with-7-600-blockchain-patent-applications-chinese-firms-far-outpace-us

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Sonar เข้าซื้อกิจการ Gitar สตาร์ตอัป AI Code Review ยกระดับระบบตรวจสอบโค้ดด้วย Agentic Reasoning

Sonar ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มตรวจสอบคุณภาพและความมั่นคงปลอดภัยของโค้ด ประกาศเข้าซื้อกิจการ Gitar สตาร์ตอัปผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ AI-native Code Review การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผสานความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของ Gitar เข้ากับเอนจินตรวจสอบโค้ดของ Sonar เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยที่รัดกุมยิ่งขึ้นสำหรับทีม DevOps ในยุคที่ …

Stripe ยกระดับระบบชำระเงินสู่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Machine-to-Machine รับยุค Agentic AI

Stripe เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 288 รายการ พร้อมส่งแผนพลิกโฉมระบบชำระเงินจากเดิมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการทำธุรกรรมสำหรับมนุษย์ ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถตั้งโปรแกรมได้และทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับธุรกกรรมแบบ Machine-to-Machine ถือเป็นการปูทางเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบ Agentic AI อย่างเต็มรูปแบบ