[รีวิว] ASUS ExpertBook B1400: Notebook ธุรกิจระดับเริ่มต้น ในการออกแบบระดับพรีเมี่ยม พร้อม AI ตัดเสียงที่ใช้งานได้จริงเหมาะสำหรับการประชุม

การเลือกซื้อ Notebook สำหรับภาคธุรกิจในช่วงปี 2021-2022 นี้ถือเป็นช่วงปีที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากเราจะมีหน่วยประมวลผลใหม่ๆ จากค่ายต่างๆ ที่น่าดึงดูด และยังมี Windows 11 ที่เพิ่งเปิดตัวออกมาแล้ว เหล่าผู้ผลิต Hardware ค่ายต่างๆ เองต่างก็แข่งขันกันอย่างเข้มข้น และ ASUS เองก็เป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่นำการออกแบบที่น่าสนใจมาให้เราได้ใช้งานกันอย่างต่อเนื่อง

ในครั้งนี้ทีมงาน ASUS ได้ส่ง ASUS ExpertBook B1400 มาให้ทีมงาน TechTalkThai ได้ทดลองใช้งานกันอย่างจริงจังในการทำงานและประชุมงานกัน กับจุดเด่นด้านการออกแบบที่เรียกได้ว่าแทบจะถอดแบบรุ่นพรีเมี่ยมในซีรีส์ปีก่อนๆ มาให้เราได้สัมผัสกันตั้งแต่ในรุ่นเริ่มต้น, ระบบ AI ตัดเสียงที่ใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการแถม HDD Kit สำหรับอัปเกรดเพิ่ม HDD เข้าไปในตัวเครื่องได้เองเพื่อความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาวที่เหนือกว่า Commercial Notebook ทั่วไป

สำหรับสเป็คของเครื่องและการใช้งานจริงจะเป็นอย่างไรนั้น มาติดตามกันได้ในรีวิวนี้เลยครับ

ASUS ExpertBook B1400: Notebook จอ 14 นิ้ว สเป็คพร้อมใช้ทำงานได้จริง รองรับการอัปเกรดเพิ่ม HDD ได้ด้วยตนเอง

การเปิดตัวสเป็คและราคาของ ASUS ExpertBook B1400 นี้เรียกได้ว่าน่าสนใจมากๆ เพราะ ASUS นั้นตั้งใจออกแบบ Notebook รุ่นนี้ให้น่าดึงดูดสำหรับธุรกิจองค์กรมากจริงๆ กับองค์ประกอบที่โดดเด่น ได้แก่

  • การออกแบบที่คล้ายคลึงกับ ASUS ExpertBook B9400 ที่เป็นรุ่นพรีเมี่ยม แต่ใช้วัสดุที่ต่างกัน ความหนาที่มากกว่า และน้ำหนักที่หนักกว่า แต่ก็แลกมากับการที่ราคานั้นก็ถูกกว่ามากทีเดียว
  • การเลือกใช้สเป็คที่ตอบโจทย์การทำงานได้ในตัวอย่างเช่น CPU ที่ใช้ Intel® Core™ i5-1135G7 Processor 2.4 GHz (8M Cache, up to 4.2 GHz, 4 cores), RAM เริ่มต้นที่ 8GB แต่อัปเกรดสูงสุดได้ถึง 40GB และ SSD ที่ให้มา 256GB โดยเปิดให้อัปเกรดเพิ่มเติมพื้นที่ผ่าน HDD Kit ที่แถมมาให้ได้ด้วยตนเอง
  • การเลือกใช้ส่วนประกอบอื่นๆ ที่มีรายละเอียดที่คัดสรรมาดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอที่ตัดแสงฟ้าได้ดี, พอร์ตเสริมและ GPU ที่ใช้ Intel Iris Xe ทำให้สามารถเชื่อมต่อจอ 4K ภายนอกได้อึก 2 จอ, การรองรับ NumberPad 2.0 ทำให้สามารถป้อนข้อมูลตัวเลขได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องมีคีย์บอร์ดจริงและมีเครื่องขนาดเล็กได้
  • การรองรับการประชุมงานซึ่งทุกวันนี้กลายเป็นกรณีการใช้งานหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ไปแล้วได้อย่างเต็มที่ ทั้งด้วย AI ตัดเสียงในไมโครโฟนและลำโพง ไปจนถึงกล้องที่สามารถเปิดปิดเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวได้ดี
  • มีความสามารถเหมือน Notebook รุ่นธุรกิจอื่นๆ เช่น การผ่านมาตรฐาน MIL-STD 810H ที่รองรับความทนทานระดับการใช้งานทางการทหาร, การมี TPM 2.0, การรองรับ Fingerprint Sensor และมี Kensington Lock
  • ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกอัปเกรดสเป็คได้เอง

จะเห็นได้ว่าการออกแบบที่คิดถึงการใช้งานจริงเป็นหลักมากกว่าจะเป็นเพียงแค่การแข่งขันเรื่องราคาหรือตัวเลขเชิงประสิทธิภาพ และการทุ่มเอาสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยอยู่เฉพาะในรุ่นพรีเมี่ยมที่สุดมาสู่เครื่องรุ่นเริ่มต้นนี้ ก็ทำให้ ASUS ExpertBook B1400 นี้มีความโดดเด่นมากทีเดียว

สำหรับเครื่องที่ได้มาใช้ทดสอบในครั้งนี้มีสเป็คดังนี้

  • OS: Windows 10 Pro
  • CPU: 11th Gen Intel Core i7-1165G7
  • RAM: 16GB
  • SSD: 512GB NVMe
  • Display: 14.0-inch, LCD, FHD (1920 x 1080) 16:9, Wide view, Anti-glare display, LED Backlit, 250nits, NTSC: 45%, -, Screen-to-body ratio:84 %
  • Network: WiFi 6 + Bluetooth 5.2 + RJ-45 LAN
  • Interface: 1 x USB 2.0 Type-A, 1x Thunderbolt 4, 2x USB 3.2 Gen 2 Type-A, 1 x HDMI 1.4, 1x VGA Port (D-Sub), 1x 3.5mm Combo Audio Jack, 1x RJ45 Gigabit Ethernet, 1x DC-in, 1x Micro SD card reader
  • Webcam: 720p HD Camera
  • Audio: Speaker + Array Microphone
  • น้ำหนัก: 1.45 กิโลกรัม

ตัวเครื่องทดสอบนี้จะมีสเป็คสูงกว่ารุ่นเริ่มต้นที่ ASUS จำหน่ายอยู่มากพอสมควรทั้งในส่วนของ CPU, RAM, SSD และการรองรับพอร์ต Thunderbolt ที่รุ่นที่จำหน่ายจะรองรับแค่ USB 3.2 Gen 1 Type-C เท่านั้นแทน รวมถึงจะไม่มีช่องใส่ Micro SD Card ด้วย ดังนั้นในการสั่งซื้อจริงก็แนะนำให้ทำการตรวจสอบหรือสอบถามในรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ให้ดีหากจำเป็นต้องมีการใช้งาน

ระบบปฏิบัติการที่มากับเครื่องนี้คือ Windows 10 Pro เพิ่มประสิทธิภาพให้กับกลุ่มอุปกรณ์สาหรับธุรกิจที่มีให้เลือกมากที่สุดในโลกจากผู้ผลิตระดับแถวหน้า จึงเป็นการเพิ่มความหลากหลายให้กับอุปกรณ์ที่สามารถตอบโจทย์มาตรฐานอันเข้มงวดที่สุดในด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย การออกแบบ และประสบการณ์ใช้งานได้ โดยสำหรับธุรกิจที่มีแผนจะอัปเกรดไปใช้งาน Windows 11 ในอนาคต ตัวเครื่องก็รองรับการอัปเกรดไปใช้ Windows 11 Pro ได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม

นอกจาก ASUS ExpertBook B1400 นี้แล้ว ก็ยังมีรุ่นที่คล้ายเคียงกันคือ ASUS ExpertBook B1500 ที่จะมีหน้าจอขนาด 15.6 นิ้วแทน เหมาะสำหรับผู้ที่มองเครื่องที่มีจอขนาดใหญ่ขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานได้อย่างสบายตามากยิ่งขึ้น

เครื่องนี้มาพร้อมกับการรับประกันจาก ASUS Exclusive Care ที่ครอบคลุม 3 Year Onsite Service บริการตรวจซ่อมฟรีถึง ที่ 3 ปี, 3 Year Global Warranty ครอบคลุมการรับประกัน 3 ปี (57 ประเทศ) และ 1 Year Perfect Warranty เพิ่มการรับประกันอุบัติเหตุให้ใน 1 ปีแรก

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ASUS ExpertBook B1400 สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/30rxRe4

 

แกะกล่อง ลองใช้งานของจริง

ดังเช่นการแกะกล่อง ASUS ExpertBook รุ่นอื่นๆ ตัวกล่องของเครื่องนี้จะมาพร้อมกับวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากที่สุด โดยใช้กระดาษเป็นหลักภายในกล่อง และมีส่วนที่เป็นพลาสติกน้อยมากๆ

สำหรับตัวเครื่องที่น้ำหนัก 1.45 กิโลกรัม ตอนหยิบออกมาก็ไม่ได้รู้สึกว่าหนักจนเกินไป โดยตัวเครื่องก็ให้สัมผัสที่หลากหลายจากการเลือกใช้วัสดุคนละชนิดในแต่ละส่วนของเครื่องทำให้เกิดความน่าสนใจ โดยขนาดของตัวเครื่องที่มีหน้าจอ 14 นิ้วแบบบางเฉียบสามด้านนี้ก็ถือว่ากำลังดีสำหรับการใช้งาน ซึ่งมาพร้อมกับบานพับ ErgoLift ช่วยยกตัวเครื่องขึ้นมาในมุมที่เหมาะสมกับการใช้งาน

อีกจุดหนึ่งที่เตะตามากๆ นั้นก็คือ HDD Kit ชุดอัปเกรดเพิ่ม Hard Disk Drive ในเครื่องได้ด้วยตนเอง เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถทำการเสริมความจุให้กับเครื่องได้เองตามต้องการ ตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาวมากขึ้น พร้อมโฟมพิเศษที่จะช่วยลดแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้นกับ HDD ของเรา เพิ่มความทนทานในการใช้งานได้อีกระดับ

ในการเปิดใช้งานครั้งแรกนั้น ตัวเครื่องก็ทำงานได้อย่างรวดเร็วสมกับสเป็คที่ได้รับมาทดสอบ โดยตัวเครื่องทำงานค่อนข้างเงียบเชียบดีทีเดียว และในการอัปเกรด Windows 10 นั้นก็ไม่ได้ติดประเด็นปัญหาใดๆ ในระหว่างการใช้งานเลย

ทางด้าน Keyboard และ Mouse นั้นก็ถือว่าใช้งานได้ดีตามสไตล์ของ ASUS แต่มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือการอัปเกรดมาใช้ NumberPad 2.0 ที่มีปุ่มต่างๆ ที่จำเป็นต่อการคำนวณให้ใช้งานอย่างครบถ้วน พร้อม Shortcut เปิดแอป Calculator ง่ายๆ ได้จากการ Swipe ที่มุมซ้ายบนของ Touchpad โดยทั้งหมดนี้มีการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจมาก ก็ทำให้โดยรวมแล้วประสบการณ์ในการใช้งานถือว่าดีมากทีเดียว

จุดสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการที่ ASUS มีการออกแบบ Keyboard Shortcut ที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น การนำปุ่ม Mute/Unmute ไมโครโฟน และปุ่มเปิดปิด AI Noise-Cancelling Speaker เอาไว้ข้างๆ กันให้กดได้ง่ายๆ ทำให้ในการประชุมงานนั้นสะดวกขึ้น และนำปุ่ม Snip & Sketch สำหรับเอาไว้จับหน้าจอภาพบางส่วนมาให้ใช้เป็นหลักแล้ว ส่วนปุ่ม Print Screen ก็ยังคงมีอยู่ และยังมีปุ่มสำหรับเปิด MyASUS เพื่อทำการปรับแต่งการตั้งค่าของเครื่องได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องเสียเวลาไปคลิกเอง

โดยรวมแล้วการใช้งานทั่วไปก็ลื่นไหลดีไม่มีอะไรติดขัด แม้แต่การลองเปิดคลิป 4K ดูนั้นก็ไม่ได้ทำให้เครื่องทำงานเสียงดัง ช้า หรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าสเป็คที่ได้มาทดสอบนี้แรงแบบเหลือเฟือสำหรับการใช้งานทั่วไปเลยทีเดียว

 

ทดสอบระบบ AI ตัดเสียงไมโครโฟนและลำโพง

ในเครื่อง ASUS ExpertBook B1400 รุ่นนี้ ทาง ASUS โชว์นวัตกรรมทางด้าน AI สำหรับระบบเสียงที่สามารถเปิดใช้งานได้ใน MyASUS เป็นอย่างมาก ทางเราจึงหยิบมาลองทดสอบกันอย่างจริงจังพอสมควร

สำหรับ AI ตัวแรกนี้ก็คือ AI Noise-Canceling Microphone ที่จะทำหน้าที่วิเคราะห์และกรองเสียงที่เข้าไปใน Microphone เพื่อให้ตรงกับการใช้งานมากที่สุด โดยสามารถเลือกใช้งานได้ 3 รูปแบบ ได้แก่

  1. Off ปิด AI ทำให้เสียงทั้งหมดที่เกิดขึ้นรอบตัวเครื่องเข้าไปในไมโครโฟน
  2. Single Presenter Conference Call ใช้ AI กรองเสียงพื้นหลังที่รบกวน และเสียงคนพูดจากบริเวณรอบๆ ตัวเครื่องออกไป รับมาเฉพาะเสียงจากผู้พูดที่อยู่ตรงหน้าของเครื่องเท่านั้น ทำให้สามารถใช้พูดได้ด้วยเสียงที่ชัดเจนแม้จะอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงรบกวนและมีผู้คนรายล้อมได้ดี
  3. Multi-Presenter Conference Call ใช้ AI กรองเสียงพื้นหลังที่รบกวนออกไป แต่ยังคงรับเสียงคนพูดจากทิศทางต่างๆ เข้ามาอยู่ เหมาะสำหรับกรณีใช้ในห้องประชุมที่มีผู้เข้าร่วมในห้องประชุมจริงหลายคน พร้อมเปิดระบบประชุมออนไลน์พูดคุยกับคนที่ทำงานจากที่บ้านไปพร้อมกัน

ฟีเจอร์เหล่านี้ใช้งานได้ดีมากทีเดียว ตอนเปิดโหมด Single Presenter เสียงจากรอบๆ ก็ไม่เข้ามาเลยจริงๆ ในขณะที่โหมด Multi-Presenter ก็จะยอมให้มีเฉพาะเสียงคนพูดเท่านั้นที่เล็ดรอดเข้ามาได้ ลองฟังเสียงทดสอบได้ดังนี้ครับ

สำหรับ AI ตัวที่สองคือ AI Noise-Canceling Speaker ที่จะทำการวิเคราะห์เสียงที่ออกจากลำโพงและตัดเสียงรบกวนออกให้โดยอัตโนมัติ สำหรับใช้ในกรณีที่คู่สนทนาในระบบประชุมออนไลน์ของเรามีเสียงรบกวนจากพื้นหลังค่อนข้างเยอะ การเปิดความสามารถนี้ก็จะช่วยให้คุณภาพของเสียงจากอีกฝั่งนั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ตอนใช้งานจริงก็ต้องอย่าลืมเปิดปิดอยู่เรื่อยๆ ถ้าอยากจะฟังเพลงหรือเล่นเกม ซึ่ง ASUS ก็ได้ทำปุ่มบน Keyboard มาสำหรับเปิดปิดความสามารถนี้ได้อย่างสะดวกให้เราได้ใช้งานกันเลย

ลองฟังเสียงทดสอบได้ดังนี้ครับ

ฟีเจอร์ในส่วน AI Noise-Canceling นี้ถือว่าผ่านทั้งคู่สำหรับการใช้งานจริง ตอบโจทย์มากๆ ครับ

 

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • ออกแบบมาได้อย่างสมดุลมากในเชิงของสเป็คที่เพียงพอต่อการใช้งาน น้ำหนักที่กำลังดี และรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูพรีเมี่ยมทันสมัยในราคาที่จับต้องได้
  • ตัวเครื่องเปิดให้อัปเกรด RAM ได้สูงสุดถึง 40GB
  • ระบบ AI ตัดเสียงใช้งานได้ดีมากทั้ง AI สำหรับไมโครโฟน และ AI สำหรับลำโพง
  • การมีปุ่ม AI Noise Canceling ให้กดใช้งานได้ง่ายๆ ทำให้การนำ AI มาใช้งานในสถานการณ์จริงทำได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น
  • พอร์ตต่างๆ ที่ให้มาเพียงพอต่อการใช้งานจริง รวมถึงยังมีพอร์ต RJ-45 สำหรับสาย LAN ที่ไม่ต้องทำการง้างเปิดพอร์ตออกมาก่อนใช้งานเหมือนรุ่นที่เครื่องบาง ทำให้ใช้งานจริงได้ค่อนข้างง่าย
  • มี HDD Kit เสริมมาให้อัปเกรดด้วยตนเองได้
  • จอที่มากับเครื่องมีเทคโนโลยีปล่อยแสงสีฟ้าที่ต่ำ ช่วยถนอมสายตาได้ดี ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อจอภายนอกก็รองรับการเชื่อมต่อจอ 4K มากถึง 2 จอด้วยกัน ทำให้มีความยืดหยุ่นในการออกแบบพื้นที่ทำงานได้เป็นอย่างดี
  • รองรับการอัปเกรดไปเป็น Windows 11 ได้ฟรี

ข้อเสีย

  • ยังใช้พอร์ต Adapter แบบเก่าอยู่ แต่ก็ถือเป็นปกติของรุ่นที่เน้นเรื่องความคุ้มค่าเป็นหลักอยู่แล้ว

ติดต่อทีมงาน ASUS ประเทศไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสินค้าของ ASUS และต้องการข้อมูลรายละเอียดต่างๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.asus.com/th/business/


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

รู้จักกับ Hillstone Secure SD-WAN: ระบบ SD-WAN พร้อมความสามารถด้าน Security ตอบโจทย์ยุค Distributed Enterprise

SD-WAN นั้นได้กลายเป็นหนึ่งในโซลูชันด้านระบบเครือข่ายที่ธุรกิจองค์กรจะขาดไม่ได้อีกต่อไป แต่โซลูชัน SD-WAN จากผู้ผลิตแต่ละรายนั้นก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน Hillstone Secure SD-WAN คือระบบ SD-WAN ที่ต่อยอดมาจากการนำ Next-Generation Firewall มาใช้ในฐานะของ CPE …

รู้จักกับ Pluton Security Processor จาก Microsoft

ในปีนี้ชิปด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Microsoft หรือ Pluton ที่เผยแผนมาตั้งแต่ปี 2020 กำลังออกสู่ตลาดแล้ว จึงควรรู้จักกับชิปตัวนี้กันสักหน่อยครับ