สรุปงานสัมมนา VMware SASE : The best ways to optimize your WFH Experience

การทำงานจากที่บ้านนั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับองค์กรไปแล้วในปัจจุบัน แต่คำถามคือจะทำอย่างไรที่องค์กรจะสามารถควบคุมประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยของการทำงานรูปแบบนี้ ให้เสมือนกับทำงานอยู่ในองค์กร แน่นอนว่ามีประเด็นความท้าทายมายที่องค์กรต้องให้ความสำคัญเกิดขึ้นมากมาย ด้วยเหตุนี้เอง VMware จึงได้จัดงานสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่ผู้สนใจว่า VMware SASE จะแก้ปัญหาขององค์กรได้อย่างไร

ในงานสัมมนาครั้งนี้ VMware ได้แบ่งประเด็นของงานเป็น 2 ส่วน โดยส่วนนี้จะเจาะลึกถึงประเด็นของ Secure Access Service Edge (SASE) ที่ Gartner คาดการณ์ว่าภายในปี 2023 องค์กรส่วนใหญ่จะประยุกต์ใช้โซลูชันนี้ อย่างไรก็ดีในมุมของ VMware คือการแสดงให้เห็นว่าโซลูชัน VMware SASE จะช่วยแก้ปัญหาของ WFH ได้อย่างไร

WFH และนโยบายการทำ Transformation นำมาซึ่งความท้าทายในหลายกรณีเช่น

  • จากเดิมที่ User หมายถึงบัญชีที่องค์กรสร้างขึ้น กลายเป็นอุปกรณ์ทุกอย่างของผู้ใช้ที่เข้ามาร่วมใช้งานทรัพยากร ในรูปแบบของ BYOD
  • การบังคับให้ทราฟฟิคของผู้ใช้ให้เข้ามาบังคับรวมศูนย์ที่ สำนักงานใหญ่เพื่อควบคุม Policy นั้นไม่เหมาะอีกต่อไป เนื่องด้วยเพราะข้อจำกัดทางฮาร์ดแวร์ที่อาจไม่เหมาะสม หรืออินเทอร์เน็ตอาจไม่เพียงพอกับปริมาณใช้งาน รวมถึง License ของซอฟต์แวร์
  • ผู้ดูแลระบบเกิดความยุ่งในการจัดการอุปกรณ์ที่เข้ามาเชื่อมต่อจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น SSL-VPN ต้องมีการตั้งค่าในลักษณะ 1-1 
  • ความหลากหลายของอุปกรณ์ทำให้เครื่องมือที่มีอยู่อาจจะไม่ตอบโจทย์ในการทำ Zero Trust
  • การบังคับใช้เรื่อง Security Policy เป็นไปได้ยาก กับอุปกรณ์และแอปพลิเคชันที่มีความหลากหลาย
  • ไม่สามารถควบคุมคุณภาพของ User Experience ได้ เพราะพนักงานแต่ละคน มีช่องทางการเชื่อมต่อส่วนตัวเช่น Broadband, LTE หรืออื่นๆ
  • แอปพลิเคชันขององค์กรขยายนอกอาณาเขตของ Data Center แบบเดิมเพราะกลายเป็น Cloud native และมีการใช้ SaaS มากขึ้น

ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนว่าในยุคถัดไปนั้น ไม่ใช่การทำงานไม่ได้หมายรวมถึงแค่เรื่อง Work From Home แล้ว แต่ต้องมองภาพไปถึง Work Anywhere และจากความท้าทายทั้งหมดที่กล่าวมาเชื่อแน่ว่าองค์กรคงกำลังมองหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุม

VMware SASE เป็น Cloud Service ของ VMware ที่ผสานเอาพลังของโซลูชันด้าน Network และ Security เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบคือ

1.) Secure Access

ในส่วนของการบริหารอุปกรณ์และ Identity ทาง VMware ได้นำเสนอ Workspace ONE ที่ออกแบบมาสำหรับใช้บริหารจัดการอุปกรณ์ทุกแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็น iOS, Windows 10, Android, macOS, Kiosk และอื่นๆ ทั้งนี้เพียงทางองค์กรลงแอปพลิเคชันก็สามารถบังคับการควบคุมได้ นอกจากนี้ยังมีโซลูชัน UAG ที่จัดการเรื่อง Identity อีกด้วย 

2.) SD-WAN Gateway

โซลูชันของ SD-WAN ทำให้ประสิทธิภาพของการเชื่อมต่อในทุกฝ่าย เป็นไปได้ในคุณภาพที่ต้องการ เนื่องจากมีกลไกในการ Routing ข้อมูลและจัดลำดับความสำคัญตามแอปพลิเคชัน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้ผ่าน WAN ของตนเพื่อไปถึงเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าปลายทั้งนั้นจะเป็น SaaS, On-premise หรือ Multi-cloud 

3.) Cloud Web Security 

ในส่วนนี้ VMware ได้นำเสนอการทำงานร่วมกับ Third party อย่าง ZScaler หรือ Menlo Security ที่จะสามารถบริหารจัดการและควบคุมได้ผ่านหน้าของ VMware เอง

4.) VMware Cloud Firewall 

NSX Cloud Firewall กำลังจะมาถึงภายในปลายปีนี้ โดยพูดถึงเรื่องของ Next-gen Firewall, IDS/IPS และการจัดการเรื่องของแอพลิเคชัน

5.) ENI

Edge Network Intelligence เป็นฟีเจอร์การทำ Monitoring ให้แก่องค์กร โดยสามารถแสดงภาพเจาะลึกในรายอุปกรณ์ และผู้ใช้ได้ว่า เชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ตัวใด หรือมีค่าประสิทธิภาพเป็นอย่างไรในระดับเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็น LAN, WAN และ Application ทำให้ช่วยตอบโจทย์ของทีม Infrastructure ซึ่งต้องการทราบต้นตอปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

อันที่จริงแล้ว VMware SASE ได้บูรณาการโซลูชันจาก VMware ไว้อีกหลายตัว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรได้ภายในโซลูชันเดียว (ตามภาพประกอบ) จะเห็นได้ว่า VMware SASE สามารถครอบคลุมในระดับ WAN, Unified Endpoint Management, EDM, Antivirus, Cloud Security หรือพูดง่ายๆ ว่าตอบโจทย์ของความเป็น SASE ที่ครอบคลุมฟังก์ชันของ Networking และ Security 

สรุป

  • VMware SASE จะช่วยตอบโจทย์การทำงานจากที่ไหนก็ได้ ในมุมของผู้ใช้คือได้รับประสบการณ์ที่ดี ด้วยความสามารถของ SD-WAN รวมถึงทำให้การเชื่อมต่อจากทุกช่องทาง มีคุณภาพอย่างเหมาะสมกับปลายทาง เพียงแค่ติดตั้ง Workspace ONE Client ในมุมของ Edge องค์กรสามารถนำ WAN Edge ของ VMware ไปติดตั้งไว้ที่สาขาเพื่อควบคุมการทำงาน
  • VMware SASE ยังช่วยบูรณาการวิธีการปฏิบัติงานให้ง่ายขึ้นอย่างยิ่ง เพราะสามารถตอบโจทย์การทำงานได้จากเครื่องมือเดียว ลดภาระในการบริหารจัดการ ติดตั้งและปฏิบัติงานได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นการลดภาระของทีมไอทีที่มีอยู่จำกัด 
  • ไม่ว่าองค์กรจะมี Infrastructure ในรูปแบบใดเช่น On-premise, Multi-cloud หรือ Hybrid Cloud องค์กรก็สามารถทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ เสมือนนั่งทำงานอยุ่ที่ออฟฟิศ 
  • ในส่วนของ Security คงเป็นไปได้ยากมากหากพูดถึงเรื่อง Zero Trust แต่ด้วยโซลูชันของ VMware จะทำให้องค์กรสามารถสร้าง Zero Trust ให้เกิดขึ้นจริงเพราะสามารถควบคุมอุปกรณ์ได้แบบ End-to-End 

สำหรับผู้สนใจท่านสามารถลงทะเบียนเพื่อชมวีดีโอย้อนหลังกันเต็มๆ ได้ที่  https://vmware.zoom.us/rec/share/bLjJbif4mfcw6gMdrsmOVGP9IuiGa0B1EStagCmY_Qq2dL0AImuRWiKW2u-mfs-p.1Ik1QV5zKt0S1HTt?startTime=1618900281000

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ