J-Bridge และ J-Startup โอกาสของธุรกิจไทย จับมือกับธุรกิจญี่ปุ่น นำเทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาธุรกิจ

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาช่วยเสริมการดำเนินงานของธุรกิจนั้นนับเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลนานาประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ที่ธุรกิจต่างต้องพึ่งพาและแสวงหาโอกาสจากช่องทางออนไลน์และดิจิทัลมากกว่าที่เคย ประเทศญี่ปุ่นเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมการดำเนินงานของธุรกิจสตาร์ทอัพ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้งาน รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือกับธุรกิจในประเทศอื่นๆเพื่อเร่งความเร็วในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลของธุรกิจ

ญี่ปุ่นส่งเสริมสตาร์ทอัพอ่างไร 

การประกอบธุรกิจในลักษณะของสตาร์ทอัพนั้นแพร่หลายไปทั่วโลก และไม่เว้นแม้แต่ญี่ปุ่นเช่นกัน โดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่นก็ได้วางนโยบายเพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ ในโครงการที่มีชื่อว่า J-Startup 

J-Startup เป็นโครงการที่มีจุดประสงค์ในการสร้างชุมชนเพื่อซัพพอร์ตและบ่มเพาะการเติบโตของสตาร์ทอัพในญี่ปุ่น ภายในโครงการประกอบไปด้วยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะคอยให้ความช่วยเหลือสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน เช่น พื้นที่สำนักงานในการทำงาน คำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจ ทรัพยากรสำหรับการทดลอง โครงการเร่งการเติบโต เครือข่ายธุรกิจ ไปจนถึงความช่วยเหลือในระดับนโยบาย เช่นการเปิดให้สตาร์ทอัพเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมาย หรือการกำกับดูแล 

สัดส่วนของอุตสาหกรรมของสตาร์ทอัพในโครงการ J-Startup ในปัจจุบัน

ธุรกิจสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการ J-Startup จะได้รับการโปรโมตผ่านช่องทางของรัฐบาลและสื่อต่างๆ และมีโอกาสในการติดต่อพูดคุยกับธุรกิจเอกชนในเครือข่ายจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีสิทธิได้เข้าร่วมงานจัดแสดงสตาร์ทอัพในงานอีเวนท์ในประเทศต่างๆทั่วโลก เช่น SLUSH, SXSW, TECH IN ASIA, และ Web Summit รวมไปถึงการเข้าร่วมกับ JETRO Global Accelration Hub ซึ่งมีการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพท้องถิ่นในหลายๆประเทศทั่วโลก 

และล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคมปี 2021 ที่ผ่านมา โครงการ J-Startup ก็ได้มีการคัดเลือกสตาร์ทอัพใหม่เข้าร่วมโครงการไปอีก 50 ราย ซึ่งทางโครงการก็กำลังดำเนินการสนับสนุนสตาร์ทอัพเหล่านี้ให้พัฒนาและขยายโอกาสธุรกิจไปในตลาดประเทศอื่นๆด้วย

นอกจากโครงการ J-Startup แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีนโยบายดึงดูดผู้ประกอบการสตาร์ทอัพและนักลงทุนสตาร์ทอัพจากประเทศต่างๆทั่วโลก เช่นโครงการ JETRO Global Accelration Hub ซึ่งดำเนินการอยู่ในเมืองใหญ่ๆทั่วโลกและช่วยเหลือสตาร์ทอัพท้องถิ่นให้ขยายตลาดเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น หรือโครงการ Startup VISA ที่อนุญาตให้ผู้ปีะกอบการขอวีซ่าเข้าไปดำเนินธุรกิจในญี่ปุ่นได้ยาวถึง 1 ปี

J-Bridge ตั้งเป้าสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับธุรกิจในต่างประเทศ

นอกเหนือไปจากธุรกิจสตาร์ทอัพ รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ธุรกิจญี่ปุ่นร่วมมือกับธุรกิจในต่างประเทศผ่านนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดตั้ง Japan Innovation Bridge (J-Bridge) ขึ้น เพื่อเป็นแพลตฟอร์มการร่วมมือระหว่างธุรกิจในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปแก้ไขปัญหาที่มีความท้าทาย ซึ่งโครงการ J-Bridge ให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับธุรกิจใน 6 สาขา ได้แก่

  • การสร้าง Carbon Neutral
  • การขนส่ง (Mobility)
  • การแพทย์
  • เทคโนโลยีเกษตรกรรมและการประมง
  • การค้าปลีก และ
  • Smart City 

J-Bridge นั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผน Asia DX ซึ่งมุ่งหวังการร่วมมือระหว่างธุรกิจญี่ปุ่นและธุรกิจรวมถึงสตาร์ทอัพในกลุ่มประเทศ ASEAN ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาแปลงโฉมการดำเนินงานของธุรกิจ โดยกระทรวง METI จะให้การสนับสนุนธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการด้วยการสร้างเครือข่ายธุรกิจให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ และมอบตัวช่วยและอำนวยความสะดวกในการประสานงานข้ามประเทศและดำเนินโครงการร่วมกัน 

ผู้ที่สนใจศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ Japan Innovation Bridge เพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ https://www.meti.go.jp/policy/external_economy/adx_project/index.html 

ธุรกิจไทยจะเข้าร่วมได้อย่างไร

จากโครงการที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนของญี่ปุ่นนั้นมีความต้องการ และกำลังเปิดโอกาสให้ธุรกิจจากต่างประเทศเข้าไปร่วมมือสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกันได้ โดยธุรกิจที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามผ่านองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ที่ทำหน้าที่ดูแลและประสานงานให้กับธุรกิจต่างๆ 

หากยังเห็นภาพไม่ชัดว่าความร่วมมือกับธุรกิจญี่ปุ่นจะส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจได้อย่างไร คุณวาดะ ผู้อำนวยการ JETRO Bangkok และตัวแทนจากคณะกรรมการความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น-อาเซียน (AMEICC) ได้ให้ความรู้ไว้ในเซสชั่น “How can Japan collaborate with Thailand in DX” ในงาน JRIT ICHI ซึ่งได้แนะนำถึง 7 ตัวอย่างความร่วมมือระหว่างธุรกิจและขั้นตอนในการดำเนินการ ในขณะนี้เปิดให้รับชมกันย้อนหลังแล้วโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

การดำเนินธุรกิจในทุกวันนี้ล้วนต้องแข่งขันด้วยความเร็วและเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือกับธุรกิจอื่นๆก็เป็นหนึ่งในหนทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ 

หากสนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านต่อได้ที่ https://www.jrit-ichi.com/cutting/2022/02/09/784/ 

อ้างอิง

Check Also

ERP on Cloud เทรนด์ใหม่อุตสาหกรรมการผลิตไทย : Digiwin Thailand จับมือ GWS CLOUD โชว์โซลูชันในงาน ME EXPO 2026 [Guest Post]

Digiwin Thailand และ GWS CLOUD เตรียมเข้าร่วมจัดแสดงโซลูชัน “Digiwin ERP on GWS CLOUD” ซึ่งถือเป็นเทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมการผลิตไทย เป็นครั้งแรก ในงาน ME …

ศรีเจริญ ปาล์ม ออยล์ ยกระดับ การบริหารธุรกิจน้ำมันปาล์ม ด้วย SAP Business One โดย NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

ในอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันปาล์มดิบ ที่มีความซับซ้อนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การบริหารจัดการที่แม่นยำและรวดเร็วไม่ใช่เพียง “ตัวช่วย” แต่คือ “หัวใจ” ของความสามารถในการแข่งขัน  สำหรับ บริษัท ศรีเจริญ ปาล์ม ออยล์ จำกัด ธุรกิจที่เติบโตขึ้น อย่างต่อเนื่อง …