7 สิ่งที่ต้องทำถ้าคุณเป็นผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล

db_security_header

เนื่องจากในปัจจุบันนี้ องค์กรส่วนใหญ่ในประเทศไทยเน้นการรักษาความปลอดภัยที่หน้าบ้านเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะใช้ Next Generation Firewall, Next Generation IPS หรือ Web Application Firewall ราคาหลายล้านบาท โดยคาดหวังไว้ว่าระบบเครือข่ายของตนเองนั้นปลอดภัยจากการแฮ็คหรือการขโมยข้อมูล โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่า ภัยคุกคามที่เป็นอันตรายต่อองค์กรมากที่สุด ไม่ใช่แฮ็คเกอร์ภายนอก แต่เป็นคนภายในบริษัทด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่จ้าง Outsource หรือ SI มานั่งทำงานโดยที่ไม่มีการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบเครือข่ายภายในใดๆเลยแม้แต่น้อย

ในฐานะอดีตผู้ให้คำปรึกษาทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล ทีมงาน TechTalkThai จึงจัดทำบทความนี้ขึ้นมาเพื่อแนะนำวิธีการดูแลระบบฐานข้อมูลของตนเองให้มีความปลอดภัยสูงอยู่เสมอ

1. ข้อมูลสำคัญ (Sensitive Data) อยู่ที่ไหน
ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลจำเป็นต้องระบุ และรู้ว่าข้อมูลใดที่เก็บในฐานข้อมูลเป็นข้อมูลที่สำคัญ รวมทั้งต้องรู้ว่าเก็บอยู่ที่ฐานข้อมูลใดด้วย เพื่อที่จะได้วางแผนออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยเน้นย้ำตรงที่ฐานข้อมูลนั้นๆได้อย่างเหมาะสม เช่น กำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงฐานข้อมูลเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือทำการเข้ารหัสฐานข้อมูลโดยใช้อัลกอริธึมที่มีความปลอดภัยสูง เป็นต้น

2. ตรวจสอบ (Audit) การใช้งานฐานข้อมูลอยู่เสมอ
โดยปกติแล้ว แนะนำให้ตรวจสอบและสรุปการใช้งานฐานข้อมูลอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยเน้นตรงส่วนข้อมูลสำคัญของบริษัท เช่น ใครเข้าถึงข้อมูลชุดดังกล่าวบ้าง, เข้าถึงจากที่ใด (หมายเลข IP ใด), บ่อยแค่ไหน และทำอะไรไปบ้าง เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมที่อาจจะผิดปกติไปจากเดิม รวมถึงความพยายามเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลโดยบุคคลที่ไม่มีสิทธิ์ ก็เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงขึ้นได้ในอนาคต

3. พยายามติดตามการใช้งานระบบฐานข้อมูลตลอดเวลา
การตรวจสอบบ่อยๆเป็นเรื่องที่ดี แต่การติดตามการใช้งานตลอดเวลานั้นดีกว่ามาก แต่เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เนื่องจากต้องอาศัยเทคโนโลยีจำพวก Database Activity Monitoring เข้าช่วย จึงจะสามารถติดตามการใช้งานและตรวจจับสิ่งผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากสถิติของ IOUG (Independent Oracle Users Group) ปี 2013 ระบุว่า มีเพียง 37% ขององค์กรเท่านั้น ที่สามารถตรวจจับและแก้ไขการเข้าถึงฐานข้อมูลที่ไม่มีสิทธิ์ (Unauthorized Database Access) ได้ภายใน 24 ชั่วโมง

4. เข้ารหัสฐานข้อมูล
ต่อให้ระบบฐานข้อมูลมีการตรวจสอบและติดตามการใช้งานได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีการเข้ารหัสและการ Masking ผู้ไม่ประสงค์ดีหรือแฮ็คเกอร์ก็สามารถทำการบายพาส (Bypass) ฐานข้อมูลเพื่อโจรกรรมข้อมูลไปได้อย่างง่ายดาย “การเข้ารหัสข้อมูลเป็นพื้นฐานสำคัญในการรักษาความปลอดภัยฐานข้อมูล ถ้าไม่มีการเข้าหรัส พวกเราก็ไม่สามารถป้องกันการบายพาสฐานข้อมูลได้” Roxana Bradescu ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์รักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลของ Oracle ได้กล่าวไว้

5. แอพพลิเคชันที่ใช้เชื่อมต่อ
ผู้ดูแลระบบควรระบุแอพพลิเคชันที่อนุญาตให้ใช้เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลในองค์กรให้แน่ชัด ถ้ามีการเข้าถึงฐานข้อมูลโดยแอพพลิเคชันอื่น แสดงว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นการบุกรุกโจมตี

6. ควบคุมการเข้าถึงฐานข้อมูลของ Privileged Users
Privileged Users เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรจับตาดูตลอดเวลา เนื่องจากเป็นผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์ทำอะไรกับฐานข้อมูลก็ได้ รวมไปถึงผู้ใช้งานทั่วไปที่มีสิทธิ์พิเศษในการเข้าถึงฐานข้อมูล เช่น Developer ทำต้องเขียนโปรแกรมเพื่อเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูล เป็นต้น ผู้ดูแลระบบสามารถควบคุมผู้ใช้งานเหล่านี้ได้ เช่น กำหนดช่วงเวลา, กำหนดตำแหน่งที่อนุญาตให้ใช้งาน (เครื่องคอมพิวเตอร์และหมายเลข IP), ไม่อนุญาตให้ใช้งานภายนอกห้อง Data Center รวมไปถึงคอยติดตามและตรวจสอบพฤติกรรมการใช้งานตลอดเวลา

7. เก็บ Production Data ไว้ใน Production Database
การกระจาย Production Data ไปเก็บไว้ในที่ต่างๆ เช่น ฝ่าย QA หรือฝ่าย Development ทำให้ใช้งานสะดวกก็จริง แต่ถือว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญของระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล เนื่องจากภายในห้อง Data Center ที่ใช้เก็บฐานข้อมูลเป็นจุดที่มีการออกแบบและติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับฐานข้อมูลไว้สูงสุด ผิดกับฝ่ายอื่นๆที่อาจจะยังไม่ปลอดภัยเพียงพอ กลายเป็นช่องโหว่สำคัญที่ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้ในการขโมยข้อมูลได้

imperva_life_cycle

สำหรับผู้ดูแลระบบที่สนใจผลิตภัณฑ์ทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูล ทางทีมงาน TechTalkThai ขออนุญาตแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง 3 ยี่ห้อ ที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คือ Imperva Database Security, IBM InfoSphere Guardium และ McAfee Database Security ซึ่งทั้ง 3 ยี่ห้อมีฟังก์ชันที่สำคัญ ดังนี้

  • การค้นหาและระบุข้อมูลสำคัญของฐานข้อมูล
  • การตรวจสอบช่องโหว่ของฐานข้อมูล รวมทั้งการอุดช่องโหว่เหล่านั้น
  • การตรวจสอบและติดตามการใช้งานฐานข้อมูลแบบเรียลไทม์
  • การควบคุมจัดการสิทธิ์ในการเข้าถึงฐานข้อมูลแต่ละผู้ใช้
  • การเข้ารหัสฐานข้อมูลและการทำ Masking
  • รองรับการทำงานร่วมกับหลาย DBMS เช่น MsSQL, Oracle, MySQL, Sybase, DB2, Informix

 


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Oracle เผย เขียนโค้ดบน Solaris ใหม่ เปลี่ยนจากภาษา C เป็น Python เร็วขึ้น 17 เท่า

ทีมพัฒนาจาก Oracle ได้ออกมาเผยถึงการเขียนคำสั่ง listusers บน Solaris ใหม่ จากเดิมที่เคยใช้ภาษา C ในการพัฒนา เปลี่ยนมาใช้ Python 3 และพบว่าคำสั่งนี้สามารถทำงานได้เร็วขึ้นถึง 17 เท่า ในขณะที่โค้ดมีความยาวน้อยลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า

ชมย้อนหลัง งาน ISS & SAP User Conference 2019

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ISS Consulting ได้จัดงาน ISS & SAP User Conference 2019 ขึ้นภายใต้ธีม “Innovation Now” …

Leave a Reply