องค์กรของคุณควบคุมค่าใช้จ่ายคลาวด์แล้วหรือยัง เริ่มต้นวันนี้ด้วยเครื่องมือ FinOps จาก VMware Aria

รายจ่ายเป็นเรื่องใหญ่เสมอสำหรับทุกองค์กร และมักเป็นคำถามสำคัญในทุกการประชุมจากเหล่าผู้บริหารว่าวันนี้ทีมของคุณจัดการค่าใช้จ่ายได้ดีเพียงใด เหมาะสมแล้วหรือไม่ คุ้มค่าหรือยัง อย่างไรก็ดีองค์กรที่ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมมักยากที่จะตอบคำถามนี้ได้ โดยเฉพาะการใช้งาน Multi-cloud ที่มีความซับซ้อนสูง เพราะคลาวด์ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายขององค์กรให้ติดตามได้ยาก จึงนำไปสู่แนวคิดใหม่ของหน้าที่ที่เรียกว่า FinOps

ในบทความนี้ท่านจะได้เรียนรู้กับหน้าที่ของ FinOps และแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้แนวคิดนี้ประสบความสำเร็จ รวมถึงผลประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับหากมีการจัดการต้นทุนของคลาวด์ที่ดี อนึ่ง FinOps ยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ทันสมัยและช่วยให้องค์กรเห็นภาพรายจ่ายได้อย่างละเอียดเช่นกัน จึงเป็นที่มาของ VMware Aria โดยผู้สนใจสามารถติดตามได้เต็มๆที่งาน VMware Aria Connect in Bangkok 2023 ซึ่งจะจัดขึ้น 30 มีนาคม 2566 สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://www.vmware.com/learn/1887005_REG.html

เหตุใดองค์กรต้องหันกลับมาคิดเรื่องค่าใช้จ่ายคลาวด์

คลาวด์เป็นสิ่งที่ช่วยให้องค์กรพัฒนานวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว ใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัวและยืดหยุ่นตอบโจทย์ทางธุรกิจที่ผันผวนได้ อีกทั้งมีเครื่องมือและลดงาน Infrastructure ให้แก่นักพัฒนาได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่คำถามสำคัญในวันนี้ก็คือองค์กรของคุณสามารถจัดการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากคลาวด์และควบคุมให้ทุกอย่างอยู่ในแผนทางบัญชีแล้วหรือยัง ฟังดูเป็นคำถามง่ายๆแต่ลึกลงไปแล้วมีเหตุปัจจัยซ่อนอยู่ไม่น้อยหากจะตอบคำถามนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

คลาวด์ได้เปลี่ยนแนวคิดการใช้จ่ายขององค์กรไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมระบบ On-premise ทีมไอที บัญชี ความมั่นคงปลอดภัย และจัดซื้อต่างอยู่ในพื้นที่ของตนไม่ข้องเกี่ยวกันมากนัก ผู้จัดการฝ่ายไอทีวางแผนร้องขอจัดซื้อจ่ายเงินจบงาน การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ช้าประกอบกับต้นทุนคงที่ ซึ่งทุกอย่างดูง่ายและปลอดภัย กลับกันในมุมของคลาวด์ความต้องการมักเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ค่าใช้จ่ายดูเหมือนน้อยแต่เกิดขึ้นเรื่อยๆ ทีมนักพัฒนาและไอทีต้องการความรวดเร็วทันที โดยอ้างความจำเป็นทางนวัตกรรมแต่ไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายมากนัก ยิ่งประกอบกับการใช้งาน Multi-cloud สุดท้ายแล้วเมื่อถึงฤดูกาลปิดงบอาจจะทำไม่ได้ และพบว่าค่าใช้จ่ายคลาวด์มหาศาลกว่าที่คิด

ด้วยเหตุนี้เองจึงนำไปสู่กลยุทธ์การใช้งานคลาวด์หรือ Cloud Center of Excellence (CCoE) ที่เรื่องค่าใช้จ่ายเป็นหนึ่งใน 3 เสาหลักสำคัญ ซึ่งเราจะกล่าวถึงกันในหัวข้อถัดไป แต่โดยภาพรวมก็คือหน้าที่ในวัตถุประสงค์เหล่านั้น ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจเพื่อสร้างวัฒนธรรมที่กระตุ้นให้เกิดความรับผิดชอบจากทุกฝ่ายทั้ง ไอที บัญชี จัดซื้อ ทีมงานด้านความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงที่ต้องเข้าใจภาพรวมด้วยเช่นกัน

ก้าวสู่ CCoE

CCoE หรือกลยุทธ์ด้านคลาวด์เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนฝ่ายต่างๆ เพื่อกำหนดการใช้งานคลาวด์ให้องค์กรตาม Best Practice โดยหน้าที่ความรับผิดชอบของกลุ่มคือ

1.) บังคับใช้กลยุทธ์คลาวด์

ปกติแล้วกลยุทธ์มักถูกตั้งคำถามจากเบื้องบนมาก่อนเช่น Workload หรือหน่วยธุรกิจใดมีความจำเป็นใช้คลาวด์ แล้วองค์กรจะต้องเปลี่ยนอะไรบ้างทำได้เร็วแค่ไหน ตลอดจนคลาวด์เจ้าใดที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงแค่กรอบกว้างๆให้ปฏิบัติการของ CCoE เท่านั้น โดยทีม CCoE ต้องช่วยกันตีโจทย์ว่าในทางปฏิบัติจะลงมือทำได้อย่างไร ต้องกำหนดและบังคับใช้อะไรบ้าง

2.) สร้างความร่วมมือระหว่างทุกฝ่ายและ Best Practice

อันดับแรกสุดองค์กรต้องระบุให้ได้ว่าใครคือผู้เกี่ยวข้องและมีหน้าที่รับผิดชอบอะไร เช่น ดูแลเรื่องเงิน ปฏิบัติการ ความมั่นคงปลอดภัย ทีมพัฒนาแอป หรือผู้ดูแลโครงสร้างองค์กร ในบางธุรกิจท่านอาจจะต้องนับรวมผู้ถือหุ้นเข้ามาด้วย หลังจากได้ทีมงานแล้วถึงจะสามารถพูดคุยกันเพื่อสร้าง Best Practice, Workflow หรือสร้างการแจ้งเตือนและตอบสนองในฟังก์ชันต่างๆ

3.) พิจารณานำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือธุรกิจ

การที่องค์กรจะสามารถบริหารจัดการกลยุทธ์ด้านคลาวด์ให้ได้นั้น สุดท้ายแล้วองค์กรจะต้องมีโซลูชันช่วยเหลือที่ดีที่สามารถรองรับการ โยกย้าย บริหารจัดการ รักษาความปลอดภัย ปกครองการใช้งานโดยรวมของแต่ละคลาวด์ได้ ซึ่ง VMware Aria เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาเพื่อการนั้น

ในส่วนของ CCoE สมาชิกแต่ละคนจะต้องมองบทบาทของตัวเองเป็นผู้ที่ให้คำปรึกษา เพื่อร่วมกันสร้าง Best Practice มาตรฐานและสถาปัตยกรรม กล่าวคือสามารถอธิบายชี้แจงให้ฝ่ายอื่นในองค์กรเข้าใจได้ โดยต้องครอบคลุมผลเลิศใน 3 ด้านคือ การปฏิบัติการด้านคลาวด์ (Operation & Automation) การดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security & Compliance) และ การบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่าย หรือก็คือ Cloud Financial Management(CFM) ซึ่งส่วนนี้มีความสำคัญอย่างไร มาติดตามกันในหัวข้อถัดไป

วางกลยุทธ์ค่าใช้จ่ายคลาวด์ด้วย FinOps

หากองค์กรไม่ได้มีการจัดตั้งความร่วมมือเฉพาะกิจสำหรับดูแลค่าใช้จ่ายคลาวด์อย่างจริงจังแล้ว ท้ายที่สุดท่านจะต้องเผชิญปัญหาที่ไม่สามารถตอบคำถามทางการเงินได้ว่าอะไรถูกใช้อยู่ มีประโยชน์อย่างไร อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่บานปลายตัดรอนผลกำไรที่ได้มา ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการที่บัญชีไม่สามารถปิดงบได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดตำแหน่งหน้าที่ใหม่ขึ้นที่เรียกว่า CFM โดยเป็นหนึ่งในแกนหลักของกลยุทธ์ด้านคลาวด์ที่องค์กรต้องมี

CFM อาจมีหลายชื่อเรียกเช่น Cloud Economist, FinOps Professional, Cloud Financial Manager, Business Analyst หรือที่เห็นได้บ่อยก็คือ FinOps นั่นเอง ทั้งนี้ทุกชื่อเรียกอยู่ภายใต้พันธกิจเดียวกันคือ

  • ผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบด้านการเงินต่อทุกฝ่ายในองค์กร
  • สร้างความเข้าใจว่าองค์ประกอบทั้งหมดในคลาวด์ที่ใช้สำคัญต่อ TCO ขององค์กรอย่างไร
  • ทำให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจได้ด้วย ROI ที่ถูกประเมินมาอย่างแม่นยำสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ
  • หา Best Practice สร้างขอบเขตการใช้งาน และบังคับใช้ทั่วทั้งองค์กร

แม้จะฟังดูชัดเจนในหน้าที่ แต่อันที่จริงแล้ว FinOps มีความท้าทายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะผู้รับผิดชอบตรงนี้จะต้องสามารถสื่อสารให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ทำงานร่วมกับหลายฝ่ายทั้งผู้ใช้งาน Vendor และมองเชิงกลยุทธ์ทางการเงินควบคู่กับเทคโนโลยี อนึ่งกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ผู้ใช้งานรู้จักใช้จ่ายอย่างมีความรับผิดชอบ โดยท่านอาจจะใช้การแข่งขันเพื่อคิดค้นวิธีลดการใช้จ่ายของคลาวด์ หรือติดประกาศการใช้งานคลาวด์ของแต่ละแผนกให้รู้ทั่วกัน แม้กระทั่งการใช้ยาแรงอย่างการตัดงบบางส่วนกับทีมที่ใช้มากเกินไป

ขั้นตอนในการดำเนินงานของ FinOps สามารถสรุปได้ 4 ช่วง โดยจะต้องทำอย่างเป็นลำดับต่อกันดังนี้

1.) Visibility

องค์กรไม่สามารถทำอะไรได้กับสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งความท้าทายใหญ่ ณ จุดนี้แบ่งเป็น 2 ประเด็น เรื่องแรกคือองค์กรไม่ทราบว่าจะย้าย Workload อะไรไปบนคลาวด์ด้วยค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ หรือแม้แต่องค์กรที่ใช้คลาวด์อยู่แล้วยังไม่รู้ว่าตนใช้อะไรบ้างสร้างผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายแค่ไหน ทั้งหมดนี้เพราะขาดการวางแผนด้านค่าใช้จ่ายและมองไม่เห็นการใช้งานโดยรวม จึงไม่สามารถประเมินต้นทุนที่แม่นยำ

วิธีแก้ปัญหาก็คือต้องตั้งงบตามเกณฑ์อย่างเหมาะสม มี Policy หรือเครื่องมือที่ช่วยแจ้งเตือนการใช้งานที่เกินขอบเขต ซึ่งก่อนอื่นต้องช่วยเรื่องการมองเห็น Workload ให้ได้ก่อน ตลอดจนทึมงานต้องมีวัฒนธรรมที่ดี มองภาพและวัดผลด้วย KPI เดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้น FinOps ต้องสามารถเทียบเคียงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันได้เช่นกัน ท้ายที่สุดเมื่อมองเห็นจึง เข้าใจ นำไปสู่การใช้จ่ายที่จะค่อยๆลดลงหรือต้นทุนมีความคุ้มค่ามากขึ้น

2.) Optimization

FinOps จะต้องหาทางเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ Infrastructure ด้วย โดยต้องมองหาช่องทางปรับปรุงการใช้งาน ว่ามีส่วนใดปรับได้หรือไม่ควรทำ นอกจากนี้ยังต้องจัดทำเอกสารที่สร้างประโยชน์เพื่อแชร์ให้ฝ่ายอื่นเช่น สคิร์ปต์สำหรับลบทรัพยากรคลาวด์ที่ไม่ได้ใช้งาน หรือปัจจัยที่ใช้วิเคราะห์ทรัพยากร เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่นมีบางบริษัทกำหนดการพุ่งสูงของการใช้คลาวด์เป็น incident ดังนั้นจึงสามารถจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดีการลดค่าใช้จ่ายของคลาวด์ทำได้หลายแนวทางดังนี้

  • ทำสัญญาจ่ายล่วงหน้า – ผู้ให้บริการคลาวด์รายหลักมักมีแผนส่วนลดให้แก่ลูกค้าที่สามารถทำสัญญาเช่นล่วงหน้าได้ โดยอาจจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 80% เทียบกับการทำไปใช้ไป
  • กำจัดทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้ – หลายองค์กรอาจเปิดการใช้งานบางอย่างเพื่อให้บริการชั่วคราวแต่เมื่อจบงานแล้วเครื่องยังรันต่อไป ซึ่งท่านต้องค้นหาปิดการใช้งานเหล่านี้ได้
  • ปรับขนาดให้เหมาะสม – ปรับปรุงการเปิดใช้งานทรัพยากรให้พอเหมาะสอดคล้องกับการใช้งาน
  • หันไปใช้บริการชั่วคราว – ในบริการคลาวด์มีทรัพยากรที่ราคาถูกแต่อาจไม่การันตีคุณภาพ ซึ่งองค์กรที่เข้าใจและประเมินการทำงานได้ดีอาจออกแบบให้ใช้ทรัพยากรเหล่านี้แทนได้ 

3.) Policy & Governance

หนึ่งในหน้าที่ต่อมาหลังจากทราบแล้วว่ามีส่วนไหนที่ปรับลดได้ ก็คือการวางบรรทัดฐานกรอบการทำงานให้แก่องค์กร โดย FinOps ต้องติดตามงบประมาณที่แต่ละแผนกหรือทีมพึงได้รับ อย่างไรก็ดีต้องกำหนดด้วยว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแบบใดรับได้หรือรับไม่ได้ Infrastructure ส่วนไหนควรจ่ายตามจริง (On-demand ควรมีสัดส่วนน้อยที่สุด เพราะจะได้คาดการณ์งบได้แม่นยำ) หรือส่วนไหนคาดการณ์เพื่อจ่ายได้ล่วงหน้า และสุดท้ายคือการสร้าง Policy เพื่อประยุกต์เข้าสู่ความเป็นอัตโนมัติ เช่น Policy การวัดผลเครื่องที่ทิ้งร้างด้วย CPU ที่มีอัตราการใช้งานน้อยกว่า 5% เป็นระยะเวลา 30 วัน หรือเครื่องที่ไม่ใช่ Production จะสามารถรันได้แค่อาทิตย์ละไม่เกินจำนวนชั่วโมงที่กำหนด หรือแม้แต่การปิดเครื่องที่ไม่จำเป็นวันเสาร์อาทิตย์ และลบ Snapshot เก่าออก เป็นต้น

4.) Collaboration

เมื่องานเชิงกระบวนการบนคลาวด์เรียบร้อยดีแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการผลักการปฏิบัติออกไปสู่กระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องพึ่งพาเรื่องวัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างมาก โดยท่านอาจจะตั้งการวัดผลด้วยต้นทุนเพื่อจูงใจการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีหน้า Dashboard คอยรายงานความเคลื่อนไหว รวมถึงสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจผลกระทบต่อธุรกิจ เช่น ราคาค่าใช้จ่ายต่อแคมเปญ หรือปัจจัยเปรียบเทียบเพื่อชี้วัดอื่น

บทส่งท้าย

โดยสรุปแล้ว FinOps ก็คือแนวคิดการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคลาวด์ที่ในโลกความเป็นจริงเริ่มซับซ้อนมากขึ้นทุกที ด้วยความหลากหลายของคลาวด์ และเทคโนโลยีปลีกย่อยภายใน อนึ่งจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดก็คือการมีโซลูชันที่ช่วยในการปฏิบัติการย้าย Workload ได้อย่างคล่องตัวตามการใช้งานหรืองบประมาณ รวมถึงรักษาสเถียรภาพของความมั่นคงปลอดภัยและตอบโจทย์ด้าน Governance โดยในส่วนนี้ VMware Aria ได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบริหารจัดการและควบคุมการทำงานของ Multi-cloud โดยเฉพาะ ไม่เพียงเท่านั้นด้วยเทคโนโลยี Graph Datastore จาก Aria Graphs ยังทำให้องค์กรสามารถมองเห็นองค์ประกอบและความสัมพันธ์ใน Multi-cloud ได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ดีนอกจากเชิงเทคนิคแล้ว VMware Aria ยังนำเสนอการบริหารจัดการต้นทุนของคลาวด์ได้ผ่านเครื่องมือ VMware Aria Cost หรือ CloudHealth อีกด้วย ซึ่งจะทำให้ท่านมองเห็นค่าใช้จ่ายของตนเองในหลายมิติ เช่น คลาวด์ภายใต้การใช้งานของแต่ละทีมหรือแต่ละโปรเจ็คมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่อย่างไร จึงนำไปสู่การปรับลด และวางแผนกรอบการใช้งานอย่างเหมาะสมได้

VMware CloudHealth, Credit : VMware

ท่านใดสนใจเรื่องราวการบริหารจัดการต้นทุนขององค์กรแบบเต็มๆ สามารถเข้าร่วมสัมมนาในงาน ‘VMware Aria Connect in Bangkok’ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่พฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม 2566 โดยลงทะเบียนได้ที่นี่ 

About nattakon

จบการศึกษา ปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ KMITL เคยทำงานด้าน Engineer/Presale ดูแลผลิตภัณฑ์ด้าน Network Security และ Public Cloud ในประเทศ ปัจจุบันเป็นนักเขียน Full-time ที่ TechTalkThai

Check Also

Salesforce เข้าซื้อกิจการ Fin มูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์ เสริมแกร่ง AI Agent งานบริการลูกค้า

Salesforce ประกาศลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้ายเข้าซื้อกิจการ Fin ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม customer agent ในมูลค่าราว 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเทคโนโลยี AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้ามาเสริมความสามารถให้กับ Agentforce

Cisco ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day บน Catalyst SD-WAN Manager ที่ถูกใช้โจมตียกระดับสิทธิ์เป็น root

Cisco ปล่อยอัปเดตด้านความปลอดภัยแก้ช่องโหว่บน Catalyst SD-WAN Manager (เดิมคือ SD-WAN vManage) หลังพบว่าถูกใช้โจมตีจริงในลักษณะ Zero-day เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น root บนระบบที่ได้รับผลกระทบ