Fujitsu จับมือ Supermicro พัฒนา CPU สำหรับเซิร์ฟเวอร์บนสถาปัตยกรรม ARM

Fujitsu และ Supermicro ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ กำลังร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มที่ใช้ MONAKA ซึ่งเป็นโปรเซสเซอร์สถาปัตยกรรม Arm ประสิทธิภาพสูงของ Fujitsu และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว

Credit: ShutterStock

นี่คือการกลับเข้าสู่ตลาดเซิร์ฟเวอร์ของ Fujitsu หลังจากที่บริษัทได้ถอนตัวออกไปเมื่อสองปีก่อน โดยในปี 2022 Fujitsu ได้ประกาศว่าจะหยุดการผลิตและขายระบบเมนเฟรมทั้งหมดภายในปี 2030 และระบบเซิร์ฟเวอร์ Unix ภายในปี 2029 อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 Fujitsu ก็ได้เปิดตัวแผนพัฒนาชิปรุ่นถัดจาก A64FX ในชื่อ MONAKA ที่ชูจุดขายในด้านการประหยัดพลังงานสำหรับงานประมวลผลประสิทธิภาพสูง (HPC), AI และการวิเคราะห์ข้อมูล โดยคาดว่าจะเปิดตัวภายในปี 2027

ความร่วมมือนี้ตั้งใจที่จะใช้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคและความสามารถในการเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกมาสร้างความเป็นผู้นำในตลาดเซิร์ฟเวอร์ โดยใช้แนวทางการออกแบบเซิร์ฟเวอร์ที่เรียกว่า “Building Block” ของ Supermicro ซึ่งเสนอระบบเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการของลูกค้า ลูกค้าสามารถเลือกส่วนประกอบที่เหมาะสมกับปริมาณงานและแอปพลิเคชันต่างๆ รวมถึงวิธีการจัดการความร้อน เช่น การระบายความร้อนด้วยอากาศ เครื่องปรับอากาศ หรือการระบายความร้อนด้วยของเหลว ซึ่งทำให้เซิร์ฟเวอร์มีความยืดหยุ่นและคุ้มค่า เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการประสิทธิภาพและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ระบบที่ใช้การระบายความร้อนด้วยของเหลวเป็นสิ่งที่ไม่ได้พบเจอได้บ่อยนัก และแสดงให้เห็นถึงความพยายามตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นสำหรับงาน AI และ HPC

ที่มา: https://www.theregister.com/2024/10/03/fujitsu_arm_supermicro1/

About นักเขียนฝึกหัดหมายเลขเก้า

Check Also

[Video] WatchGuard Webinar : Zero Trust Made Simple

ในอดีต การวางระบบ Zero Trust Architecture มักถูกมองว่าเป็น ‘ยาขม’ ของฝ่ายไอทีและองค์กรจำนวนมาก เพราะแนวคิดที่ต้อง ‘ไม่เชื่อใจใคร และต้องตรวจสอบเสมอ’ นั้น มักตามมาด้วยความซับซ้อนยุ่งเหยิงในการบริหารจัดการ ในงาน WatchGuard Webinar ครั้งนี้ท่านจะได้รับชมกับแนวทางที่ทำให้ Zero Trust …

Google ทลายเครือข่ายพร็อกซี NetNut ที่กระจายบนอุปกรณ์กว่า 2 ล้านเครื่อง

Google ได้เข้าสกัดกั้นเครือข่าย NetNut ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายพร็อกซีที่อยู่อาศัย (residential proxy network) ที่ใหญ่ที่สุดที่ยังเปิดให้บริการอยู่ ส่งผลให้บริการที่เคยเปลี่ยนอุปกรณ์ตามบ้านเรือนกว่า 2 ล้านเครื่องทั่วโลกให้กลายเป็นจุดส่งต่อทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของผู้อื่นต้องหยุดชะงักลง