ทำงานแบบ Remote Work ให้ปลอดภัย เริ่มต้นด้วย Zero trust วันนี้

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิทบีบให้ทุกองค์กรเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปจากเดิม ไม่พ้นแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์เช่นกัน อย่างไรก็ดีไมโครซอฟท์ได้มีการประยุกต์ใช้คอนเซปต์ Zero Trust มาหลายปีแล้ว จึงพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ ในขณะที่องค์กรส่วนใหญ่ตระหนักดีแล้วว่าการทำงานรูปแบบใหม่นี้ อาจจะทำให้องค์กรมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นป้องกันตัวเองได้อย่างไร วันนี้เรามีสาระดีๆจากไมโครซอฟท์ที่มาเล่าถึงประสบการณ์ตรงว่า ผ่านการปฏิวัติองค์กรสู่ Zero Trust ได้อย่างไรมาเล่าให้ฟังกันครับ

Zero Trust คืออะไร?

Zero Trust เป็นคอนเซปต์หนึ่งในด้าน Cybersecurity ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน โดยตั้งอยู่บนหลักการสามข้อคือ

  • Verify Explicitly – จะไม่มีการอนุญาตให้เข้าใช้งานโดยไม่ตรวจสอบ ด้วยเหตุนี้เองทุกการเข้าใช้งานที่วิ่งเข้ามาจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยมีกลไกการพิสูจน์ตัวตนและกำหนดสิทธิ์การใช้งานโดยพิจารณาจากบริบทต่างๆเช่น ตัวตนของผู้เรียกใช้งาน (Identity) พิกัดที่เข้ามาขอใช้งาน บริการหรือ Workload ที่ขอใช้งาน สถานะของอุปกรณ์ที่เข้ามาใช้งาน และความผิดปกติในการร้องขอ
  • Least Privilege – หลังจากได้อนุญาตเข้าใช้งานแล้วจะต้องมีการจัดสิทธิ์ระดับต่ำที่สุดที่จำเป็น ทั้งในแง่ของเวลาและทรัพยากรที่เข้าถึงได้ ซึ่งในฝั่งของการป้องกันหากมี Policy ที่อ้างอิงความเสี่ยงของการกระทำและการปกป้องข้อมูลที่ดี ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ข้อมูลและการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • Assume Breach – ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่ามีโอกาสเสมอที่องค์กรจะพบกับภัยคุกคาม ดังนั้นต้องมีการจำกัดไม่ให้การโจมตีกระจายตัวออกไป โดยการแบ่งระดับการเข้าถึงโดย ระดับเน็ตเวิร์ค ระดับ User ระดับ Device และระดับ App รวมถึงต้องตรวจสอบว่าทุกเซสชัน โดยใช้พวก AI ในการเข้ามาช่วยตรวจสอบภัยคุกคามและยกระดับการป้องกัน 

เราสามารถเห็นได้ว่าการเข้าถึงระบบจะถูกใส่เงื่อนไขหลายๆ ตัวแปร ทั้งจากอุปกรณ์ ผู้ใช้งาน และเน็ตเวิร์ค เพื่อที่จะลดความเสี่ยงของการเข้าระบบ ไม่ว่าจะเป็น SaaS, IaaS, PaaS, On-premises หรือ Cloud รูปแบบต่างๆ

หัวใจสำคัญที่จะให้พนักงานทำงานจากทุกที่ได้อย่างปลอดภัย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มกลับมาสู่สภาวะปกติแล้ว ลักษณะการทำงานนับแต่นี้ไปจะถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบที่เรียกว่า Hybrid Model ดังนั้นการ Implement Zero trust จึงเป็นการทำให้องค์กรมั่นใจได้ว่าพนักงานสามารถเข้าถึงระบบและ resource ได้จากทุกที่อย่างปลอดภัย การเข้าสู่ระบบในแบบของ Zero Trust เราจะต้องมีการทำ authentication และมี policy ที่รองรับสำหรับผู้ใช้งานที่จะเข้าสู่ระบบ พร้อม กับ การ enroll อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อทำการ manage อุปกรณ์นั้น ๆ สำหรับระบบที่อยู่บน on premise เราสามารถทำ VPN tunnel เพื่อให้ user สามารถเข้าถึงระบบได้เช่นกัน

โดยได้แบ่งกระบวนการออกเป็น 4 หัวข้อดังนี้

1.) ปรับแอปพลิเคชันสู่โมเดล Internet-first

การ implement zero trust สิ่งสำคัญคือการเข้าถึงระบบด้วยการใช้ Internet connection ซึ่งรูปแบบการทำงาน Hybrid work ถ้าพนักงานทำงานจากนอกออฟฟิศ หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ internet ในการเข้าระบบ โดยพื้นฐานของการทำ Zero Trust ก็คือจะใช้วิธีการยืนยันตัวตนแบบใหม่ ตั้งแต่การตรวจสอบการ sign in หากระบบไม่มั่นใจ ระบบจะใช้ตัวแปรอื่นเพื่อให้ทำการยืนยันตัวตนอีกครั้ง หรือการยืนยันตัวตนแบบ Multi-factor authentication (MFA) รวมไปถึงต้องมีการ enroll อุปกรณ์ เพื่อให้แน่ใจว่า IT security policies และ compliance ครอบคลุมเพียงพอ ถ้าไม่มีการป้องกันดังที่กล่าวข้างต้นนี้อย่างเพียงพอ การใช้ Internet connection เพื่อให้พนักงานทำงานจากบ้าน หรือจากที่ไหนก็จะได้จะทำได้ยาก เพราะจะมีความเสี่ยงกับการโดนโจมตีได้

2.) ควบคุมความปลอดภัยในการเข้าถึงด้วย Conditional Access 

เมื่อเข้าถึงระบบโดยใช้ Internet เราจะต้องควบคุมการเข้าระบบโดยใช้เงื่อนไขจากหลายๆ ตัวแปรได้แก่รายละเอียดของผู้ใช้งาน อุปกรณ์, ตำแหน่งที่ login ในการประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลเหล่านี้ จากนั้นระบบจะทำการตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้เข้าถึงระบบหรือไม่ ถ้าระบบไม่มั่นใจ ระบบการใช้วิธีการที่เรียกว่าการทำ Multi-factor authentication (MFA) หรือการยืนยันตัวตนด้วยตัวแปรอื่น นอกจากนี้องค์กรยังต้องทำการบริหารจัดการอุปกรณ์ให้อยู่ใน policy ขององค์กร เพื่อให้การเข้าถึงระบบมีความปลอดภัยขั้นสูงสุด

3.) เริ่มต้นกับแอปพลิเคชันที่สำคัญกับองค์กร

แม้ว่ามีความพร้อมทางเทคโนโลยีแล้ว แต่การให้ฟันธงว่าจุดเริ่มต้นควรจะเป็นอย่างไรก็ไม่ง่าย ซึ่งสิ่งที่ควรทำก็คือการประเมินก่อนว่าแอปพลิเคชันใดเหมาะสมที่สุด ซึ่งคำตอบนั้นก็คือแอปพลิเคชัน ที่มีการใช้ authentication แบบ Modern Authentication เช่น SAML หรือ SaaS อย่าง Microsoft 365

4.) การจัดการกับ On-premise หรือ ที่เรียกว่า Legacy Application

อีกหนึ่งความกังวลขององค์กรทั้งหลายก็คือ Traditional Application หรือแอปพลิเคชันบน On-premise ซึ่งไม่สามารถย้ายไปบนคลาวด์ ทางไมโครซอฟท์มี Azure Application Proxy หรือฟีเจอร์หนึ่งของ Azure ที่ช่วยทำเป็น Proxy ของแอปพลิเคชันให้ผู้ใช้งานจากภายนอกองค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นได้ผ่าน URL ภายนอกหรือหน้า Portal ของแอปพลิเคชันปกติ นอกจากนี้ยังสามารถรองรับการทำ SSO กับ Remote Desktop, SharePoint, Teams, Tableau และอื่นๆ 

โดยส่วนประกอบของ Application Proxy มี 3 ส่วนคือ 1. Application Proxy Service ใน Azure AD ที่รันอยู่บนคลาวด์ 2. Agent หรือ Proxy Connector ไปติดตั้งลงที่ Windows Server ภายในองค์กร ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นการผสานการทำงานระหว่างภายนอกและภายใน ให้แมประหว่างการเชื่อมต่อมายังบริการบน On-premises ได้ โดยที่ไม่ต้องไปแก้ไขที่แอปพลิเคชันแต่ยังได้รับการพิสูจน์ตัวตนและประสบการณ์เช่นเดียวกับแอปที่ย้ายไปบนคลาวด์นั่นเอง

เตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่วันนี้เพื่อความปลอดภัยในวันข้างหน้า

ไม่มีใครทราบว่าแนวโน้มการทำงานจากทุกที่นั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ ณ วันนี้เมื่อปัจจัยต่างๆ ผลักดันให้เกิดรูปแบบการทำงานที่เป็น Hybrid Work ขึ้นมาแล้ว สิ่งที่บริษัททำได้ก็คือการปรับตัว และเปลี่ยนตัวเองให้สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้  โดยเริ่มต้นง่ายๆ จากการใช้โซลูชัน Conditional Access หรือ MFA เสียก่อน เนื่องจากระบบการพิสูจน์ตัวตนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะต่อยอดเป็นรากฐานที่มั่นคงของ Zero-trust 

ในลำดับถัดไปคือการทำ Enrollment อุปกรณ์เพื่อที่จะสามารถควบคุมและแยกแยะได้ว่า มีอุปกรณ์ใดอยู่ภายใต้การควบคุมบ้างและจะวางแผนการบังคับใช้มาตรการป้องกันอย่างไร ท้ายที่สุดการสร้างวัฒนธรรมองค์กรก็เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะองค์กรและพนักงานต้องยอมรับแนวคิดก่อนว่าจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า New Normal

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ : 

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ