8 ข้อแนะนำ ปรับธุรกิจรับพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเบื้องต้น ที่ทุกธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ได้

การปรับธุรกิจให้สอดคล้องต่อพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ PDPA ที่กำลังจะบังคับใช้ในเดือนมิถุนายน 2564 นี้ถือเป็นภารกิจสำคัญที่หลายธุรกิจกำลังต้องเผชิญ ในบทความนี้เราจึงนำสรุป 8 ข้อแนะนำเบื้องต้นให้ธุรกิจในทุกขนาดสามารถนำไปปรับใช้ได้ ดังนี้

1. PDPA ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ผู้บริหารและพนักงานต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

สิ่งแรกที่ธุรกิจต้องเร่งปรับกันโดยด่วนนั้นก็คือมุมมองที่มีต่อ PDPA ว่าเป็นเรื่องไกลตัว เป็นข้อกฎหมายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับธุรกิจของตนเอง เพราะในความเป็นจริงแล้ว PDPA นั้นเป็นข้อกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจอยู่แล้ว แต่อาจส่งผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันไปตามประเภทของธุรกิจ และในอนาคตเมื่อธุรกิจเติบโตมากขึ้น PDPA ก็อาจเข้ามาส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากขึ้นตามไปด้วย

การให้ความสำคัญและตื่นตัวต่อ PDPA นั้นจะทำให้ทั้งผู้บริหารและพนักงานได้เริ่มมีโอกาสทำความเข้าใจต่อตัวบทกฎหมาย และนำมาวิเคราะห์ปรับใช้ในธุรกิจของตนเองให้เหมาะสมได้ โดยยิ่งธุรกิจเริ่มทำ PDPA เร็วมากแค่ไหนก็ยิ่งส่งผลดีเท่านั้น เพราะในอนาคตเมื่อตัวกฎหมายมีรายละเอียดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หรือธุรกิจเริ่มต้องมีการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น และมีการปรับกระบวนการหรือนโยบายในธุรกิจให้สอดคล้องต่อตัวกฎหมายตามไป ธุรกิจก็จะยิ่งก้าวสู่จุดที่มีความพร้อมต่อ PDPA มากขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือทั้งจากสายตาของผู้บริหารและพนักงานภายใน ไปจนถึงลูกค้าและคู่ค้าภายนอก

ในขณะเดียวกัน หากเกิดกรณีที่ข้อมูลรั่วไหลขึ้นมา ธุรกิจที่มีความพร้อมต่อ PDPA ย่อมมีหลักฐานไปแสดงในชั้นศาลถึงความบริสุทธิ์ใจและความพยายามในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในฐานะของเหยื่อมากขึ้นเท่านั้น ต่างจากธุรกิจที่ขาดความพร้อมและตกเป็นจำเลยในกรณีที่มีข้อมูลรั่วไหลแต่ไม่มีหลักฐานของความพยายามในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด

2. วิเคราะห์ทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจในการบังคับใช้ PDPA

PDPA นั้นส่งผลกระทบต่อแต่ละธุรกิจในระดับที่แตกต่างกัน โดยส่วนหนึ่งที่ทุกธุรกิจย่อมได้รับผลกระทบในระดับที่คล้ายคลึงกันนั้นก็คืองานในฝ่ายบุคคลที่ต้องมีการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานและผู้สมัครงาน ซึ่งถึงแม้แต่ละธุรกิจจะมีจำนวนพนักงานและผู้สมัครงานไม่เท่ากัน แต่กระบวนการและแนวทางในการจัดเก็บ จัดการ และใช้งานข้อมูลของพนักงานและผู้สมัครงานนี้ย่อมไม่แตกต่างกันมากนักหากต้องการปรับให้สอดคล้องต่อ PDPA และยังคงสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว

ในแง่ที่แตกต่างออกไปนั้นจะเป็นส่วนของการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าและคู่ค้า ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจว่าจำเป็นต้องมีการจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้มากน้อยเพียงใด และจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ต่อยอดอย่างไรบ้างเพื่อให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นนี้จะส่งผลต่อทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บและจัดการข้อมูล รวมถึงการมอบสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้เพื่อนำข้อมูลไปใช้งานในแง่มุมต่างๆ โดยตรง

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจึงควรทำความเข้าใจต่อข้อกฎหมายและทำการวิเคราะห์โดยเร็วถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจของตนเอง เพื่อให้สามารถวางแผนและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายต่อเนื่องไป

3. ปรับฐานความรู้ให้กับผู้บริหารและพนักงาน เพื่อให้เข้าใจภาพของ PDPA

เมื่อทั้งผู้บริหารและพนักงานเริ่มเห็นถึงความสำคัญของการทำ PDPA แล้ว ขั้นตอนถัดไปที่เหมาะสมนั้นก็คือการปูความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ PDPA ให้ตรงกันเสียก่อน เพื่อให้การทำงานร่วมกันในการปรับปรุงกระบวนการทำงานและนโยบายต่างๆ เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม และในอนาคต หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับข้อกฎหมาย ทั้งองค์กรจะได้ปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างทันท่วงที

แนวทางหนึ่งที่ได้รับความนิยมคือการจัดการฝึกอบรมอย่างเร่งด่วนด้าน PDPA โดยแบ่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับบทบาทของผู้บริหารและพนักงานแต่ละคน รวมถึงอาจมีการทำ Workshop เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน และนำไปสู่การต่อยอดในการปรับปรุงระบบงานได้

4. ปรับเปลี่ยนกระบวนการในการจัดเก็บ จัดการ และใช้งานข้อมูล

เมื่อทั้งผู้บริหารและพนักงานมีความเข้าใจใน PDPA แล้ว ขั้นตอนถัดไปก็คือการที่แต่ละส่วนของธุรกิจทำการวิเคราะห์เชิงลึกถึงกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บ จัดการ และการใช้งานข้อมูลในส่วนธุรกิจของตนเอง มีการแบ่งประเภทความสำคัญของข้อมูล แบ่งกลุ่มข้อมูลส่วนบุคคลออกจากข้อมูลทั่วไป และเลือกใช้วิธีการในการจัดเก็บหรือจัดการข้อมูลนั้นๆ อย่างเหมาะสม

ในขณะเดียวกัน การกำหนดสิทธิ, หน้าที่ และกระบวนการที่เกี่ยวกับการเข้าถึงใช้งานข้อมูลที่ชัดเจนเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ธุรกิจนั้นมีการรับรู้อยู่เสมอว่าข้อมูลใดกำลังถูกนำไปใช้ทำอะไรโดยใครบ้าง และหากเกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลขึ้นมา ก็จะได้สามารถทำการวิเคราะห์หาต้นเหตุและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

5. วางแผนรับมือในกรณีที่เกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล

ไม่ว่าธุรกิจจะวางแผนปกป้องข้อมูลรั่วไหลมากเพียงใดก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วทุกธุรกิจก็ยังอาจมีความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ จะเกิดการรั่วไหลได้อยู่ดี ดังนั้นการวางแผนล่วงหน้าว่าหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว ธุรกิจจะมีการรับมือหรือตอบสนองอย่างไรเพื่อบรรเทาความเสียหายและแสดงความรับผิดชอบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ อย่างเหมาะสมก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายและสร้างความเสียหายในปริมาณที่อาจคาดไม่ถึงได้

6. แจ้งเตือนเจ้าของข้อมูลถึงข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลอื่นๆ ที่ธุรกิจจัดเก็บเอาไว้ และนโยบายเกี่ยวกับข้อมูลในอนาคต

อีกหนึ่งขั้นตอนมาตรฐานที่เราเริ่มเห็นธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ในไทยได้เริ่มทำกันมาอย่างต่อเนื่องมาระยะใหญ่แล้วนั้น ก็คือการแจ้งเตือนเจ้าของข้อมูลที่ธุรกิจเคยจัดเก็บมาก่อน เพื่อให้เจ้าของข้อมูลนั้นๆ ได้ทราบว่าธุรกิจเคยมีข้อมูลใดๆ มาก่อนบ้าง และข้อมูลเหล่านั้นถูกนำไปใช้ทำอะไร รวมถึงแจ้งให้ทราบถึงนโยบายในอนาคตที่จะทำเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้ เช่น ธุรกิจอาจมีการเปิดให้เจ้าของข้อมูลแสดงความยินยอมเพิ่มเติม หรือการนำข้อมูลไปใช้งานในอนาคตที่อาจเปลี่ยนไป เป็นต้น

7. ทุกการสื่อสาร ต้องคำนึงถึงหลักฐานสำหรับใช้ในชั้นศาล

นอกเหนือจากกระบวนการภายในที่ต้องปรับเปลี่ยนแล้ว การสื่อสารเกี่ยวกับการจัดเก็บ จัดการ ใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลนั้นก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะในระยะยาวหากมีประเด็นปัญหาใดๆ เกิดขึ้น การมีหลักฐานที่ชัดเจนถึงการแจ้งถึงการใช้ข้อมูลและการได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลนั้นจะเป็นสิ่งที่สามารถช่วยธุรกิจให้พ้นจากวิกฤตนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

8. ตรวจสอบปรับปรุง ติดตามข้อกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

สุดท้าย หลังจากนี้ข้อกฎหมายเกี่ยวกับ PDPA ก็ย่อมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าการจะมีกฎหมายลูกเพิ่มขึ้นมา การออกประกาศจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้ และตัวอย่างของการตัดสินคดีความในชั้นศาล ธุรกิจจึงควรติดตามข่าวสารเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และนำความรู้ใหม่ๆ ที่ได้รับนี้มาปรับใช้กับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กรให้ดี

ขอรับคำปรึกษาด้าน PDPA ครบวงจรจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและเทคโนโลยี โดยทีมงาน AIS Cyber Secure

เพื่อให้ธุรกิจไทยทุกขนาดสามารถก้าวหน้าเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นใจ ทีมงาน AIS Cyber Secure ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยพร้อมให้คำปรึกษาแบบครบวงจร ด้วยทีมงานด้านกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัย พร้อมประสบการณ์การปรับธุรกิจให้สอดคล้องต่อข้อกฎหมาย PDPA โดยตรงจาก AIS

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการขอรับคำปรึกษา สามารถติดต่อตัวแทนจาก AIS Business ที่ดูแลท่านได้โดยตรง หรือติดต่อทีมงาน AIS Cyber Secure ได้ทันทีที่ dp-ecs@ais.co.th

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ