Aruba AP-320: AP ซีรี่ย์ใหม่มาตรฐาน IEEE 801.11ac Wave 2

aruba_networks_logo_2

Aruba Networks โดย HP ผู้ให้บริการระบบเครือข่ายไร้สายและเทคโนโลยี Mobility ชั้นนำของโลก ได้ประกาศเปิดตัว Access Point ซีรี่ย์ล่าสุด Aruba AP-320 ที่มาพร้อมกับสุดยอดเทคโนโลยีสมรรถนะสูง รองรับมาตรฐาน 802.11ac Wave 2 โดยมีความเร็วสูงสุด 1.73 Gbps บนคลื่นความถี่ 5 GHz ตอบโจทย์การทำงานของ #GenMobile ได้อย่างลงตัว

Aruba AP-320 Series

Aruba AP-320 ซีรี่ย์ประกอบด้วย 2 รุ่น คือ AP-324 และ AP-325 ซึ่งหน้าตา ฟังก์ชันการใช้งานเหมือนกันทุกประการ แต่แตกต่างกันตรงที่ AP-324 ใช้เสา Antenna ภายนอกจำนวน 4 เสา ส่วน AP-325 มีเสา Antenna ติดตั้งอยู่ภายในมาให้ทันที ทั้ง 2 รุ่นถือว่าเป็น AP รุ่นเรือธงรุ่นใหม่ของ Aruba โดยรองรับฟีเจอร์ใหม่มากมาย เช่น MU-MIMO, BLE Beacon และ Enhanced ClientMatch ส่งผลให้ความเร็วสูงสุด 1.73 Gbps บนคลื่นความถี่ 5 GHz และ 800 Mbps บนคลื่นความถี่ 2.4 GHz

aruba_ap-320_1

คุณสมบัติเฉพาะของ AP-320 Series

  • MU-MIMO: ย่อมาจาก Multi-User MIMO ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของมาตรฐาน 802.11ac Wave 2 ที่ช่วยให้อุปกรณ์ AP สามารถรับส่งข้อมูลกับผู้ใช้ได้หลายคนพร้อมกัน ซึ่งในสภาวะแวดล้อมที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น ฟีเจอร์นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรับส่งข้อมูลโดยรวมของระบบเครือข่ายไร้สายได้อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการรับส่งข้อมูลจำพวก Video Streaming หรือมัลติมีเดียรูปแบบอื่นๆ

aruba_ap-320_2

  • 4 Spatial Streams: สามารถรับส่งข้อมูลได้พร้อมกันสูงสุด 4 ชุด ส่งผลให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิมถึง 33% อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์โมบายล์ในปัจจุบันรองรับการรับส่งข้อมูลได้สูงสุดเพียง 3 ชุดเท่านั้น คาดว่าในปี 2016 จะเริ่มมีอุปกรณ์ที่รองรับการรับส่งข้อมูลแบบ 4SS ซึ่งจะทำให้ AP-320 แสดงประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่
  • Enhanced ClienMatch: ฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มความสามารถจากฟีเจอร์ ClientMatch เดิม ที่นอกจากช่วยจัดการเรื่องการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับ AP ที่สามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วที่สุด และเลือกช่วงคลื่นความถี่ที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ยังช่วยตรวจสอบอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน 802.11ac Wave 2 ให้เชื่อมต่อโดยใช้มาตรฐานดังกล่าวได้อีกด้วย เพื่อจะได้ใช้ฟีเจอร์ MU-MIMO ได้อย่างคุ้มค่า
aruba_ap-320_3
3 Clients ไม่ใช้ ClientMatch
aruba_ap-320_4
3 Clients ใช้ ClientMatch
  • BLE Beacon: ฟีเจอร์ใหม่ที่เริ่มใช้งานใน AP-320 เป็นซีรี่ย์แรก โดยมีการรับส่งสัญญาณ Beacon ผ่านช่องสัญญาณบลูทูธ เพื่อช่วยให้การบริหารจัดการและเพิ่มความสามารถในการระบุตำแหน่งของอุปกรณ์

คุณสมบัติของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์

  • รองรับการทำงานแบบ Dual radios บนคลื่นความถี่ 5 GHz (1.73 Gbps) และ 2.4 GHz (800 Mbps) แบบ MIMO 4×4:4
  • เสา Antenna ติดตั้งภายในจำนวน 8 เสา แบบ Omni-directional Downtilt โดยมีกำลังขยายที่ 3.5 dBi บนคลื่นความถี่ 2.4 GHz และ 5.0 dBi บนคลื่นความถี่ 5.0 GHz (สำหรับ AP-325)
  • 10/100/1000Base-T Ethernet Port จำนวน 2 พอร์ท โดยรองรับมาตรฐาน PoE แบบ 802.3af หรือ 802.3at
  • ขนาด 203 x 203 x 57 mm น้ำหนัก 950 g
  • รองรับซอฟต์แวร์ขั้นต่ำ คือ ArubaOS™ 6.4.4.0 และ Aruba InstantOS™ 4.3.0.0

เลือกระบบการทำงานได้ 2 แบบ

  1. AP ที่บริหารจัดการโดย Aruba Controller – สามารถตั้งค่าและบริหารจัดการ AP-200 Series แบบรวมศูนย์ผ่าน Aruba Controller ได้ รวมทั้งรองรับการเข้ารหัสข้อมูล, การบังคับใช้นโยบาย, การให้บริการด้านเครือข่าย และการควบคุมระบบเครือข่ายไร้สายทั้งหมด รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ Aruba Mobility Controller
  2. Instant AP ที่ไม่ต้องใช้ Aruba Controller – ในรูปแบบนี้ ผู้ใช้งานเพียงแค่ตั้งค่า Instant AP ตัวหลักเพียงตัวเดียว จากนั้นเชื่อมต่อ Instant AP ตัวอื่นเข้ากับระบบ Instant AP ตัวหลักจะทำหน้าที่กระจายการตั้งค่าไปให้ Instant AP ตัวอื่นในระบบเครือข่ายภายใน 5 นาที

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.arubanetworks.com/products/networking/access-points/320-series/
Data Sheet: http://www.arubanetworks.com/assets/ds/DS_AP320Series.pdf


About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

Red Hat ประกาศเข้าร่วม RISC-V Foundation แล้ว

Red Hat ได้ประกาศเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ RISC-V Foundation เพื่อช่วยพัฒนาเทคโนโลยี Open Source Process Instruction Set Architecture (ISA)

สู่ยุค Computational SSD: นำ Azure IoT Edge มาทำงานด้วยหน่วยประมวลผลบน SSD

หลังจากที่ปีที่แล้วแนวคิดด้าน Computational Storage นั้นเริ่มกลายเป็นที่ถูกกล่าวถึงในวงการ Storage ตอนนี้แนวคิดนี้ถูกนำมาสู่ SSD จนกลายเป็น Computational SSD แล้ว