7 คุณสมบัติของ Campus Networking ที่มีการใช้งานเทคโนโลยี Intent-Driven Network

หนึ่งในเนื้อหาที่น่าสนใจจากงานสัมมนา Rethink IP for Cloudification ซึ่งจัดขึ้นโดย Huawei เมื่อต้นเดือนเมษายน 2018 ที่ผ่านมานั้น ก็คือตัวอย่างของ Campus Network หรือระบบเครือข่ายสำหรับผู้ใช้งานภายในองค์กรที่จะเปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียวจากการมาของเทคโนโลยี Intent-Driven Network (IDN) ซึ่งจะมีคุณสมบัติหลักๆ ด้วยกัน 7 ประการ ดังนี้

 

Credit: Huawei

 

1. ผสานรวมระบบเครือข่ายแบบมีสายและไร้สายร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว

ในอดีตนั้นเรามักจะคุ้นเคยกับการที่ต้องบริหารจัดการระบบเครือข่ายแบบมีสาย (Wired) และไร้สาย (Wireless) แบบแยกขาดจากกัน ทั้งในแง่ของการออกแบบระบบเครือข่าย, การกำหนดนโยบายการเชื่อมต่อใช้งาน และอื่นๆ ซึ่งหลังจากการมาของ IDN นั้น ระบบเครือข่ายทั้งแบบมีสายและไร้สายนี้จะมีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานนั้นได้รับประสบการณ์เดียวกันในการเชื่อมต่อเครือข่าย ไม่ว่าจะเลือกเชื่อมต่อระบบเครือข่ายผ่านช่องทางไหนก็ตาม ในขณะที่ผู้ดูแลระบบเองก็จะสามารถกำหนดการทำงานและควบคุมนโยบายสำหรับระบบเครือข่ายทั้งสองนี้ร่วมกันได้อย่างดียิ่งขึ้น

 

2. ผสานรวมระบบเครืือข่ายไร้สายหลากหลายประเภทเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการมาของอุปกรณ์ IoT

อีกหนึ่งหน้าที่ใหม่ที่จะเกิดขึ้นมาให้เหล่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายต้องรับผิดชอบนั้นก็คือระบบเครือข่ายไร้สายสำหรับอุปกรณ์ Internet of Things หรือ IoT ที่จะมีหลากหลายมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ผู้ดูแลระบบเครือข่ายจะต้องบริหารจัดการเฉพาะ Wi-Fi ในอนาคตนั้นก็อาจต้องดูแลระบบเครือข่ายไร้สายที่ใช้เทคโนโลยีของ Zigbee, Bluetooth หรือ RFID เพิ่มเติมเข้ามาด้วย

ในภาพของเทคโนโลยี IDN จาก Huawei นั้น ระบบเครือข่ายไร้สายแบบ Wi-Fi, Zigbee, Bluetooth และ RFID นั้นถูกรวมเข้าเป็นความสามารถของอุปกรณ์ Wireless Access Point ทั้งหมด ทำให้การออกแบบและติดตั้งระบบเครือข่ายไร้สายและ VLAN สำหรับอุปกรณ์ IoT สามารถทำได้ง่ายขึ้น ในขณะที่การบริหารจัดการเองก็สามารถทำได้จากศูนย์กลางเช่นเดียวกัน ช่วยลดภาระงานของผู้ดูแลระบบเครือข่ายลงไปได้ระดับหนึ่ง เหลือเพียงแค่ผู้ดูแลระบบเครือข่ายควรจะต้องเรียนรู้คุณสมบัติและพฤติกรรมของเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการในการใช้งาน IoT ภายในธุรกิจองค์กรเท่านั้น

 

3. ติดตั้งได้แบบอัตโนมัติ

การออกแบบเพื่อติดตั้งระบบเครือข่ายแบบมีสายและไร้สายจะสามารถทำรวมกันได้ โดยการติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดจะกลายเป็นรแบบ Plug-and-Play พร้อมให้ใช้งานระบบเครือข่ายเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่หากในอนาคตมีการเพิ่มอุปกรณ์ใหม่ หรือต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ทดแทนอุปกรณ์ที่เสียหาย ก็จะสามารถติดตั้งใช้งานได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ไม่ต้องยุ่งยากกำหนดค่าต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อนนำไปติดตั้งตามจุดที่ต้องการทดแทนหรือเพิ่มขยายอย่างแต่ก่อนอีกต่อไป

 

4. กำหนดค่าสร้าง Virtual Network ใหม่ได้ในแบบอัตโนมัติ

การสร้าง Virtual Network เพื่อรองรับ Workload รูปแบบต่างๆ ในระบบเครือข่ายนั้นจะสามารถทำได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าเดิม และแทบจะไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับ Command Line อีกต่อไป ทำให้การเพิ่มหรือการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าของระบบเครือข่ายแต่ละวงนั้นสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย รองรับต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือกรณีที่องค์กรต้องการแก้ไขการออกแบบโดยรวมภายในระบบเครือข่าย แนวคิดในการสร้าง Virtual Network ใหม่ได้อย่างง่ายดายนี้จะช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการแก้ไขค่า Configuration ได้ดีขึ้นอย่างมากทีเดียว ทำให้องค์กรกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายของตนให้ตอบโจทย์ต่อการใช้งานจริงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องได้อยู่เสมอ รวมถึงสามารถลองสร้าง Virtual Network รูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาทดสอบใช้งานได้อีกด้วย

 

5. กำหนดนโยบายการใช้งานเครือข่ายได้ในแบบอัตโนมัติ

เดิมทีการกำหนดนโยบายทั้งในเชิงของการจัดการด้านประสิทธิภาพเครือข่ายและความปลอดภัยนั้นถือเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนสูง และทำให้ผู้ดูแลระบบหลายๆ แห่งหลีกเลี่ยงที่จะปรับแต่งค่าเหล่านี้เพื่อลดความซับซ้อนของระบบลง แต่ด้วยเทคโนโลยี IDN นี้การกำหนดนโยบายเหล่านี้จะสามารถทำได้ง่ายและเป็นอัตโนมัติมากขึ้น ทั้งในระดับของผู้ใช้งาน, ระดับของ Application และในระดับของเครือข่าย โดยอาศัยการกำหนดค่าด้วยผลลัพธ์ที่ต้องการเท่านั้น จากนั้นระบบ IDN จะทำการเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์เครือข่ายที่เกี่ยวข้องและปรับแต่งการตั้งค่าให้โดยอัตโนมัติ

 

6. ตรวจสอบประสบการณ์การเชื่อมต่อใช้งานเครือข่ายของผู้ใช้งานแต่ละคนได้ในแบบ Real-time

ปัญหาที่เหล่าผู้ใช้งานมักรายงานผู้ดูแลระบบเครือข่ายว่า Network ช้าโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหานั้นจะลดลงไป จากความสามารถในการที่ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถตรวจสอบทราบถึงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้งานแต่ละคนพร้อมข้อมูลประกอบทั้งแบบ Real-time และแบบย้อนหลังได้ ดังนั้นการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในประเด็นเหล่านี้ก็จะสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยข้อมูลที่เพียบพร้อมยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

7. มีระบบ Data Analytics และ Machine Learning ในการช่วยดูแลและแก้ไขปัญหาระบบเครือข่าย

การประยุกต์นำเทคโนโลยีด้าน Big Data Analytics มาใช้ในการดูแลรักษาระบบเครือข่ายขององค์กรนั้นจะกลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานในอนาคต โดยระบบ Big Data นี้จะทำการจัดเก็บทั้งข้อมูลเชิงเหตุการณ์, ประสิทธิภาพการทำงาน, ปัญหาที่เกิดขึ้น และการเชื่อมต่อใช้งานทั้งหมดของผู้ใช้งานและอุปกรณ์ต่างๆ เอาไว้อย่างครบถ้วน เพื่อนำมาใช้ในการตรวจสอบ, วิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำ

ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยี Machine Learning เองก็จะถูกนำมาใช้เพื่อเรียนรู้ข้อมูลเหล่านี้ เพื่อสร้าง Pattern รูปแบบต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษาระบบเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการทำงานที่ปกติของระบบเครือข่าย เพื่อใช้ตรวจจับในกรณีที่มีเหตุการณ์และพฤติกรรมที่ผิดปกติเกิดขึ้น หรือการทำนายล่วงหน้าว่าระบบเครือข่ายกำลังจะเกิดปัญหาในแง่มุมต่างๆ เช่น ทรัพยากรไม่เพียงพอ, อุปกรณ์อาจมีปัญหา เป็นต้น เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบและแก้ไขประเด็นเหล่านั้นก่อนที่จะเกิดปัญหาขึ้นจริงในระบบเครือข่าย

 

7 คุณสมบัติข้างต้นนี้ถือเป็นเพียงคุณสมบัติเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งในการประยุกต์ใช้งาน IDN จริงๆ อาจมีความแตกต่างกันไปตามกรณีการใช้งานและความต้องการเชิงธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความสามารถอื่นๆ ทางด้าน Security เพิ่มเติม, การปรับแต่งระบบวิเคราะห์ข้อมูลให้มีการตรวจสอบและป้องกันปัญหาที่มีความเฉพาะทางมากยิ่งขึ้น, การ Integrate ระบบร่วมกับระบบอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลและแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือการนำข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ มาใช้ในการตรวจสอบและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้

 

ติดต่อทีมงาน Huawei ประเทศไทยได้ทันที

 

 

ผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีด้าน Enterprise Networking จาก Huawei สามารถติดต่อทีมงาน Huawei ประเทศไทยได้ทันทีที่

Huawei Enterprise Business ; Marketing Contact Center
Mobile 095-878-7475 e-mail : Th_enterprise@huawei.com
Website : e.huawei.com

About techtalkthai

ทีมงาน TechTalkThai เป็นกลุ่มบุคคลที่ทำงานในสาย Enterprise IT ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้าน Network, Security, Server, Storage, Operating System และ Virtualization มารวมตัวกันเพื่ออัพเดตข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ให้แก่ชาว IT ในไทยโดยเฉพาะ

Check Also

จาก Mobile Banking สู่ Open Banking: เมื่อธนาคารทั่วโลกต้องให้บริการทางการเงินผ่าน API ตอบโจทย์ธุรกิจในยุค Digital

การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจธนาคารเองนั้นจะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะก้าวถัดไปที่เหล่าธนาคารต้องปรับตัวกันต่อไปนั้นก็คือการก้าวสู่ API Economy ที่จะทำให้บริการทางด้านการเงินของธนาคารนั้นสามารถเชื่อมต่อกับ Digital Product อื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น Web Application, Mobile Application หรือบริการรูปแบบใดๆ ก็ตาม เพื่อให้ผู้ใช้งานของ Digital Product นั้นๆ สามารถเรียกใช้งานบริการทางด้านการเงินได้อย่างสะดวกและง่ายดายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็มีชื่อเรียกกันว่า Open Banking นั่นเอง และบทความนี้เราก็จะพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับ Open Banking กันครับ

FMS และ Sage ขอเชิญร่วมงานสัมมนา “ERP In Manufacturing Trend 2020 by Sage X3” 20 มิ.ย. 2019

FMS ร่วมกับ Sage ขอเรียนเชิญกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรม เข้าร่วมงานสัมมนา “ERP In Manufacturing Trend 2020 by Sage X3” เพื่อเรียนรู้เทรนด์เทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การจัดการในอุตสาหกรรมการผลิต เช่น Big Data , Internet Of Thing (IoT), Artificial Intelligence (AI), Machine Learning และร่วมรับฟังการบรรยายในหัวข้อเตรียมความพร้อมบริษัทสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-Tax) ในวันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2019 เวลา 13.00- 17.00 น. ณ โรงแรม Oakwood and Residence ศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนาฟรีดังนี้