Breaking News

ชมผลงาน 8 สตาร์ทอัพ Finalists ใน Demo Day ส่งท้าย BBL InnoHub Season 2

หลังจากที่ได้ผ่านโปรแกรม Mentorship ของ InnoHub มาเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ โปรแกรมดังกล่าวก็เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมานี้กับ Demo Day – Bangkok Bank InnoHub Season 2, Unleash The Potential ที่เปิดโอกาสให้เหล่าFinalists ทั้ง 8 มาโชว์โซลูชั่น และเล่าถึงประสบการณ์ความประทับใจที่พวกเขาได้รับจากโครงการ Bangkok Bank InnoHub Season 2 ในครั้งนี้ 

Demo Day ส่งท้าย Bangkok Bank InnoHub Season 2  

Bangkok Bank InnoHub Season 2 นี้เป็นโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพที่มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 128 ทีมจาก 28 ประเทศทั่วโลก โครงการระยะเวลา 12 สัปดาห์นี้เปิดโอกาสให้เหล่าสตาร์ทอัพได้ปรึกษาและทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในการพัฒนาแผนธุรกิจ เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการเงิน รับทราบความท้าทาย และศึกษารายละเอียดกฎหมายและการกำกับดูแลในไทย โดยใน Season  2 นี้ InnoHub ได้เปิดรับสตาร์ทอัพตาม 5 กลุ่มความเชี่ยวชาญหลัก ได้แก่ 

  • Creating Unique Customer Experience
  • Digitization and Automation
  • Future SME Solution
  • Innovative Payment และ
  • Discovering Cutting Edge Technology

ภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์ 8Finalists ที่ได้รับความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจากBBL ก็ได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดให้บริการต่อสาธารณะ โดยเมื่อจบโครงการ สตาร์ทอัพ 2 รายได้เริ่มเปิดตัวผลิตภัณฑ์ให้ได้ทดลอง ใช้ในวงจำกัด และอีก 3 รายก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับการทดลองช่วง Proof-of-Concept โดยรายที่เหลือก็มีความคืบหน้าและกำลังจะเริ่มทดลองตามกันไป

Bangkok Bank มั่นใจ สตาร์ทอัพตอบโจทย์ธุรกิจจริง นำนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารได้ หวังช่วยพัฒนา Ecosystem ของนวัตกรรมในไทย

คุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพได้กล่าวถึงความสำเร็จใน Season 2 นี้ว่า ตลอดระยะเวลา 12 สัปดาห์ Finalistsทั้ง 8 ทีมแสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่าเทคโนโลยีของพวกเขามีศักยภาพในการเข้ามาช่วยยกระดับการดำเนินการและบริการของธนาคารกรุงเทพได้เป็นอย่างดี และเขาก็หวังว่าโครงการ InnoHub ที่มีสตาร์ทอัพจากทั่วทุกมุมโลกเข้าร่วมนี้จะช่วยให้Ecosystem ของสตาร์ทอัพในประเทศไทยได้พัฒนาไปอีกก้าว 

ด้านดร.เปาว์ ศรีประเสริฐสุข หัวหน้าโครงการ Bangkok Bank  InnoHub ก็ได้แสดงความคิดเห็นถึงโครงการนี้ว่าทั้งธนาคารและสตาร์ทอัพต่างก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในโครงการนี้ กล่าวคือธนาคารกรุงเทพได้สัมผัสและทำความเข้าใจในวิธีการดำเนินการของสตาร์ทอัพมากขึ้น และสตาร์ทอัพก็ได้รับโอกาสการทำงานร่วมกับธนาคาร และความรู้เกี่ยวกับการดำเนินการของสถาบันการเงินและอุตสาหกรรมการเงิน InnoHub นั้นเป็นโครงการที่มุ่งเป้าไปที่การบ่มเพาะสตาร์ทอัพให้สามารถสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่จะนำไปใช้ในธุรกิจได้จริงและตอบโจทย์ธุรกิจ ใน  Season 2 นี้เรามีสตาร์ทอัพ 2 รายที่เริ่มเปิดให้บริการช่วงทดลองผลิตภัณฑ์ และสตาร์ทอัพที่ก้าวเข้าสู่ขั้นตอน Proof-of-Concept อีก  3 ราย ซึ่งย้ำให้เห็นถึงคุณสมบัติและความสำเร็จของโครงการได้เป็นอย่างดี 

สาส์นจากNest “กุญแจของความสำเร็จคือการเปิดรับนวัตกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง”

คุณ Lawrence Morgan CEO ผู้เป็นตัวแทนจาก Nest หนึ่งในพาร์ทเนอร์ของ InnoHub ขึ้นกล่าวเปิดก่อนการพรีเซนต์จาก 8 Finalists ถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างองค์กรขนาดใหญ่และเหล่าสตาร์ทอัพ โดยเขาเชื่อว่าทุกวันนี้เราอยู่ในยุคแห่งนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และการปรับตัวอย่างรวดเร็วเท่านั้นที่จะช่วยให้องค์กรมีขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเขาได้แนะนำ 3 เหตุผลที่องค์กรจะต้องร่วมมือกับสตาร์ทอัพเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้น 

  1. ความท้าทายของการสร้างนวัตกรรมขององค์กรนั้นไม่ใช่การชี้ถึงปัญหา แต่เป็นการสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างแท้จริง การเข้ามาของสตาร์ทอัพและไอเดียในการทำงานใหม่ๆของพวกเขาจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานขององค์กรไปด้วย
  2. การร่วมมือกับสตาร์ทอัพจะทำให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการเริ่มสร้างนวัตกรรมด้วยตัวเองตั้งแต่แรก
  3. การทำงานกับสตาร์ทอัพจะช่วยเปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กรขนาดใหญ่ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น และเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น 

12 สัปดาห์ผ่านไป 8 Finalists มีอะไรใหม่?  

ในงานนี้ ทางทีมงานขอเชิญทุกท่านมาดูกันว่า Finalistทั้ง 8 ทีมนั้นได้โชว์อะไรใหม่ๆมาให้เราดูกันบ้าง 

Pand.ai 

Chat Bot นั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่มาแรงที่สุดสำหรับงานด้าน Customer Service และสำหรับ Pand.ai แล้ว พวกเขาโฟกัสไปที่การพัฒนาแชทบอทที่ถูกออกแบบมาสำหรับสถาบันการเงินในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ โดยแชทบอทของพวกเขาสามารถสนทนาโต้ตอบกับลูกค้าของสถาบันการเงินในด้านต่างๆและเข้าใจบริบทของประโยคได้เป็นอย่างดี ระบบ Chat Bot ของ Pand.ai นั้นเป็นระบบแบบEnd-to-end ที่จะช่วยองค์กรพัฒนาแชทบอทตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการใช้งาน ด้วยเทคโนโลยี NLP และ AI ที่เป็นสูตรลับเฉพาะของพวกเขาเอง ปัจจุบัน Pand.ai มีลูกค้าอยู่หลายรายทั่วภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก ทั้งในอุตสาหกรรมการเงิน อุตสาหกรรมประกันภัย และอื่นๆ 

ยิ่งไปกว่านั้นในปี 2019 พวกเขากำลังพัฒนาสิ่งที่ล้ำไปกว่านั้นอีกขั้น กับเทคโนโลยีที่เรียกว่า Bot2Bot ซึ่งเป็นเครือข่ายเชื่อมต่อระหว่างChat Bot หลายๆตัว ทำให้แม้แชทบอทตัวหนึ่งไม่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นนั้นๆ มันก็จะสามารถส่งสัญญาณไปถามเพื่อนบอทตัวอื่นๆให้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและค้นหาคำตอบให้กับลูกค้าได้ นอกจากนี้ การมีเครือข่ายสื่อสารและแบ่งปันความรู้ระหว่างบอทกันเองยังจะช่วยให้บอททำงานได้เร็วขึ้นและฉลาดขึ้นอีกด้วย

Sepulsa 

Sepulsa นั้นเดิมเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่รวมการจ่ายบิลหลายประเภทไว้ในที่เดียวที่มีธุรกรรมในระบบกว่า 9 ล้านครั้งต่อเดือนและมีมูลค่า กว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี พวกเขาได้ใช้ความรู้ที่ได้จากการพัฒนาและดำเนินการระบบนี้มาพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Reconciliation Engine ซึ่งจะช่วยสถาบันการเงินตรวจสอบและจับคู่การจ่ายกับบัญชีลูกหนี้ได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ

Reconciliation Engine นี้จะช่วยให้ธนาคารสามารถดำเนินการจับคู่ทำรายการใบแจ้งหนี้ได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยทั้งลดค่าใช้จ่ายและลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ที่สำคัญคือ Sepulsa ออกแบบให้เจ้า Engine นี้ยืดหยุ่นรองรับบัญชีลูกหนี้ได้หลายรูปแบบ อีกทั้งยังมีความสามารถในการรายงานผลการทำงานออกมาเป็นเอกสาร และติดตามสถานะของการชำระเงินในระบบ

ประสิทธิภาพในการทำงานของ Reconciliation Engine นี้จะช่วยให้สถาบันการเงินสามารถจัดการกับบัญชีลูกหนี้และเงินทุนในระบบได้อย่างรวดเร็วสูงสุด 1,000 ใบเสร็จต่อวินาที ซึ่งเมื่อสามารถดำเนินการได้เร็วเช่นนี้ ก็เป็นประโยชน์ต่อทั้งระบบจ่ายเงิน ระบบจัดการเอกสาร และในอนาคตอาจนำไปใช้ในระบบการกู้ยืมเงินได้อีก 

ในงานนี้ Sepulsa ยังได้เผยแผนการในอนาคตอันใกล้ที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2019 และทางทีมยังได้มีการรีแบรนด์มาในชื่อใหม่ “Alterra” ด้วย ก็เป็นที่น่าติดตามว่า Alterra จะนำเทคโนโลยีอะไรมาเปิดให้บริการกับพวกเราชาวไทยกันบ้าง  

Pymlo 

ปัจจุบันในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อยู่กว่า 62 ล้านราย ในจำนวนนี้ กว่า 3 ล้านรายเป็นธุรกิจที่อยู่ในประเทศไทย และส่วนใหญ่ยังมีรูปแบบการทำบัญชีผ่าน Spreadsheet, เอกสาร หรือสมุดจดบัญชี ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างใช้เวลาและมีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย จนอาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ธุรกิจต้องแบกรับ

Pymlo เสนอโซลูชั่นบัญชีบนระบบ Cloud ที่ SMEs สามารถเข้ามาเรียนรู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบที่ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ง่าย มีฟังก์ชั้นที่ไม่ซับซ้อน โซลูชั่น ของ Pymlo นั้นเหมาะกับ SMEs ที่มีพนักงาน 2-50 คน โดย Pymlo ได้ทำการศึกษาข้อกฎหมายและลักษณะการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนำมาพัฒนาเป็นโซลูชั่น บัญชีที่ใช้งานได้จริง ครอบคลุมการดำเนินการบัญชีหลักๆ ธุรกิจไม่ต้องกังวลว่าต้องปรับเปลี่ยนระบบเพิ่มเติมให้เป็นไปตามข้อกฎหมาย หรือกังวลว่าการยื่นชำระภาษีจะยุ่งยาก 

Pymlo เปิดให้บริการแล้วในภาษาไทยและภาษาอื่นๆ โดยเร็วๆนี้  Pymlo มีแผนการที่จะเปิดตัวแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือให้ได้ใช้งานกันด้วย

AntWorks

ยุคนี้ใครๆก็พูดถึง Automation ว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะทำให้ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ทว่าการจะนำ Automation เข้ามาใช้นั้นส่วนใหญ่แล้วก็ต้องอาศัยการรื้อระบบเก่าออกและสร้างระบบใหม่ที่ทันสมัยกว่าขึ้นมา ดังนั้นสำหรับบางองค์กรที่มีระบบบงานหลากหลาย การนำ Automation เข้ามาใช้นั้นก็ดูจะยุ่งยากไม่น้อย

ทีมงาน AntWorks บอกกับเราว่าเทคโนโลยีของพวกเขาจะทำให้เราต้องมองAutomation ใหม่ เพราะพวกเขาได้สร้างระบบ Automation “ANTstein” ที่สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิมที่องค์กรมีอยู่ ภายใต้แนวคิด “ระบบอัตโนมัติที่ใช้งานได้โดยไม่ต้องรื้อระบบที่มีอยู่”

ANTstein จะช่วยให้องค์กรสร้างระบบRobotic Process Automation (RPA) ที่มี AI มาช่วยประมวลผลได้โดยแทบไม่ต้องเขียนโค้ด โดยในขั้นตอนการทำงานอัตโนมัติ พนักงานเพียงแต่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณภาพการทำงานของ ANTsteinเท่านั้น ก่อให้เกิดระบบงานที่ดีขึ้น ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

ปัจจุบัน ANTstein นั้นมีผู้ใช้งานแล้วทั่วโลก โดยในปี 2018 HFS Research ได้รายงานว่า ANTstein นั้นนับเป็น Top Ten ของผลิตภัณฑ์ RPA แห่งปีเลยทีเดียว 

Eywa Media 

เมื่อพูดถึงการทำโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ เจ้าของแคมเปญ ย่อมสามารถรู้ถึงผลลัพธ์ของโฆษณาว่าโฆษณานั้นได้รับความสนใจมากน้อยเพียงใด และสามารถจูงใจให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อสินค้าได้หรือไม่ ในขณะที่ถ้าเป็นช่องทางออฟไลน์ อย่างป้ายโฆษณาหรือโฆษณาที่อยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์ ยังแทบไม่มีเครื่องมือในการวัดประสิทธิภาพของโฆษณาเหล่านั้นได้ Eywa Media จึงพัฒนาโซลูชั่นขึ้นมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างตรงนี้

Eywa Media คิดค้นวิธีการที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าใจ Customer Journey ได้อย่างแท้จริง เทคโนโลยีของ Eywa Media ช่วยให้ธุรกิจสามารถวัดผลการตอบรับจากการโฆษณาผ่านทางช่องทางออฟไลน์ ผ่านระบบ Foot Sparq ที่ทาง Eywa Media คิดค้นขึ้น ทำให้ธุรกิจสามารถนำข้อมูลออฟไลน์มาวิเคราะห์ร่วมกับพฤติกรรมของลูกค้าบนช่องทางออนไลน์ ทำให้สามารถเข้าใจลูกค้า และสามารถสร้างประสบการณ์การเฉพาะตัวให้แก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

จากการนำระบบของ Eywa Media ไปใช้ในห้างสรรพสินค้าในอินเดีย พบว่าเทคโนโลยีของพวกเขาช่วยให้มีผู้เข้าใช้ห้างดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่า 20% อีกทั้งห้างยังสามารถเข้าใจและเตรียมแคมเปญการตลาดที่ดึงดูดใจลูกค้าได้ดีกว่าเดิม 

สำหรับปี 2019 นี้ Eywa Media มีแผนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในแถบ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่ม เช่น ใน ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และจะมีการระดมทุน Series A ในช่วงปลายปีนี้ด้วย  

CryptoMove

“ถ้าอยาก เก็บอะไรให้ปลอดภัยก็อย่าเก็บมันไว้ในที่เดิมตลอด” ประโยคสั้นๆนี้บอกถึงหลักใหญ่ใจความของเทคโนโลยีจากทีมนี้ได้เป็นอย่างดี CryptoMove พัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Moving Target Defense ซึ่งเป็นการบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนๆ กระจายไปเก็บไว้ในเครือข่ายกระจายศูนย์บนคลาวด์ และทำการเคลื่อนย้ายส่วนประกอบต่างๆไปเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป โดยเมื่อข้อมูลมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดและกระจัดกระจายอยู่ตามเครือข่าย การโจมตี หรือเจาะข้อมูล ก็ย่อมยากขึ้น  

หนึ่งในผลิตภัณฑ์จาก Moving Target Defense นี้คือบริการที่ชื่อว่าTholos Key Vault ซึ่งจะเข้ามาช่วยองค์กรรักษาความปลอดภัยให้กับ Key ต่างๆที่ใช้ในระบบงาน เช่น API Key ที่ปัจจุบันมีเยอะจนตาลายสำหรับองค์กรที่ได้เปลี่ยนไปใช้บริการทั้งหลายบนคลาวด์ Tholos นี้เป็นโซลูชั่น ครบวงจรที่นอกจากจะจัดเก็บ กระจาย และย้ายที่ Key แล้ว ยังช่วยจัดการกับ Lifecycle ของ Key มีระบบที่เรียกข้อมูลกลับมาใช้ได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว อีกทั้งยังมีการป้องกันความเสี่ยงตามหลัก High Availability ด้วย 

ในอนาคต CryptoMove วางแผนว่าเทคโนโลยีของพวกเขาจะไม่หยุดอยู่ที่การจัดการKey เท่านั้น แต่จะขยายผลไปใช้กับข้อมูลอื่นๆ ซึ่งอาจรวมไปถึงไฟล์วิดีโอที่ใช้ในการสตรีม ปัจจุบันพวกเขาเป็นสตาร์ทอัพ Series A ที่ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 10 สตาร์ทอัพที่ได้ไปแสดงผลงาน ณ งาน re:Invent ของ AWS ในช่วงปลายปี 2018 ที่ผ่านมา 

Vymo 

ในยุคที่ธุรกิจต้องการความเร็วและประสิทธิภาพที่มากขึ้น ระบบ CRM แบบเดิมๆ อาจไม่ตอบโจทย์ได้ดีเท่าไรเสียแล้ว หนึ่งปัญหาที่องค์กรอาจได้พบบ่อยๆคือ ทีมขายที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพนักเนื่องจากขั้นตอนล่าช้าและไม่สามารถเห็นภาพรวมของการทำงานและ  ทีมได้ Vymo จึงออกไอเดียนำ Prescriptive Intelligence เข้ามาใช้เป็นผู้ช่วยให้กับทีมขาย

โซลูชั่น ของ Vymo จะช่วยให้พนักงานขายวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านสมาร์ทโฟน  ด้วยความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและแนะนำผู้ใช้ว่าควรทำอะไรเพื่อให้เกิด   Productivity ที่เพิ่มขึ้น เช่น แนะนำรายชื่อลูกค้าที่ควรโทรหา ช่วยจัดตารางการพบลูกค้าและการประชุม และประมวลผลพร้อมแนะนำ ขั้นตอนต่อไปที่ควรดำเนินการจากข้อมูลที่ได้รับมา โดยทั้งหมดนี้ ผู้จัดการฝ่ายขายสามารถรับรู้ได้ว่าสมาชิกทีมแต่ละคนกำลังทำงานอะไร และควรมอบหมายงานอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ 

Vymo ช่วยให้ทีมขายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้เวลาน้อยลง  ปัจจุบัน Vymo มีธุรกิจที่รับเอาโซลูชั่นนี้เข้าไปใช้ในองค์กร พวกเขามีลูกค้าอย่าง เช่น AXA  ที่นำโซลูชั่น นี้ไปใช้แล้วสามารถเพิ่มการขายได้ถึง 25% ใน 6 สัปดาห์ และบริษัทประกัน Allianz ใช้ Vymo แล้วลดเวลาในการปิด ดีลได้กว่า 50% 

นอกจากนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพื่อนร่วมโครงการ InnoHub Season2 อย่าง Sepulsa นั้น ก็ได้เลือกนำโซลูชั่น Smart CRM จาก Vymo เข้าไปใช้งาน เพื่อช่วยให้ทีมขายของ Sepulsaสามารถติดต่อพูดคุยกับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการอัพเดตสถานะภายในทีมตลอดเวลา และสามารถสรุปงานการขายออกมาเป็น Report ได้อย่างง่ายดายทันที  

Jumper.ai 

ทุกวันนี้พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก อย่างในประเทศไทยเอง ก็เห็นได้ชัดถึงความนิยมในการซื้อของผ่านพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องติดต่อกันผ่านช่องทางโซเชียล หากเป็นเมื่อหลายปีก่อน เราอาจมองว่าแปลกที่ร้านค้าจำนวนมากไม่มีหน้าร้านอย่างเป็นทางการ แต่ในวันนี้ ความสามารถในการขายที่ไหนก็ได้ต่างหากที่เป็นจุดเด่น

Jumper.ai เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์สามารถขายของได้ง่ายๆผ่านสื่อโซเชียลที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, LINE, WhatsApp หรืออื่นๆ โซลูชั่นของ Jumper.ai คือ การช่วยสร้างข้อความอัตโนมัติเพื่อสื่อสารกับลูกค้าบนโซเชียลได้ตลอด 24 ชั่วโมง  ซึ่งหากมีส่วนที่อยากเพิ่มเติมก็สามารถโต้ตอบกับลูกค้าโดยตรงผ่านหน้า Dashboard ได้เช่นกัน โดย ลูกค้าสามารถทำทุกขั้นตอนการสั่งซื้อผ่านบทสทนาด้วยข้อความอัตโนมัติได้ทั้งหมด ตั้งแต่การสอบถามข้อมูล สั่งซื้อสินค้า ไปจนถึงการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์

Jumper.ai นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย รองรับการขายกับทั้งสินค้าทั่วไป ตั๋วคอนเสิร์ต หรืออาหาร หรือ เครื่องดื่ม  ถ้าผู้อ่านท่านใดสนใจทดลองใช้ก็สามารถเข้าไปสมัครที่หน้าเว็บได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

Jumper.ai จะเริ่มทดลองให้บริการในไทยอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายนนี้ โดยจะมาพร้อมกับระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อ SMEs สัญชาติไทยโดยเฉพาะ ด้วยบริการภาษาที่รองรับกฎหมายไทย และระบบการชำระเงินผ่าน บัตรเครดิต  และการจ่ายผ่าน QR Code 

————————

เมื่อย้อนกลับไปดูรายละเอียดของแต่ละทีมในรอบคัดเลือก จะเห็นได้ว่าทั้ง 8 ทีมนั้นมีการพัฒนาขึ้นมาก อีกทั้งบางทีมยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่แหวกแนวออกไปจากเดิม เวลา 12 สัปดาห์อาจจะฟังดูไม่นานนัก แต่ในโลกของสตาร์ทอัพแล้วกลับเป็นช่วงเวลาที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้มากมาย 

และนี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของความเร็วของความเปลี่ยนแปลงในทุกวันนี้ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ หรือผู้นำธุรกิจที่แข็งแกร่งเพียงใดต่างก็ต้องปรับตัว ให้ทันโลก ธุรกิจใหญ่เริ่มจับมือกับสตาร์ทอัพที่ Disrupt ตัวเอง คู่แข่งหันหน้าเข้าร่วมมือชั่วคราวเพื่อสร้างฐานรากที่ดีกว่า เทคโนโลยีไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการ แต่ยังเปลี่ยนวิธีคิดของธุรกิจไปโดยสิ้นเชิงอีกด้วย  



Check Also

Palo Alto Networks อัปเดตความสามารถให้ Prisma เน้น Security สำหรับ DevOps โดยเฉพาะ

Palo Alto Networks ได้ประกาศเพิ่มความสามารถหลายประการให้แก่ Cloud Native Security Platform (Prisma) ของตน ที่ตอบโจทย์ทีม DevOps ขององค์กรโดยเฉพาะ

ใช้ Smartphone หรือ Tablet ทำงานจากที่บ้านแทน PC ทำอย่างไรได้บ้าง?

ในภาวะที่หลายๆ ธุรกิจกำลังพิจารณาหาทางออกในการใช้นโยบาย Work from Home ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยที่พนักงานยังคงทำงานได้เต็มที่เสมือนมาทำงานที่ออฟฟิศอยู่ และเกิดการสั่งซื้อ PC/Notebook เพิ่มท่ามกลางภาวะที่ผู้ผลิตยังไม่สามารถเดินกำลังการผลิตได้ดีนักจนบางแบรนด์สินค้าเริ่มขาด Stock กันไปแล้ว ทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากการให้พนักงานทำงานผ่าน Notebook ที่สามารถพกพาไปทำงานที่บ้านนั้น ก็คือการใช้ Smartphone หรือ Tablet ทำงานแทน Notebook อย่างเต็มที่ 100% ไปเลยนั่นเอง ในบทความนี้เราจะพาไปพิจารณาทางเลือกแต่ละทางที่เป็นไปได้กันครับ