SUSE by Ingram

[รีวิว] ASUS Pro E500 G6: Workstation พลัง Intel Xeon W พร้อม RAM สูงสุด 128GB และ NVIDIA Quadro RTX หรือ AMD Radeon Pro GPU ตอบโจทย์งานกราฟฟิก, 3D, Video, VR และ AI

ในปี 2021 ที่กำลังจะมาถึงนี้นับเป็นปีที่สำคัญสำหรับหลายนวัตกรรมเลยทีเดียว โดยนอกจากงานด้าน Content ที่เติบโตเป็นอย่างมากจากนโยบาย Social Distancing และ Remote Working แล้ว นวัตกรรมทางด้าน Virtual Reality (VR) และ Artificial Intelligence (AI) เองก็ถือเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

อย่างไรก็ดี แนวโน้มเหล่านี้ทั้งหมดล้วนต้องอาศัยเทคโนโลยีการประมวลผลที่ทรงพลังทั้งสิ้นไม่ว่าจะจาก CPU หรือ GPU ก็ตามแต่ และเครื่อง Workstation ก็คือคำตอบสำหรับโจทย์ของการประมวลผลนี้ได้อย่างมั่นใจและมั่นคงทนทาน ในบทความนี้เราจึงขอแนะนำ ASUS Pro E500 G6 ซึ่งเป็น Workstation สำหรับรองรับงานระดับมืออาชีพจาก ASUS ที่อัดแน่นด้วยพลังประมวลผลจาก Intel Xeon หรือ Intel Core และ NVIDIA Quadro RTX หรือ AMD Radeon Pro GPU พร้อม RAM สูงสุดอีก 128GB เพื่อให้การประมวลผลเหล่านี้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำงานได้แบบ Multi-Tasking รองรับการประมวลผลประสิทธิภาพสูงต่อเนื่องหลายชั่วโมงหรือหลายวันได้อย่างทนทาน ให้ทุกท่านได้รู้จักกัน

ASUS Pro E500 G6: Workstation ประสิทธิภาพสูงสำหรับคนทำงาน

ASUS Pro E500 G6 นี้ถูกออกแบบมาสำหรับทำหน้าที่เป็น Workstation โดยเฉพาะ ซึ่ง Workstation นี้ก็คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติดังนี้

  • ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้ทำงานโดยเฉพาะ เน้นการรองรับ Hardware/Software สำหรับใช้ในการทำงานเป็นหลัก
  • ประสิทธิภาพสูง และสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน
  • มีความมั่นคงทนทานสูง โดยมีการเสริมเทคโนโลยีที่ช่วยให้ระบบสามารถทำงานได้ยาวนานมากยิ่งขึ้น ไม่มีอาการเสียให้ต้องซ่อมบ่อยๆ
  • ดูแลรักษาได้ง่าย อัปเกรดได้ง่าย มีระบบบริหารจัดการจากศูนย์กลางให้พร้อมใช้งาน

ดังนั้นสำหรับธุรกิจที่กำลังมองหาเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในการทำงานที่ต้องการเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงนั้น การเลือกใช้ Workstation นั้นก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มีเสถียรภาพในการใช้งานที่ดีเหนือกว่าการใช้เครื่อง PC ที่ประกอบเอง โดยถึงแม้ราคาของ Workstation นั้นอาจจะสูงกว่า PC อยู่บ้าง แต่ด้วยความมั่นคงทนทานและการทดสอบความเข้ากันได้ในส่วนของ Hardware และ Software มาเป็นอย่างดี ในการใช้งานในระยะยาวก็จะพบปัญหาระหว่างทางที่น้อยกว่า และทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างลื่นไหล ไม่เกิดการสูญเสียโอกาสจากการที่เครื่องคอมพิวเตอร์พังหรือไม่สามารถใช้งานได้นั่นเอง

ASUS Pro E500 G6 นี้เปิดตัวมาในปี 2020 โดยรองรับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากทุกค่ายภายในหนึ่งเดียว พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro/Windows 10 Pro for Workstations/Windows 10 Home และออกแบบมาเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้เลย ไม่ต้องอัปเกรดระบบ IT Infrastructure ส่วนอื่นๆ เพื่อรองรับ Workstation นี้โดยเฉพาะ โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายประเด็นด้วยกัน

แรงสูงสุดด้วย Intel Xeon W หน่วยประมวลผลตระกูลสำหรับงานของ Creator โดยเฉพาะ

credit : ASUS

ASUS Pro E500 G6 สามารถรองรับได้ทั้ง Intel Core i9/i7/i5/i3 และยังสามารถติดตั้ง Intel Xeon W ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูงและมีความทนทานสำหรับงาน Creative โดยเฉพาะได้ ซึ่ง Intel Xeon W นี้ก็จะเหมาะกับงานที่ต้องมีการประมวลผลแบบที่ CPU วิ่งเต็ม 100% เป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมง และมีการใช้งานโดยแทบไม่ต้องมีการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เลยนั่นเอง ดังนั้นเราจึงสามารถเลือกใช้ CPU ที่เหมาะสมกับการใช้งานและงบประมาณของเราได้นั่นเองครับ

รองรับการประมวลผลเฉพาะทางด้วย NVIDIA Quadro RTX หรือ AMD Radeon Pro GPU

ASUS ได้เปิดทางเลือกให้เราใช้การ์ดจอรุ่นสำหรับทำงานได้จากทั้ง NVIDIA และ AMD ซึ่งแต่ละค่ายนั้นก็จะมีการรับรองต่อ Software ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น Software ทางด้าน Graphics, Video ไปจนถึง 3D และ VR จึงสามารถรองรับการใช้งานได้หลากหลาย โดยทั้ง NVIDIA Quadro RTX หรือ AMD Radeon Pro GPU นี้ต่างก็เป็นการ์ดจอรุ่นทำงาน ดังนั้นจึงสามารถใช้ประมวลผลงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและต่อเนื่องยาวนานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนที่จะสูงขึ้นจนทำให้ประสิทธิภาพของระบบลดลงแต่อย่างใด

เร็วและทนทานด้วย 128GB RAM ECC พร้อมรองรับการทำ RAID สำหรับ SSD ได้ในตัว

อีกจุดหนึ่งที่จะช่วยเสริมความทนทานให้กับระบบได้ก็คือ ASUS Pro E500 G6 นี้สามารถรองรับได้ทั้ง RAM แบบ ECC และ non ECC ซึ่ง RAM แบบ non ECC นี้ก็คือ RAM ที่เราใช้งานกันใน PC ทั่วไป ในขณะที่ RAM แบบ ECC นี้มักจะเป็น RAM ที่ใช้งานใน Server ซึ่งมีคุณสมบัติในการตรวจสอบว่ามีส่วนใดใน RAM ที่เสียหายหรือไม่ และทำการหลีกเลี่ยงการใช้งานส่วนที่เสียหายนั้นเพื่อให้ระบบยังคงสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องยาวนานนั่นเอง

ส่วนทางด้าน Storage ภายใน ASUS Pro E500 G6 นี้ก็ใช้ Intel W480 Chipset ที่รองรับ Software RAID 0, 1, 5, 10 ในตัว โดยภายในเครื่องก็สามารถติดตั้ง M.2 PCIe Gen3 SSD ได้ 2 ชุด และ Disk แบบ SATA3 6Gb/s ได้อีก 8 พอร์ต โดยมี 2.5″ Drive Bay มาให้ 1 ช่อง, 3.5″ Drive Bay ที่สามารถแปลงเป็น 2.5″ ได้อีก 3 ช่อง และมี Option ให้เสริม 2.5″/3.5″ Drive Bay ได้อีก 2 ช่อง ก็สามารถรองรับการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจาก M.2 ที่มักใช้ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows ได้

ต่อ Monitor ได้ 3 จอ ทำงาน Multi-Tasking ได้อย่างสะดวก

เพื่อให้รองรับการนำไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบและช่วยให้ทำหลายๆ งานพร้อมกันในเครื่อง Workstation อันทรงพลังนี้ได้ ASUS ได้ออกแบบให้ ASUS Pro E500 G6 สามารถเชื่อมต่อ Monitor ได้พร้อมกันสูงสุดถึง 3 จอที่แสดงผลแยกกัน ในขณะที่สามารถรองรับจอได้หลากหลายรูปแบบทั้ง HDMI, DisplayPort, DVI-D และ VGA ก็สามารถใช้งานได้ทั้งจอเดิมที่มีอยู่ หรือจะซื้อเซ็ตจอใหม่ไปใช้พร้อมกันเลยก็ได้

เชื่อมต่อเครือข่ายด้วย 2.5GbE มากถึง 2 พอร์ต

ASUS Pro E500 G6 นี้มาพร้อมกับพอร์ต Ethernet ความเร็ว 1/2.5GbE ด้วยกัน 2 ช่อง ซึ่งสำหรับธุรกิจองค์กรหลายแห่งนั้นก็สามารถใช้งานได้เลยเพราะ Switch ที่ใช้งานในธุรกิจองค์กรปัจจุบันมักจะต้องเป็นแบบ Multi-Gigabit เพื่อรองรับ Wi-Fi 6 Access Point กันอยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องอัปเกรด Switch ใหม่แต่อย่างใด ในขณะที่องค์กรที่ยังใช้ Switch แบบ 1GbE อยู่ก็ยังสามารถใช้งานกับ ASUS Pro E500 G6 ได้เช่นกัน

ผ่านการทดสอบการติดตั้งใช้งานร่วมกับ Software ชั้นนำสำหรับผู้สร้างสรรค์, วิศวกร และสถาปนิก

ทีมงาน ASUS ได้ทำการทดสอบ ASUS Pro E500 G6 กับการใช้งาน Software ที่ใช้ในการทำงานหลากหลาย ได้แก่ ADOBE ILLUSTRATOR CC, ADOBE PHOTOSHOP CC, ADOBE PREMIERE PRO CC, ADOBE AFTER EFFECTS CC, 3DS MAX, MAYA, REVIT, AUTOCAD, FUSION 360 และ INVENTOR จึงมั่นใจได้ว่าในการใช้งานร่วมกับ Software เหล่านี้ จะไม่มีปัญหาในการติดตั้งใช้งานและความเข้ากันได้ของ Software อย่างแน่นอน

ซ่อมแซมบำรุงรักษาอัปเกรดได้ง่าย ด้วยการออกแบบแบบ Tool-less Design

สิ่งที่ ASUS ทำได้ดีในการออกแบบ Commercial PC อย่างการออกแบบให้ตัวเครื่องสามารถเปิดออกมาซ่อมบำรุงหรืออัปเกรดได้ง่ายด้วย Tool-less Design นั้นก็ยังคงถูกนำมาใช้ใน ASUS Pro E500 G6 ด้วย การเปิดฝาเครื่องออกมาจัดการกับอุปกรณ์ภายในจึงสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษแต่อย่างใด ในขณะที่มีการเสริมตัวล็อคสำหรับแต่ละส่วนเข้ามาเพื่อให้เครื่องมีความแข็งแรงทนทานมากยิ่งขึ้น และมั่นใจได้ในทุกการประกอบมากกว่าเดิม

บริหารจัดการจากศูนย์กลางได้ง่ายด้วย ASUS Control Center

credit : ASUS

สำหรับธุรกิจที่มีแผนจะใช้งาน ASUS PRO E500 G6 นี้ด้วยกันหลายเครื่อง ทาง ASUS ก็มีโซลูชันสำหรับตรวจสอบการทำงานและบริหารจัดการอุปกรณ์ Workstation จำนวนหลายชุดนี้ได้จากศูนย์กลางอย่าง ASUS Control Center ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้ทั้งเครื่อง Server และ Workstation จาก ASUS ให้ใช้งานได้เป็นออปชันเสริม

ASUS Control Center นี้จะสามารถทำการตรวจสอบการทำงานได้ทั้งระดับ Hardware และ Software ว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่ และทำให้ผู้ดูแลระบบ IT สามารถช่วยแก้ไขปัญหาหรือดูแลรักษา Workstation เหล่านี้ได้จากระยะไกลด้วยการทำ Remote Desktop, BIOS Update, การติดตั้ง Software, การตรวจสอบ Event Log, การบริหารจัดการ BMC, การบริหารจัดการ USB, การปรับแต่งการตั้งค่าด้านพลังงาน ไปจนถึงการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้น พร้อมทำ Inventory ของระบบให้อีกด้วย

แกะกล่อง ลองใช้งานของจริง

เช่นเคยกับการแกะกล่องมาลองใช้งานโดยไม่อ่านคู่มือใดๆ ก่อน ASUS PRO E500 G6 นี้ก็ถูกบรรจุมาในกล่องขนาดใหญ่ที่มีโฟมกันกระแทกอย่างแข็งแรง พร้อมสายไฟ และแผ่น CD เท่าที่จำเป็นมาให้ แต่ไม่ได้ให้เมาส์หรือคีย์บอร์ดมาเพราะงานระดับที่ต้องใช้ Workstation นี้ก็มักจะต้องมี Keyboard หรือเมาส์เฉพาะที่เหมาะกับการทำงานแยกต่างหากอยู่แล้ว

ตัวเครื่องภายนอกถึงแม้จะเป็นเครื่องที่ออกแบบแบบ Tool-less Design แต่ก็ดูแข็งแรงทนทานดีตามสไตล์ของ ASUS ในขณะที่ด้านหน้าเครื่องนั้นก็มีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ให้ เพื่อให้สามารถระบายความร้อนที่จะเกิดขึ้นจาก CPU และ GPU ภายในเครื่องที่ต้องประมวลผลอย่างต่อเนื่องยาวนานได้นั่นเอง

ช่องเชื่อมต่อที่มีให้พร้อมใช้ได้หน้าเครื่องนี้ก็มี USB 3.2 Gen 1 จำนวน 2 ช่อง, USB 2.0 จำนวน 2 ช่อง, Headphone Port และ Microphone Port ก็สามารถใช้เชื่อมต่อทำงานพื้นฐานได้ครบถ้วน รวมถึงยังสามารถเพิ่มช่องสำหรับ Card Reader เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานกับงานกล้องได้

ส่วนด้านหลังนั้นก็มี USB 3.2 Gen 2 แบบ Type A 1 ช่องและ Type C 1 ช่อง, USB 3.2 Gen 1 อีก 4 ช่อง ส่วนช่องเชื่อมต่อจอที่มีมาให้บนเมนบอร์ดเลยนั้นจะมี HDMI/DisplayPort/DVI-D/VGA มาให้อย่างละ 1 ช่อง พร้อม RJ-45 ที่รองรับความเร็ว 1/2.5GbE อีก 2 ช่อง และยังมี 7.1-channel Audio I/O ports (5 + 1 Audio jacks) มาให้อีกด้วย

ส่วนสเป็คภายในเครื่องที่ได้มานั้นเป็นดังนี้

  • CPU: Intel Core i9-10900 2.8GHz 10 Cores/20 Threads
  • RAM: 16GB
  • SSD: 512GB
  • HDD: 1TB
  • GPU: NVIDIA Quadro RTX 4000 8GB GDDR6

แน่นอนว่าสเป็คระดับนี้ต้องเปิดเครื่องใช้งานได้รวดเร็วอยู่แล้ว โดยตัวเครื่องติดตั้ง Windows 10 Pro มาให้พร้อม Driver ทุกอย่างมาให้ใช้งานได้ทันที โดยจากการทดสอบพบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

  • ตัวเครื่องถึงจะใหญ่แต่น้ำหนักก็ไม่ได้หนักมากนัก คือหนักพอๆ กับ PC ประกอบเองที่ใช้เคสขนาดใกล้เคียงกัน
  • ในการใช้งานปกติสามารถใช้งานได้เร็วดีไม่มีหน่วงแต่อย่างใด
  • ในการเปิดดูคลิป 4K ผ่าน Microsoft Edge นั้น สามารถดูได้ลื่นไหลไม่กระตุกเลย และใช้ GPU ไปแค่ 30% กว่าๆ เท่านั้น
  • ในการตัดต่อคลิป 8K และแปลงให้เหลือขนาด 6K ด้วยการใช้ DaVinci Resolve 16 ของ Black Magic Design นั้น CPU ก็วิ่งเต็ม 100% ดี ส่วน GPU ก็วิ่งที่ 40% นิดๆ แต่ยังสามารถทำอย่างอื่นควบคู่กันไปได้โดยไม่รู้สึกว่าช้า ส่วนเวลาที่ใช้ในการประมวลผลนั้นก็ราวๆ 1 นาทีนิดๆ ต่อคลิปความยาว 1 นาที
  • เครื่องทำงานได้เงียบมากๆ แต่จะมีเสียงดังบ้างเป็นจังหวะเวลาที่โหลดขึ้นสูงระดับ CPU วิ่งเต็ม 100% แต่ไม่กี่วินาทีเสียงก็จะกลับมาเบามากๆ โดยที่ CPU ยังทำงานที่ 100% อยู่
  • ทดลองอัปเดต Windows 10 ก็พบว่าราบรื่นดีไม่มีปัญหาใดๆ
  • ในการใช้งานทั่วไปพอร์ตหน้าเครื่องก็เพียงพอดีอยู่แล้ว แต่ก็แนะนำให้ตั้งเครื่องไว้ในที่โล่งเผื่อจะต้องใช้พอร์ตข้างหลัง และเครื่องจะได้ระบายอากาศได้ดีๆ
  • ไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนแต่อย่างใด สามารถใช้งานได้ในห้องทำงานทั่วไปแม้จะไม่เปิดแอร์
  • ด้านในของเครื่องเดินสายเรียบร้อยดีมาก ในกล่องมีสายสำหรับเดินเพิ่มเติมมาให้เผื่อต้องใช้ด้วย

โดยรวมแล้วคิดว่าสำหรับธุรกิจองค์กรที่ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์สเป็คแรงๆ สำหรับประมวลผลงานเฉพาะทาง การพิจารณาเลือกใช้ Workstation จาก ASUS นี้ก็ถือเป็นทางออกที่น่าสนใจ ด้วยการที่ Hardware เปิดให้เลือกใช้ออปชันที่มีความมั่นคงทนทานสูงมากขึ้นได้ และตัวเครื่องเองยังดูแลรักษาได้ง่าย เหมาะแก่การใช้งานในระยะยาว โดยในสเป็คที่จัดเต็มทั้ง CPU, RAM, SSD, GPU ทุกส่วนนี้ ก็น่าจะทำให้เครื่องนี้ใช้งานได้ยาวๆ 3-5 ปีได้แบบสบายๆ เลยครับ

ทดลองใช้งานของจริง ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ

ประเด็นหนึ่งที่คิดว่าน่าจะสำคัญสำหรับการตัดสินใจก่อนซื้อ Workstation นั้นก็คือการได้ทดลองใช้งานของจริงก่อนสั่งซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าสเป็คเครื่องที่เราต้องการนั้นจะสามารถทำงานได้อย่างที่คาดหวัง ติดตั้งใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพจริง ซึ่ง ASUS ในประเทศไทยนั้นก็มีเครื่องพร้อมให้ทดสอบก่อนสั่งซื้อจริงได้ทันที โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อทีมงาน ASUS ในประเทศไทยได้เลยครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • เลือกสเป็คในเครื่องได้ทั้งสเป็คแบบ PC ทั่วไปที่ใช้ Intel Core i9/i7/i5/i3 และแบบพรีเมี่ยมที่ใช้ Intel Xeon W เพื่อเพิ่มความทนทาน
  • รองรับ RAM สูงสุด 128GB ไม่ต้องกังวลว่า RAM จะไม่พออีกต่อไป
  • รองรับ GPU รุ่นทำงานจากทั้ง NVIDIA และ AMD
  • ดูแลรักษาและอัปเกรดเครื่องได้ง่ายด้วย Tool-less Design
  • เครื่องทำงานได้เงียบ แม้จะประมวลผลจน CPU วิ่งเต็ม 100% อยู่
  • พอร์ต 1/2.5GbE ใช้งานได้กับภาคธุรกิจปัจจุบันที่ต้องรองรับ Wi-Fi 6 อยู่แล้ว ไม่ต้องซื้อ Switch เฉพาะเหมือนเครื่อง Workstation บางค่ายที่รองรับ 1/10GbE
  • มีระบบบริหารจัดการจากศูนย์กลางให้เลือกใช้งานได้เป็นออปชันเสริม

ข้อเสีย

  • ไม่มีคีย์บอร์ดกับเมาส์แถมมาให้ ต่างจากเครื่องอื่นๆ ของ ASUS แต่โดยทั่วไปคนใช้งานระดับนี้ก็มักจะต้องเลือกคีย์บอร์ดหรือเมาส์ให้เหมาะกับสรีระของตนเองและปุ่มลัดที่จะใช้ในการทำงานเองอยู่แล้ว
  • ไม่มีการ์ด Wi-Fi แถมมาให้เหมือนเครื่อง Commercial PC ของ ASUS แต่ปกติเครื่อง Workstation มักต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายให้เสถียรอยู่แล้ว การใช้ LAN อย่างเดียวก็จะเหมาะกับการทำงานจริงมากกว่า
  • ไม่มี USB-C ด้านหน้าเครื่องมาให้ ทำให้ใช้อุปกรณ์บางประเภทลำบากเล็กน้อย

ติดต่อทีมงาน ASUS ประเทศไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าของ ASUS และต้องการข้อมูลรายละเอียดต่างๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.asus.com/th/commercial/

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Red Hat OpenShift 4.7 ออกแล้ว จัดการ VM ได้ พร้อมรองรับ Windows Container

Red Hat ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Red Hat OpenShift 4.7 แล้วอย่างเป็นทางการ โดยสามารถรองรับ Workload ได้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็น Virtual Machine หรือ Windows Container ก็ตาม โดยรวมแล้วมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

Microsoft เปิดตัว Industry-Specific Cloud สำหรับอุตสาหกรรมการเงิน โรงงาน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

ตลาด Industry-Specific Cloud นั้นกำลังทวีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยล่สุด Microsoft ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Industry-Specific Cloud ด้วยกันอีก 3 ระบบ รองรับอุตสาหกรรมการเงิน, โรงงานและการผลิต และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร