Google ลงทุนเพิ่ม 3.6 หมื่นล้านบาทในโครงการเคเบิลใต้น้ำ

Google ลงทุนเพิ่ม 3.6 หมื่นล้านบาทในโครงการเคเบิลใต้น้ำ เชื่อมระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

Credit: Google

Google ได้ออกมาประกาศทุ่มเงินลงทุน 1 พันล้านเหรียญหรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายโครงการ Pacific Connect Initiative ในการเพิ่มสายเคเบิลใต้น้ำจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ Proa และ Taihei เพื่อเพิ่มความเสถียรให้กับโครงข่ายที่เชื่อมระหว่างประเทศญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา และประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค ได้รับความร่วมมือจากหลายส่วน เช่น KDDI, ARTERIA, Citadel Pacific และ CNMI

สำหรับโครงการเคเบิลใต้น้ำ Proa เป็นเครือข่ายที่เชื่อมต่อระหว่างญี่ปุ่นไปยังเครือรัฐหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา และเกาะกวม โดยจะเข้ามาเสริมโครงข่าย Taiwan-Philippines-U.S (TPU) เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นจุดเชื่อมเส้นทางไปยังสหรัฐอเมริกา ส่วนโครงการ Taihei จะเป็นการสร้างโครงข่ายเพื่อเชื่อมต่อระหว่างประเทศญี่ปุ่นไปยังฮาวาย ซึ่งจะสามารถเชื่อมสัญญาณผ่านโครงการเคเบิลใต้น้ำ Tabua เพื่อเข้าสู่สหรัฐอเมริกาได้ โดยโครงการนี้เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว สามารถเชื่อมต่อไปยังหมู่เกาะฟิจิและประเทศออสเตรเลียได้อีกด้วย

การขยายโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยรวม ทั้งในด้านความเสถียรและ Latency ของการใช้งาน โดยจากผลการศึกษา การลงทุนด้านโครงข่ายของ Google นั้นช่วยเพิ่ม GDP ของญี่ปุ่นได้ถึง 400 ล้านเหรียญในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ที่มา: https://cloud.google.com/blog/products/infrastructure/pacific-connect-initiative-to-expand/

About เด็กฝึกงาน TechTalkThai หมายเลข 1

นักเขียนผู้มีความสนใจใน Enterprise IT ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปีในไทย ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ยังคงมุ่งมั่นในการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีให้กับทุกคน

Check Also

Tenable จับมือ Anthropic เข้าร่วม “Project Glasswing” ยกระดับการป้องกันไซเบอร์ในยุค AI [Guest Post]

การเข้าร่วม Project Glasswing และการได้ร่วมทำงานกับ Claude Mythos Preview ในครั้งนี้ จะช่วยให้ Tenable สามารถสนับสนุนลูกค้าให้เข้าใจพฤติกรรมของโมเดล AI ระดับแนวหน้า (Frontier AI) …

Amazon เตรียมปลดระวาง Mechanical Turk ไม่รับผู้ใช้งานเพิ่มแล้ว

Amazon Web Services (AWS) ได้ยุติการรับลูกค้าใหม่สำหรับบริการที่มีอายุเก่าแก่หลายทศวรรษอย่าง Mechanical Turk เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนับเป็นสัญญาณเตือนถึงจุดสิ้นสุดของแพลตฟอร์มตลาดแรงงานแบบคราวด์ซอร์สรุ่นบุกเบิกนี้