Breaking News

SoftBank, Facebook, Amazon, NTT จับมือ เดินเคเบิลใต้น้ำเร็ว 60Tbps เชื่อมสหรัฐ-เอเชีย

SoftBank, Facebook, Amazon, NTT Communications และ PCCW Global ได้ลงนามความร่วมมือในการเดินเคเบิลใต้น้ำข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นระยะทางถึง 14,000 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็ว 60Tbps ภายใต้ชื่อโครงการ JUPITER

Credit: SoftBank

 

ในโครงการ JUPITER นี้จะมีการเดินสาย Fiber Optic ใต้ทะเลเพื่อเชื่อมระบบเครือข่ายของญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกาเข้าด้วยกันโดยใช้เทคโนโลยี Reconfigurable Optical Add/Drop Multiplexer และ Wavelength Selective Switch (WSS) เพื่อให้สามารถปรับแต่ง Bandwidth ได้อย่างยืดหยุ่น และออกแบบให้ระบบรองรับความเร็ว 60Tbps ได้เป็นอย่างต่ำ

เป้าหมายหลักของ JUPITER คือการเพิ่มปริมาณ Bandwidth ของระบบเครือข่ายระหว่างทวีปเพื่อให้สามารถรองรับต่อ Application ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Internet of Things (IoT) ที่กำลังเป็นเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักที่ SoftBank ได้ลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ Facebook และ Amazon นั้นต่างก็เป็นธุรกิจที่ต้องการ Bandwidth เพิ่มเติมตลอดเวลาอยู่แล้ว

JUPITER นี้คาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ภายในช่วงต้นปี 2020 โดยบริษัท TE SubCom นั้นเป็นผู้ทำหน้าที่ดำเนินโครงการ

 

ที่มา: https://venturebeat.com/2017/10/30/softbank-facebook-and-amazon-commit-to-8700-mile-transpacific-internet-cable/https://www.softbank.jp/en/corp/group/sbm/news/press/2017/20171030_01/



About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

[Video Webinar] Enterprise Container Management with Google Kubernetes Engine

สำหรับผู้ที่ไม่เข้าฟังบรรยาย Tangerine | Google Webinar เรื่อง “Enterprise Container Management with Google Kubernetes Engine (GKE)” พร้อมสาธิตความสามารถเด็ดของ …

ขอเรียนเชิญเข้าร่วมฟังสัมมนาออนไลน์ Emerging Stronger Series

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ก่อให้เกิดผลกระทบไปทั่วทุกมุมโลก การเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือที่ชัดเจนกับความไม่แน่นอนท่ามกลาง “ความปกติใหม่” ที่เกิดขึ้น รวมถึงกลยุทธ์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นที่องค์กรตั้งรับในวันนี้ จะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคต