Breaking News
เอาเครื่องเก่ามาแลก แล้วรับเงินคืนไปเลย!!

Digital War Room: เมื่อสงครามทางธุรกิจยุค New Normal ตัดสินชัยชนะกันด้วยการใช้ “ข้อมูล”

วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ได้เข้ามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ธุรกิจเริ่มเปลี่ยนแปลง จากการขายของหน้าร้านสู่ Online จากการทำงานในแบบเดิมสู่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมหรือแทนที่กระบวนการทั้งภายในและภายนอก หรือที่เราเคยได้ยินคำว่า “Digital Transformation” ซึ่งหลากหลายธุรกิจก็ได้มีการวางแผนในการปรับตัวระยะยาวเพื่อพร้อมรองรับการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ หรือ Business New Normal ที่จะต้องมีคุณลักษณะดังนี้

Credit: Shutterstock
  • การทำงานสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกที่ทุกเวลา ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่เหมาะสม
  • ธุรกิจมีความยืดหยุ่นสูง รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วน
  • มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจและช่องทางการขายใหม่ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ การตัดสินใจให้ได้อย่างแม่นยำและการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ได้อย่างคล่องตัวยืดหยุ่นนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญ และปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคงนั้นก็คือการนำข้อมูลมาใช้ในการตัดสินใจและดำเนินธุรกิจ ให้ทุกก้าวของธุรกิจนั้นสามารถเดินต่อไปได้อย่างมั่นใจ ทั้งในการเปลี่ยนแปลงสิ่งเดิมที่เคยมี และการตัดสินใจทำสิ่งใหม่ที่ยังไม่เคยทำ

หลายธุรกิจองค์กรได้ริเริ่มสร้าง Digital War Room ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นี้ และแนวโน้มในอนาคต Digital War Room ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องใช้เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงยังทำให้ผู้บริหารขององค์กรเห็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างครบถ้วนทุกมุมและโปร่งใส ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาหรือความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวได้ทันเวลาท่ามกลาง New Normal ของการทำธุรกิจ

ในระบบของ Digital War Room นี้ควรจะเป็นระบบที่รวบรวม Business Dashboard ในหลายมิติเอาไว้ด้วยกันจากการนำข้อมูลในระบบ Business Application, IoT หรือการสำรวจรวบรวมข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ เอาไว้ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถทำการตัดสินใจด้วยข้อมูล (Data-Driven) ได้ทันทีที่ต้องการ โดยแนวทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันนี้ก็คือการสร้าง Virtual Digital War Room โดยการใช้ Software ทั้งหมดและแสดงผลผ่านระบบเว็บหรือระบบประชุมได้โดยตรง ทำให้ถึงแม้ผู้บริหารจะไม่ได้นั่งประชุมอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่ก็ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำเสนอข้อมูลในมุมของตนเองได้ตามต้องการ

แนวทางหลักๆ ของการนำ Digital War Room ไปประยุกต์ใช้งานในภาคธุรกิจโดยทั่วไปนั้น มีดังต่อไปนี้

1. สร้างความสุขและเสริมศักยภาพของพนักงาน

การรักษาพนักงานคนสำคัญและส่งเสริมผลักดันให้พนักงานเติบโตในองค์กรนั้นคือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในทุกยุคทุกสมัย และ Digital War Room เองก็ควรจะต้องแสดงถึงความพึงพอใจของพนักงานในการทำงานได้, ตรวจสอบการทำงานของพนักงานได้ไม่ว่าพนักงานจะทำงานจากภายในหรือภายนอกองค์กร, วิเคราะห์อัตราการลาออกของพนักงานได้, สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องการฝึกอบรมทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคตแก่พนักงานได้ และควรจะต้องมีข้อมูลที่เพียบพร้อมสำหรับใช้ประเมินศักยภาพในการทำงานของพนักงานแต่ละคนได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถตัดสินใจด้านทรัพยากรบุคคลได้แม่นยำ

2. เข้าใจและเอาชนะใจลูกค้าได้มากขึ้น

ในระบบ Digital War Room ควรจะต้องมีการรวบรวมและนำเสนอข้อมูลด้านการขายและการตลาดได้แบบ Near Real-Time เป็นอย่างน้อย เพื่อให้การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ทันเวลา โดยข้อมูลที่จะมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจนี้ก็ได้แก่ข้อมูลด้านความพึงพอใจของลูกค้า, คำร้องเรียนของลูกค้าที่เกิดขึ้น, อัตราการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของลูกค้าประจำ, ข้อมูลของลูกค้ารายใหม่ในธุรกิจ และการวิเคราะห์ภาพรวมถึง Customer Lifetime Value ในแต่ละราย

3. ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำจากข้อมูลทางการเงิน

ข้อมูลสถานะทางการเงินนั้นก็นับเป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่ผู้บริหารระดับสูงทุกคนต้องติดตามกันอยู่ตลอด และด้วยเทคโนโลยีสำหรับการทำธุรกิจในทุกวันนี้ การตรวจสอบยอดขายหรือกระแสเงินสดแบบ Real-Time นั้นก็เป็นจริงขึ้นมาได้แล้ว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เองที่จะทำให้ผู้บริหารของธุรกิจสามารถบริหารกระแสเงินสดและจัดการกับหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหัวใจสำคัญของการแสดงข้อมูลทางการเงินนี้ก็คือการออกแบบวิธีการแสดงผลให้เข้าใจง่ายและสะท้อนถึงประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ แตกต่างจากในอดีตที่ข้อมูลทางการเงินนั้นมักมีปริมาณมหาศาลและเข้าใจได้ยาก 

4. ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดต้นทุนการทำงานให้ต่ำลง

ในทุกๆ ธุรกิจ การปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงและมีต้นทุนต่ำนั้นคือสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และระบบ Digital War Room ก็สามารถนำมาใช้เพื่อติดตามประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นในแต่ละกระบวนการได้ โดยอาจมีการนำอุปกรณ์ IoT เข้ามาเสริมเพื่อติดตามข้อมูลการทำงานจากเครื่องจักร, ผลิตภัณฑ์ หริอการให้บริการเพิ่มเติมและนำมาใช้วิเคราะห์ประเมินในส่วนต่างๆ เช่น ความคุ้มค่าในการดำเนินการ, การส่งมอบสินค้าหรือบริการให้ทันเวลา, การจัดการกับคลังสินค้า, การตรวจสอบคุณภาพในการผลิตหรือการให้บริการ และรายรับที่เกิดขึ้นต่อการทำงานของพนักงานแต่ละคน

4 คุณสมบัติของ Business Dashboard ที่ดี

Business Dashboard ภายใน Digital War Room ที่ดีนั้น ไม่เพียงแต่จะต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ยังต้องมีประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้ด้วย

1. Related การแสดงผลข้อมูลควรจะเลือกแสดงให้มีความเกี่ยวข้องกับผู้ใช้งานแต่ละคนซึ่งมีบทบาทความรับผิดชอบที่แตกต่างกันออกไปได้ เพื่อให้แต่ละคนได้เห็นและทำความเข้าใจข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานของตนเองได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาไปกับข้อมูลอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนั้น

2. Dynamic ระบบควรจะต้องรองรับการปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้ตามที่ผู้ใช้งานต้องการ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตนเองต้องการในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันออกไปได้ และปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับการทำงานของตนเองได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

3. Minimal การนำเสนอข้อมูลควรจะต้องเข้าใจง่าย สื่อความหมาย และควรจะต้องออกแบบมาให้ผู้ใช้งานทำความเข้าใจข้อมูลทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้น เพราะ Business Dashboard ที่ดีจะต้องเป็นระบบที่นำเสนอข้อมูลที่ผู้ใช้งานต้องใช้อยู่เป็นประจำ

4. Secure ข้อมูลทั้งหมดต้องถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัย และผู้ใช้งานต้องมีสิทธิ์เข้าถึงเฉพาะข้อมูลที่ตนเองเกี่ยวข้องเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหลสู่ภภายนอก

ตอบโจทย์การปรับตัวทางธุรกิจให้เข้าสู่ Business New Normal ด้วยหลากหลายโซลูชั่นจาก AIS Business

ในการปรับตัวเข้าสู่ Business New Normal ให้ประสบความสำเร็จในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการลูกค้าให้เข้าถึงและตรงกลุ่มเป้าหมาย การเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารกันภายในองค์กร การออกผลิตภัณฑ์หรือบริการในรูปแบบใหม่ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว การลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ รวมถึงการปกป้องดูแลข้อมูลที่สำคัญขององค์กรให้ปลอดภัย AIS Business สามารถตอบโจทย์ด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมธุรกิจในบทบาทของ Digital Enabler ชั้นนำของประเทศไทยได้ดังต่อไปนี้

  • บริการ Cloud ที่ครอบคลุมตั้งแต่ Infrastructure, Platform รวมถึง Software ที่จะเข้ามาช่วยในการทำ Project Management, การประชุมผ่านระบบ Online Conference, การทำงานร่วมกับผ่าน File Sharing รวมถึงเครื่องมือที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ พร้อมนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้วิเคราะห์ได้อย่างทันท่วงที พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาช่วยให้คำปรึกษา การติดตั้งระบบ รวมถึงการดูแลหลังการขายตลอด 24 ชม.
  • โซลูชันด้าน IoT (Internet of Thing) ที่ได้รับความไว้วางใจเลือกใช้บริการจากองค์กรชั้นนำ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการรับ-ส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำมาประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อปรับปรุงกระบวนการในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
  • การเสริมด้านความมั่นคงปลอดภัยด้วยบริการจาก AIS Cyber Secure ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและอุดช่องโหว่ให้กับระบบงานทั้งหมด ให้ภาคธุรกิจทำงานได้อย่างมั่นใจ พร้อมเทคโนโลยีในการควบคุมอุปกรณ์ที่พนักงานใช้ทำงานให้มีความมั่นคงปลอดภัย
  • บริการด้าน ICT แบบครบวงจร พร้อมด้วยทีมวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์โซลูชันด้าน ICT ให้กับองค์กรธุรกิจมาอย่างยาวนาน พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบ จัดหาโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณสำหรับองค์กรธุรกิจทุกขนาด พร้อมบริการหลังการขาย รวมถึงการบริการในรูปแบบ Managed Services ที่ช่วยแบ่งเบาภาระด้านบุคคลากรด้านไอที และค่าใช้จ่ายด้าน ICT โดยรวมให้กับองค์กรธุรกิจ

สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลและสมัครใช้บริการต่างๆ กับทาง AIS Business ได้ทันที

สำหรับธุรกิจองค์กรที่สนใจสมัครใช้บริการ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ AIS Business ที่ดูแลองค์กรของท่าน หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ AIS Business Cloud ได้ที่ https://business.ais.co.th/cloud/ หรือติดต่อทีมงานของ AIS ที่ดูแลธุรกิจของคุณอยู่เพื่อประสานงานสำหรับการขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการต่างๆ หรืออีเมล์ businesscloud@ais.co.th ได้ทันที


เกี่ยวกับ AIS Business:

AIS Business ผู้นำการให้บริการโซลูชันด้านการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ลูกค้าองค์กรมามากกว่า 29 ปี ได้รับความไว้วางใจจากทั้งบริษัทเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคการศึกษา ในการเลือกใช้โซลูชันต่างๆ ได้แก่ Enterprise Mobility, Business Network, Business Cloud, IoT/ M2M, ICT, Cyber Security รวมถึงบริการทางด้านดิจิทัลอื่นๆ เช่น Digital Marketing, Digital Payment เป็นต้น และด้วยความหลากหลายของบริการและคุณภาพการให้บริการหลังการขายของ AIS จึงทำให้ลูกค้าองค์กรสามารถก้าวเข้าสู่การแข่งขันในยุคดิจิตอลได้อย่างมั่นใจ

About AIS Business:

As a leader in telecommunication and ICT services providers, for more than 29 years AIS Business has been trusted by private companies, state enterprises and educational institutions in adopting our choices of solutions i.e. Enterprise Mobility, Business Network, Business Cloud, IoT/ M2M, ICT, Cybersecurity, including digital services like Digital Marketing, Digital Payment. With full range of services and superior aftersales supports, our customers are confident to run their businesses in digital economy. For more information, please visit https://business.ais.co.th/ or contact AIS Business team taking care of your company or AIS CORPORATE CALL CENTER 1149.



Check Also

[Guest Post] เอไอเอส 30 ปี พุ่งทะยานสู่อนาคตที่แข็งแกร่ง

เอไอเอส 30 ปี พุ่งทะยานสู่อนาคตที่แข็งแกร่ง พร้อมพลิกโฉมคุณภาพชีวิต ความบันเทิง และเศรษฐกิจไทย ด้วยขุมพลัง 5G ที่ทรงประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วประเทศ พาคนไทยกระโดดก้าวข้ามทุกขีดจำกัด พร้อมจัดเต็มสิทธิพิเศษขอบคุณลูกค้าตลอดเดือนตุลา

HPE จัดโปรโมชัน Microsoft AMD Pilot Program ใช้ HPE + AMD + Windows Server 2019 ได้ในราคาคุ้มค่า

เป็นที่รู้กันดีว่าหน่วยประมวลผลอย่าง AMD EPYC 7002 Series Processor นั้นถือว่ามีประสิทธิภาพที่สูง และมีราคาที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก จากการที่มีปริมาณ Core มหาศาลต่อ CPU และช่วยให้การใช้ Software สำหรับธุรกิจองค์กรที่คิดค่า License ตามจำนวน CPU นั้นมีราคาที่ถูกลงอย่างมหาศาลสำหรับระบบที่มีขนาดใหญ่ HPE ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์ที่จะมีต่อวงการ IT ทั่วโลกในประเด็นนี้ จึงได้จับมือกับ Microsoft และ AMD จัดโปรโมชันพิเศษ “Microsoft AMD Pilot Program” ที่จะช่วยให้การใช้งาน Microsoft Windows Server 2019 บน HPE ProLiant Gen10 / Gen10 Plus Server ที่ใช้ AMD EPYC 7002 Series Processor ร่วมกันนั้น มีราคาที่ถูก คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นไปในเวลาเดียวกัน